บรู๊ซ ลี นักสู้ผู้ยิ่งใหญ่

ท่านใดที่เคยไปเที่ยวฮ่องกง หาดรีพลัสเบย์ ก็จะเห็นรูปปั้นของบุรุษผู้นี้ตั้งอยู่ หากพูดถึงบรู๊ซ ลี น้อยคนที่จะไม่รู้จักชื่อของเขา บรู๊ซ ลีเป็นดาราจีนคนหนึ่งที่โด่งดังในระดับฮอลีวู้ดและมากไปด้วยความสามารถในศิลปะการต่อสู้ เรียกว่า ไม่ต้องใช้ตัวแสดงแทนเลย

บรู๊ซ ลี เกิดที่เมืองซานฟรานซิสโก เมื่อวันที่ 27 พฤศจิกายน 1940 บรู๊ซ ลี เป็นชื่อที่นางพยาบาลตั้งให้ เพราะมันเรียกง่ายและฟังดูเป็นฝรั่ง ส่วนชื่อจีนคือ ลี เสี่ยวหลง หรือ ลี จุน ฟาน ซึ่งมีความหมายว่า "เจ้ามังกรน้อย" ตรงกับปีมะโรง  บรู๊ซ ลี เกิดในช่วงที่พ่อของเขาซึ่งเป็นนักแสดงงิ้วที่โด่งดังมากกำลังไปตระเวนแสดงพร้อมกับคณะ งิ้วกวางตุ้งในอเมริกา พ่อของบรู๊ซ ลีเป็นชาวจีนเต็มตัว ขณะที่เกรซ แม่ของเขานั้นเป็นลูกครึ่งจีน-เยอรมัน บรู๊ซ ลี เลยได้ถือสัญชาติอเมริกันโดยปริยาย และบรู๊ซ ลีก็ปรากฏตัวในหนังครั้งแรกในขณะอายุได้เพียงสามเดือน พ่อของเขาก็พาครอบครัวกลับฮ่องกง

เมื่อเริ่มย่างเข้าวัยรุ่น บรู๊ซ ลี คบกับเพื่อนที่เป็นพวกแก๊งเด็กเกเรแถวบ้าน ออกชกต่อยตะลุมบอนกับเด็กแก๊งอื่นไปทั่ว วันหนึ่งเขาโดนอัดจนเละเพราะไม่มีพรรคพวก ความเจ็บปวดและพ่ายแพ้ทำให้เขาหาวิธีไม่ให้มันเกิดขึ้นอีก ปีค.ศ. 1953 เส้นทางจอมยุทธ์ของลีก็เริ่มต้นขึ้น เขาฝากตัวเป็นศิษย์กับ อาจารย์ยิปมัน ปรมาจารย์มวยแห่งหยงชุน แรกเริ่มการศึกษาศิลปะป้องกันตัวทำให้เขาผยอง ไม่เกรงใคร เขาแต่งตัวแบบคนจีนโบราณไปไหนมาไหน หากใครสบตา เขาก็ไม่รอช้าที่จะท้าตีด้วยวิชามวยกังฟู

ปลายเดือนเมษายน ค.ศ. 1959 ที่เกาลูนแห่งเกาะฮ่องกงมีการประลองมวยจีน ระหว่างศิษย์สองสำนัก ฝ่ายหนึ่งคือ บรู๊ซ ลี ในวัย 19 ปี ซึ่งขณะนั้นเป็นศิษย์ของอาจารย์ยิบมันเรียนมวยหย่งชุนอยู่ ส่วนอีกฝ่ายหนึ่งที่มาท้าประลองเป็นคนของสำนักหลงอี้ฝึกมวยใต้มา 4 ปีแล้ว สถานที่ประลองคือ ดาดฟ้าของตึกแห่งหนึ่งซึ่งตามปกติใช้เป็นสนามบาสเก็ตบอลตามกติกาที่ตกลงกันในตอนแรก คือ ต้องหยุดหมัดก่อนชกถูกลำตัวและหากผู้ใดหลุดออกนอกเส้นสนามบาสเก็ตบอลจะถือว่าเป็นฝ่ายแพ้

  แต่ครั้นพอ บรู๊ซ ลี เพิ่งจะถอดเสื้อออก หมัดของคู่ประลองก็ใส่เข้ามาที่ใบหน้าของบรู๊ช ลี ทันที ทำให้กติกาที่ตกลงกันไว้ยกเลิก กลายเป็นการวิวาทกันอย่างไม่มีกติกาไปเสียแล้ว แต่การทะเลาะวิวาทในครั้งนี้กลับกลายเป็นว่า ฝ่ายตรงข้ามถูก บรู๊ช ลี ต่อยลงไปนอนกับพื้นแล้วยังถูก บรู๊ช ลี ตามเข้าไปแตะซ้ำที่ใบหน้าอีกสองทีจนฟันหักหลายซี่และสลบคาที่ ขณะที่ตัว บรู๊ช ลี นอกจากรอยช้ำที่ขอบตาเพราะโดนหมัดทีเผลอในตอนแรกแล้วแทบไม่โดนต่อยเลย

  ต่อมา ผู้ปกครองของคู่ประลองได้เข้าแจ้งความกับตำรวจให้ดำเนินการกับบรู๊ช ลี ในข้อหาทำร้ายร่างกาย ทำให้พ่อของบรู๊ซ ลี ต้องส่งเขาไปอยู่อเมริกา บรู๊ช ลี จึงเดินทางไปเมืองซานฟรานซิสโก ในเดือนพฤษภาคม ปี ค.ศ. 1959 เขามาทำงานที่ร้านอาหารของญาติในซานฟรานซิสโกอยู่พักหนึ่ง แล้วย้ายไปซีแอตเทิล เป็นครูสอนเต้นรำ ซึ่งเขาเคยได้แชมป์ที่ฮ่องกงมาก่อน

  

  จากนั้นเขาก็มาเรียนวิชาปรัชญา ที่มหาวิทยาลัยวอชิงตัน เรียนจบแล้วย้ายไปแคลิฟอร์เนีย บรู๊ซ ลี พบกับลินดา ลี แคดเวลล์ ภรรยาที่แต่งงานอยู่กินกันขณะที่เรียนอยู่ในมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนียนี่เอง พร้อมทั้งตั้งสถาบันสอนศิลปะป้องกันตัว สอนมวยจีนไปด้วย

   เดือนกรกฏาคม ปี ค.ศ. 1964 บรู๊ช ลี ในวัย 24 ปี ได้ย้ายไปอยู่ที่โอ๊คแลนด์ อาชีพสอนกังฟู สร้างรายได้ให้ บรู๊ซถึง ชั่วโมงล่ะ 275 ดอลล่าร์ และได้เขียนหนังสือเกี่ยวกับศิลปะการต่อสู้จีนหลายเล่ม เขากับคู่หูเปิดรับนักเรียนกังฟูที่ไม่ใช่เอเชียอย่างเป็นทางการในเมืองโอ๊กแลนด์ หลังจากสองปีก่อนเขาเคยเทรนคนผิวขาวคนแรกเล่นกังฟู และก่อนหน้านั้นเล็กน้อย มีสตูดิโอสอนกังฟูไม่จำกัดสีผิวเจ้าอื่นเปิดก่อนเป็นแห่งแรกในโลกที่ไชน่า ทาวน์ ในลอสแอนเจลิส

ที่โอ๊คแลนด์นี่เองที่เป็นจุดหักเหแห่งวิถีมวยจีนของบรู๊ช ลี เพราะบรู๊ซ มีเหตุต้องประลองกับครูมวยจีนคนหนึ่งชื่อ หว่อง แจ๊คแมน โดยเมื่อบรู๊ช ลี มาเปิดสำนักมวยจีนที่โอ๊คแลนด์ โดยเปิดกว้างต่อชาวตะวันตก ทำให้ผู้อาวุโสชาวจีนโพ้นทะเลในไชน่าทาวน์ที่ซานฟรานซิสโกไม่พอใจเป็นอย่างมาก และส่งสาส์นออกมาเตือนบรู๊ช ลี หลายครั้ง แต่เขาก็ไม่สนใจยังคงเปิดสำนักมวยสอนชาวต่างชาติอยู่อีก ในที่สุด ทางนั้นจึงส่ง หว่อง แจ็คแมนที่เชี่ยวชาญ หมัดกระเรียนขาว (มวยใต้ของมณฑลฮกเกี้ยน) เพื่อมาปราบ บรู๊ช ลี

ก่อนประลอง หว่อง แจ๊คแมน ได้พาลูกศิษย์และผู้เกี่ยวข้องราว ๆ 10 คนมาที่สำนักมวยของ บรู๊ช ลี โดยเรียกร้องให้เขายุติการสอนมวยจีนให้แก่คนต่างชาติ หรือไม่ก็ต้องรับคำท้าประลองจากตน และถ้าหากบรู๊ช ลี แพ้เขาจะต้องปิดสำนักหรือไม่ก็ต้องเลิกสอนชาวต่างชาติเสีย โดยทางฝ่ายหว่องคงแค่คิดจะขู่ บรู๊ช ลี ให้หงอแล้วยอมทำตามความเห็นของพวกผู้ใหญ่ในไชน่าทาวน์เท่านั้น แต่เหตุการณ์กลับตาลปัตร เมื่อ บรู๊ช ลี กลับรับคำท้าของหว่องจริง ๆ มิหนำซ้ำยังเป็นฝ่ายเสนอให้สู้กันโดยไม่มีกติกาข้อห้ามใด ๆ ทั้งสิ้นด้วย

  

  บรู๊ช ลี สั่งให้ลินดาภรรยาของเขาและศิษย์ในสำนักของเขาทั้งหมดออกไปข้างนอก ข้างในมีแต่เขากับหว่องและพวกเท่านั้น เมื่อการประลองเริ่มขึ้น บรู๊ช ลี เป็นฝ่ายเข้าประชิดตัวหว่องแล้วออกหมัดตรงเป็นชุดใส่หว่องอย่างรวดเร็ว หว่องพยายามถอยหลังเพื่อรักษาระยะห่างจาก บรู๊ช ลี เอาไว้แต่ บรู๊ช ลี กลับตามติดแล้วปล่อยหมัดชกออกไปไม่หยุดหว่องทนการบุกของบรู๊ช ลีไม่ไหวถึงกับหันหลังหนีไม่คิดสู้อีก บรู๊ช ลี ต้องกระโจนไปกระชากตัวหว่อง ทุ่มลงนอนกับพื้นเงื้อหมัดหมายเผด็จศึก จนหว่องเอ่ยปากยอมแพ้ การประลองในครั้งนั้นจึงยุติลง

แม้บรู๊ช ลี จะได้ชัยชนะอย่างง่ายดาย แต่ตัวเขากลับไม่พอใจในสไตล์การต่อสู้ของเขาในครั้งนั้นเลย เพราะเขาต้องใช้เวลาในการประลองนานถึงกว่า 30 วินาทีกว่าจะพิชิตคู่ต่อสู้ได้ ในขณะที่สไตล์การต่อสู้ในอุดมคติของบรู๊ช ลี คือต้องโค่นคู่ต่อสู้ให้ได้ภายใน 6 วินาที เท่านั้น

  

บรู๊ช ลี ได้วิเคราะห์จุดอ่อนในสไตล์การต่อสู้ของเขาในครั้งนั้นซึ่งใช้มวยหย่งชุนว่าขาดฟุตเวอร์คที่ดีพอทำให้ต้องเสียเวลาไล่ตามคู่ต่อสู้ที่ถอยหนีไม่ยอมปะทะด้วย อาจกล่าวได้ว่า ผลจากการประลองกับหว่อง แจ๊คแมน เป็นจุดเริ่มต้นการคิดค้น วิชา "มวยจี๊ทคุนโด" ชื่อเสียงของบรู๊ซลี เริ่มโด่งดังจนถึงขนาดที่ว่าโรงเรียนสอนศิลปะการป้องกันตัวของญี่ปุ่นในซีแอตเทิล ต้องขอมาทดสอบฝีมือด้วย

 บรู๊ซ ลี เริ่มเล่นภาพยนตร์ตั้งแต่ยังเป็นทารกหนึ่งขวบ จากนั้นได้เป็นดาราในหนังฮ่องกงมาตั้งแต่เด็กๆเรื่อยๆมา และเดินทางออกจากอเมริกาไปฮ่องกงเมื่อปี 1958 โดยไม่มีเงินแต่ใช้การสอนเต้นรำแลกทุนการเดินทาง เขาไปเรียนรู้กังฟูกับอาจารย์จีนหลายคนเพิ่มเติม จนกลายเป็นหนุ่มยอดกังฟู และยังเรียนคาราเต้เพิ่มเติม ในสาขา Kenpo Karate จากอาจารย์ญีปุ่นในกลางทศวรรษที่ 60

   

  

 ค.ศ. 1950 ภาพยนตร์เรื่องแรกของบรู๊ซ ลี ที่ได้ฉายโรงในอเมริกาคือ Xi lu xiang หรือ My Son, Ah Chung (1950) ตอนที่เขายังอายุสิบขวบ จากนั้นลีเล่นภาพยนตร์มาตลอด 

ค.ศ. 1966 เขาได้เข้าร่วมเป็นดารารับเชิญในทีวีมาตั้งแต่ปี 1966 รวมถึงได้เล่นซีรีย์ทีวีในอเมริกาเรื่อง เพชรฆาตหน้ากากแตน (The Hornet) ที่รับบทพระรองสวมหน้ากากภายใต้นามว่า เคโต้ โดยมีจุดเด่นที่เป็นคนช่วยพระเอกด้วยการใช้มวยกังฟู และทำให้เขาเริ่มมีชื่อเสียงขึ้นมา .มากกว่าพระเอกในเรื่องเสียอีก 

ค.ศ. 1971 ภาพยนตร์ที่โด่งดังในอเมริกาคือ Tang shan da xiong หรือ Fists of Fury (หนังปี 1971 ฉายในอเมริกาปี 1972) โดยหนังที่โดดเด่นของของ บรู๊ซ ลี ก็มีเช่น

   

   

   

  THE BIG BOSS (1971) ถ่ายทำในประเทศไทย ชื่อไทย ไอ้หนุ่มซินตึ๊ง ชื่อในอเมริกา Fists of Fury โดยมีสถานที่ถ่ายทำหลักที่จังหวัดกรุงเทพ และสระบุรี แสดงร่วมกับ เหมียวเข่อซิ่ว (Mao Ke-hsiu หรือ Nora Miao) ดาราดังในยุคนั้น ซึ่งในเรื่องนี้ เธอเล่นเป็นตัวประกอบแม่ค้าขายน้ำแข็งใส

   

 ค.ศ. 1972 THE FISTS OF FURY ชื่อไทย ไอ้หนุ่มซินตึ๊งล้างแค้น เรื่องราวของ เฉินเจิน ศิษย์เอกของอาจารย์ฮั่วหยวนเจี่ย ที่ล้างแค้นแทนอาจารย์ที่ถูกคนญี่ปุ่นวางยาพิษจนเสียชีวิต แสดงร่วมกับ เหมียวเข่อซิ่ว เช่นเดียวกัน

   

  หนังที่ทำรายได้มากที่สุด คือ THE WAY OF THE DRAGON (1972) ชื่อไทย ไอ้หนุ่มซินตึ๊งบุกกรุงโรม ร่วมแสดงโดย เหมียวเข่อซิ่ว และชัค นอริส โดยหนังเรื่องนี้ บรู๊ซ ลี กำกับ และเขียนบทด้วยตนเอง ทั้งยังได้เข้าไปถ่ายทำใน โคลอสเซียม ของอิตาลี อีกด้วย

   

  ENTER THE DRAGON (1973) ชื่อไทย ไอ้หนุ่มซินตึ๊งมังกรประจัญบาน

ค.ศ. 1978 หนังเรื่องสุดท้ายที่บรู๊ซ ลี เล่น ก็คือ GAME OF DEATH (1978ชื่อไทย ไอ้หนุ่มซินตึ๊งเกมมรณะ (จริงๆแล้วหนังเรื่องนี้เป็นฟุตเตจที่ถ่ายไว้ไม่สมบูรณ์ ถ่ายหลังจากเรื่อง The way of dragon เพิ่งจบไป ถ่ายไว้ราวๆสี่สิบนาที เป็นฉากต่อสู้กับยอดฝีมือในด่านต่างๆ และพักไว้ หันไปสร้างเรื่อง Enter The Dragon ก่อน เมื่อเขาเสียชีวิต จึงได้นำมาปัดฝุ่น ถ่ายเพิ่มจนได้เป็นเรื่องนี้)

  

สิ่งหนึ่งที่บรู๊ซทำให้ศิลปะการป้องกันต้วมีความน่าสนใจคือ การบวกทัศนคติแบบเต๋าในการฝึกด้วย ดังจะเห็นว่าเขามักสอดแทรกปรัชญาในภาพยนตร์ของเขาบ่อยๆ ผ่านบทสนทนาของตัวละครเช่น..

   "อย่ายึดติดในรูปแบบใดๆ แต่จงปรับให้เหมาะกับตนเอง และพัฒนาจากจุดนั้นไป จงทำตัวให้เหมือนน้ำ สงบ ไร้รูปแบบตายตัว ไร้รูปทรงตายตัว น้ำ ถ้าคุณเติมน้ำลงไปในถ้วย มันก็มีรูปทรงเป็นแบบเดียวกับถ้วย ถ้าใส่ในขวด มันก็กลายเป็นขวด ใส่ในกาน้ำชา ก็มีรูปเดียวกับกานั้น น้ำนั้นไหลผ่านสิ่งกีดขวางก็ได้ หรือจะบดขยี้สิ่งที่เข้ามาขวางก็ได้ จงเป็นแบบน้ำในการต่อสู้นะเพื่อนเอ๋ย"

"เป้าหมายไม่ได้หมายความว่าเป็นสิ่งที่ต้องไปถึงเสมอ บ่อยครั้งที่ความหมายมันเพียงแค่สิ่งที่เราเล็งไว้ก็ได้"

 "ก็เพราะคำว่าผม ไม่มีอยู่จริง การต่อสู้ที่ดีคือการเล่น เล่นแบบเอาจริง เมื่ออีกฝั่งรุก เราก็ถอย เมื่อเขาถอย เราก็รุก และเมื่อโอกาสเปิด ผมไม่ได้ลงมือจู่โจมมันจู่โจมเอง เทคนิคที่ดี หรือมีค่าแค่ไหน ล้วนกลับกลายเป็นแค่เชื้อร้ายทั้งนั้น ถ้าจิตใจไปยึดติดมัน"

 บรู๊ซ ลีเคยกล่าวไว้ในหนังสือที่บันทึกชีวประวัติ ของเขาว่า

  "การมีชีวิตอยู่นั้น ไม่สำคัญว่ายาวนานขนาดไหนความสำคัญอยู่ ที่ระหว่างที่มีชีวิตอยู่นั้น ได้ทำสิ่งที่ตนปราถนาหรืออยากทำหรือไม่ สำหรับตนนั้นได้ทำสิ่งที่ใฝ่ฝันสำเร็จแล้ว ดังนั้น ความตายจึงไม่ใช่สิ่งที่น่ากลัวอีกต่อไป"


ข้อมูล : ขอบคุณบ้านจอมยุทธ์ดอทคอม

เรียบเรียงข้อมูล : Angel Star Travel