ทำไมสังคมไทย ผู้ถูกกระทำผู้ถูกละเมิดผู้ถูกทำร้ายผู้ถูกกลั่นแกล้งจึงเป็นฝ่ายผิด

ปัญหาความรุนแรงในสังคมเป็นปัญหาสากลมีผลกระทบต่อความปลอดภัยของประชาชนในหลายประเทศ  เช่น  ปัญหาการก่อเหตุร้าย  ซึ่งส่งผลกระทบต่อชีวิตความเป็นอยู่  สภาพสังคมและเศรษฐกิจ  เสรีภาพการเดินทางระหว่างประเทศและความปลอดภัยต่อชีวิตและทรัพย์สิน  ดังนั้นการเรียนรู้ถึงแนวทางปฏิบัติเพื่อป้องกันปัญหาความรุนแรงในสังคม  จึงต้องได้รับความร่วมมือจากประชาชนทุกคน  เพื่อลดโอกาสและความเป็นไปได้ในการก่อเหตุร้าย  อันจะนำมาซึ่งปัญหาความรุนแรงที่เพิ่มมากขึ้น  ชีสสวิตทุกคนในสังคมจึงจะปลอดภัยจากภัยจากการก่อเหตุร้าย


วัยรุ่นเกือบครึ่งที่นอนป่วยในแผนกฉุกเฉิน มีสาเหตุจากถูกรังแกบนโลกไซเบอร์


แม้โลกไซเบอร์จะเป็นแค่ “โลกเสมือนจริง” แต่ทุกวันนี้ โลกโซเชียลก็มีอิทธิพลต่อชีวิตผู้คนในสังคมอย่างยิ่ง

 ล่าสุดก็มีผลสำรวจ ที่สำรวจเก็บข้อมูลจากโรงพยาบาลพบว่าเกือบ 50% ของเด็กวัยรุ่นที่เข้ารักษาตัวในแผนกฉุกเฉิน มีสาเหตุมาจากถูกเพื่อนทำร้าย และถูกรังแกบนโลกไซเบอร์

ผู้เชี่ยวชาญสาธารณสุข ผู้นำทีมสำรวจเล่าว่า ทีมงานได้ทำการเก็บข้อมูลในคนไข้วัยรุ่น 353 รายที่รักษาตัวในแผนกฉุกเฉินโรงพยาบาล ซึ่งพบว่า มีวัยรุ่นราว 46.5% ที่เข้ารักษาตัวเพราะถูกเพื่อนทำร้าย ขณะที่มีวัยรุ่นราว 46.7% ที่ตกเป็นเหยื่อไซเบอร์บูลลีอิ้ง หรือการกลั่นแกล้งรังแกบนโลกไซเบอร์ แล้วยังมีวัยรุ่นราว 58.9% ที่อยู่ในสังคมที่มีความรุนแรง

ทั้งนี้ จากผลสำรวจยังพบด้วยว่า มีผู้ป่วยวัยรุ่นราว 23.2% ที่มีอาการเครียด ซึ่งเป็นอาการเครียดที่เกิดหลังจากเกิดเหตุการณ์สะเทือนใจ โดยมีผู้ป่วยวัยรุ่นราว 13.9% ที่มีอาการหดหู่ ซึมเศร้าตั้งแต่ระดับปานกลางไปจนถึงระดับสูง และมีผู้ป่วยวัยรุ่นราว 11.3% ที่เคยมีความคิดอยากฆ่าตัวเมื่อปีที่แล้ว

เจ้าหน้าที่กล่าวถึงจุดประสงค์ของการทำสำรวจนี้ว่า เพราะต้องการให้ทั้งพ่อแม่ ผู้ปกครอง โรงเรียน และแพทย์ ได้รับรู้ถึงปัญหานี้ และช่วยกันสอดส่องดูแล เนื่องจากปัจจุบันยังเป็นปัญหาที่ไม่ค่อยมีการรายงาน และเด็กที่ตกเป็นเหยื่อก็ยังไม่ได้รับการเยียวยารักษา โดยเฉพาะอาการเครียดที่เกิดหลังจากเกิดเหตุการณ์สะเทือนใจ ซึ่งเป็นเรื่องที่เด็กควรจะได้รับการช่วยเหลือ และเยียวยารักษาตั้งแต่แรกๆ


เมื่อเกิดเรื่องขึ้นแล้ว โดยเฉพาะเรื่องทางเพศ เพราะหลายคนมองเรื่องเพศเป็นเรื่องส่วนตัว เป็นเรื่องต้องคุยในที่ลับ คนที่พูดเป็นคนไม่ดีโดยเฉพาะผู้หญิง ทำให้เวลาถูกคุกคามทางเพศ ลวนลามอนาจาร ตลอดจนถูกข่มขืน ผู้หญิงต้องปกปิดเรื่องดังกล่าวไว้เป็นความลับ ซึ่งทำให้ผู้กระทำยิ่งได้ใจ ตอกย้ำวัฒนธรรมชายเป็นใหญ่ ที่มองว่าการกระทำเหล่านี้สามารถทำได้

ซึ่งทัศนคติคนไทยหลายคนที่มักกล่าวโทษเหยื่อในเหตุการณ์ดังกล่าวว่าวันนั้นแต่งตัวอย่างไร ทำไมพาตัวเองไปอยู่ในที่ไม่ปลอดภัย ทำไมตอนถูกกระทำไม่กรีดร้องขอความช่วยเหลือ ซึ่งสะท้อนกรอบคิดผู้ชายเป็นใหญ่ที่คิดว่าผู้หญิงต้องเรียบร้อย ไม่ใช่ผู้หญิงก๋ากั่น หรือกล่าวโทษว่าคนที่ถูกกลั่นแกล้งเป็นคนอ่อนแอเอง

“ก็อยากถามกลับว่าพวกคุณดูละครมากไปหรือเปล่า เพราะเหตุการณ์ล่วงละเมิดทางเพศ มักเกิดจากคนใกล้ตัวมากกว่าคนแปลกหน้า และในช่วงเวลาแบบนั้น เราต้องชั่งใจมากว่าจะทำอย่างไร”

ผู้ประสบเหตุเล่าอีกว่า เหตุการณ์ดังกล่าวทำให้ตนรู้สึกช็อก ไม่กล้าบอกครอบครัว ช่วงแรกก็เล่าให้เพื่อนสนิทฟัง จนระยะเวลาผ่านไปสักระยะ เริ่มคิดว่ามันไม่ยุติธรรมเลย ทำไมตนต้องแบกรับความรู้สึกแย่ๆ ไว้เพียงลำพัง

“ดิฉันเริ่มจากศูนย์เลย ตอนแรกไม่รู้ว่าจะไปเรียกร้องกับใคร”

“อยากฝากบอกว่ากาเงียบไม่มีประโยชน์ สังคมสามารถเปลี่ยนแปลงได้ หากผู้เสียหายมีความเข้มแข็งที่จะลุกขึ้นต่อสู้ และยืนหยัดใช้ชีวิตอย่างปกติต่อไป”

แต่คนในสังคมกลับมองว่าเหตุรุนแรงการล่วงละเมิดหรือการกลั่นแกล้งกันทั้งทางกายและทางใจเป็นเรื่อส่วนบุคคล คนในสังคมไม่ใส่ใจและเมินเฉย เพราะความทุกข์เป็นของใครของมัน ฉันไม่ได้รู้สึกอะไรด้วย เป็นเรื่องไกลตัว คนที่ออกมาเรียกร้องความยุติธรรมช่างวุ่นวายเสียจริง แต่พอวันไหนคนในสังคมหรือพรรคพวกตัวเองต้องเผชิญกับเรื่องร้ายแรงเหล่านั้น นั้นแหละเขาถึงจะเข้าใจ 


เรียบเรียงข้อมูลบางส่วนจาก: SARABURIWITTHAYAKHOM SCHOOL / และ matichon.co.th