ชนิดของแผลเป็นและวิธีรักษา ทำอย่างไรให้หายไปแบบไม่ต้องผ่าตัด

วันนี้นั่งอ่านอะไรแก้เบื่อไปเรื่อยค่ะ เจอบทความเกี่ยวกับการรักษาแผลเป็นอยู่ ส่วนตัวเป็นคนไม่ชอบแผลเป็นของตัวเองมากแต่ก็ยังไม่ถึงขั้นอยากรักษาอะไรเด็ดขาดสักที วันนี้อ่านแล้วเลยคิดว่าอยากแชร์ไว้ต่อ เผื่อจะได้มีประโยชน์กับคนที่มีแผลเป็นหรือคนที่อยากป้องกัน การเกิดแผลเป็น ตามนี้เลยค่ะ

 

แผลเป็น คือรอยแผลที่เกิดหลังจากการหายของแผลจากกระบวนการหายของแผลที่ไม่สมบูรณ์หรือผิดปกติของการซ่อมแซมเนื้อเยื่อ ทำให้เกิดเป็นรอยแผลเป็นที่มีลักษณะไม่เหมือนกับผิวหนังปกติก่อนเกิดรอยแผล ซึ่งแผลเป็นก็มีหลายชนิดด้วยกัน

1. Mature scars เป็นแผลเป็นที่ไม่มีความผิดปกติ มีลักษณะเป็นแผลเรียบ มีสีผิวหนังใกล้เคียงกับสีผิวหนังปกติ มักเกิดจากแผลที่ถูกของมีคมบาด
2. Atrophic scars เป็นแผลเป็นที่มีลักษณะรอยลึกลงจากผิวหนัง สีผิวหนังของแผลเป็นมีลักษณะใกล้เคียงกับผิวปกติ มักเป็นแผลที่เกิดจากแผลของสิวหรือรอยโรคอีสุกอีใส
3. Stretched scars เป็นแผลเป็นที่มีลักษณะเรียบ มีสีผิวหนังของแผลออกจางมากกว่าสีผิวปกติบริเวณข้างเคียง แผลไม่นูน แข็ง ไม่ขยายขอบแผลมากกว่ารอยแผลเดิม มักเป็นแผลเป็นที่เกิดจากการผ่าตัดบริเวณบริเวณหัวเข่าหรือหัวไหล่
4. Contracted scars หรือเรียก แผลเป็นหดรั้ง เป็นแผลเป็นที่มีลักษณะหดรั้งของชั้นผิวหนัง มักเกิดบริเวณข้อศอก ข้อเข่า ข้อมือ ที่เกิดจากไฟไหม้บริเวณข้อต่างๆ
5. Hypertrophic scars แผลเป็นชนิดนี้มีลักษณะนูนขึ้นเหนือผิวหนังปกติรอบข้างจากการสร้างเซลล์คอลลาเจน ลักษณะสีแผลอาจเป็นสีแดง แดงดำ และสีเข้มกว่าสีผิวปกติ มักเป็นแผลที่เกิดจากของมีคมบาดหรือแผลฉีกขาดที่เป็นแผลลึก
6. Keloids เป็นแผลเป็นที่มีลักษณะนูนสูงจากผิวหนังจากการสร้างเซลล์คอลลาเจน ขอบเขตแผลมีการขยายกว้าง มากกว่ารอยแผลเดิม ลักษณะสีแผลเป็นจะเข้มกว่าสีผิวปกติ อาจเป็นสีแดง แดงดำ หรือสีจาง ซึ่งในระยะแรกจะมีอาการคันร่วมด้วย

การรักษาแผลเป็น
วิธีการรักษาแผลเป็นประกอบด้วยหลายวิธี แบ่งตามลักษณะการรักษา 2 ลักษณะหลัก คือ

1. การรักษาทางคลีนิควิทยา (Clinical treatment) ได้แก่ การผ่าตัด (Operations),  การฉีดยาในกลุ่มสเตรียรอยด์ (Intralesional corticosteroids), การใช้แรงกด (Pressure therapy), การฉายรังสี (Radio therapy),  การใช้เลเซอร์ (Laser therapy), การใช้ไนโตรเจนเหลว (Cryotherapy) และ การรักษาด้วยการฉีดสาร 3 ชนิด คือ Interferon (alpha, beta และ gamma) และ Intralesional 5-fluorouracil และสุดท้าย Bleomycins ซึ่งวิธีต่างๆที่กล่าวมาข้างต้นนี้ เป็นวิธีที่รักษากันอย่างแพร่หลายในโรงพยาบาลหรือคลินิก


2. การรักษาด้วยผลิตภัณฑ์ป้องกัน และลดรอยแผลเป็น
(Scars Reduction products) ได้แก่ การใช้แผ่นเจลซิลิโคน (Silicone gel sheeting) และวิธีคือการใช้ยาทารักษาแผลเป็น (Topical products) ซึ่งเป็นวิธีที่นิยมมากที่สุดในปัจจุบัน เนื่องจากสามารถหาซื้อผลิตภัณฑ์ตามร้านขายยาทั่วไปได้ง่าย และวิธีการใช้ก็สะดวก และง่ายด้วยตนเอง ผลิตภัณฑ์เหล่านี้มักมีส่วนผสมของสารสำคัญสำหรับการรักษา ได้แก่ สารสกัดจากหัวหอม ใบบัวบก วิตามินบี3  วิตามินอี เพราะจะช่วยยับยั้งการอักเสบของแผล ต้านการเติบโตของเชื้อแบคทีเรีย  และลดการสร้างคอลลาเจนบริเวณรอยแผลเป็นได้ มีหลายยี่ห้อด้วยกัน เช่น เอลล่า ฮีรูสกา ฮีรูดอย ค่าา


ที่มาของข้อมูล
http://thaihealthlife.com/%E0%B9%81%E0%B8%9C%E0%B8%A5%E0%B9%80%E0%B8%9B%E0%B9%87%E0%B8%99/

colmint11
ความเห็นที่ 1
colmint11

เข้าใจผิดมาตลอดว่าตัวเองเป็นคีลอยด์ แต่พอมาอ่านถึงรู้ว่าเป็น Atrophic scars เพราะเป็นตอนอีสุกอีใส ยังว่าทำไมฉีดยาละยังไม่หายสักที ไว้จะลองไปปรึกษาหมอทำเลเซอร์บ้าง แต่เห็นแฟนเราใช้เอลล่าสกาครีม ทาก็ยุบอยู่นะ

theetawit00
ความเห็นที่ 2
theetawit00

ไม่เคยรู้เลยครับ คิดว่าเหมือนกันหมด.. ขอบคุณสำหรับความรู้ใหม่ครับ
เวลาเป็น ผมแค่ยาในวัตสันตลอดเลยแต่ก็หายนะครับ เผื่อใครอยากหารีวิวอ่านครับ http://pantip.com/topic/31878601

monsichajan
ความเห็นที่ 3
monsichajan

ขอบคุณที่แชร์ค่าา ไม่เคยรู้เลยปกติใช้แค่ ella scar cream จริงๆ5555