เอาตัวเองเป็นพยาน + สาระธรรมเพื่อมวลชน 2

เอาตัวเองเป็นพยาน


ธรรมะนี้เปรียบเหมือนผลไม้ที่เราไปบ้านญาติบ้านเพื่อน แล้วเขาเอาผลไม้ฝากเรา เราหยิบผลไม้ไว้ในมือของเรา แต่เราก็ไม่รู้เปรี้ยว หวาน ฝาดอะไรต่างๆ คือจับผลไม้แล้วก็ยังไม่รู้รสผลไม้ จะรู้รสก็ต้องเอามาทานขบเคี้ยว จึงจะรู้ว่ามันเปรี้ยว มันหวาน มีรสชาติต่าง ๆ ตามสัญญาของเรา 

ธรรมะนี้ก็เหมือนกันฉันนั้น 


ทุกอย่างท่านให้เอาตนเองเป็นพยาน 

ไม่ต้องเอาคนอื่น 

เรื่องของคนอื่นตัดสินได้ยากลำบาก 

เพราะเป็นเรื่องของคนอื่น 


ถ้าเป็นเรื่องของเราแล้วมันง่ายที่สุด เพราะความจริงมันอยู่กับเรา มีเราเป็นพยาน ธรรมะนี้เมื่อฟังแล้วก็ต้องเอามาภาวนา 


ให้เป็นปริยัติศาสนา ปฏิบัติศาสนา ปฏิเวธศาสนา ปริยัติคือการเรียนรู้ รู้แล้วเอามาปฏิบัติตามก็เกิดความรู้ขึ้นมาตามความเป็นจริง ถ้าฟังเฉย ๆ ก็รู้ด้วยสัญญา เอาไปพูดก็ตามสัญญา ไม่ได้พูดความจริงให้ฟัง นี่เราจึงยังไม่เข้าถึงธรรมะ ไม่สอดส่องธรรมะ ใจยังไม่เป็นธรรม ได้ทำเป็นธรรมได้ นี่เรียกว่ายังไม่สมบูรณ์แบบตามทางพุทธศาสนา 


: ความผิด ในความถูก 

: พระโพธิญาณเถร (หลวงปู่ชา สุภัทโท) 


http://www.dhammajak.net/board/viewtopic.php?t=6064 



[​IMG]