คำสอนท่าน ว.วชิรเมธี จากรายการวู้ดดี้เกิดมาคุย ฉบับเต็ม

คำสอนท่าน ว.วชิรเมธี จากรายการวู้ดดี้เกิดมาคุย ฉบับเต็ม
ถอดแบบคำต่อคำ


วู้ดดี้  :  มีหลายคนพูดว่าวู้ดดี้ไม่เหมาะสมที่จะสัมภาษณ์พระ  ท่านมองว่าอย่างไรครับ
ท่าน ว.วชิรเมธี  :  ก็คงต้องย้อนกลับไปถามว่าคุณเอาอะไรมาวัดว่าคนอย่างวู้ดดี้ไม่เหมาะที่จะคุยกับพระ   พระอาจารย์มองในเวลานี้ไม่มีใครเหมาะเท่าวู้ดดี้เลยนะ  ถ้าวู้ดดี้ไม่มาสัมภาษณ์พระ   เกิดมาคุยไม่สมบูรณ์แบบ

วู้ดดี้ : ก้าวร้าว พูดตรง ถามตรง มีความรุนแรงบ้างในวาจา  ไม่เหมาะสมกับพระ
ท่าน ว.วชิรเมธี  : พระอาจารย์คิดว่าพระไม่ได้หมายความว่าต้องเรียบร้อยแบบผ้าพับไว้   เราไปดูที่เนื้อหาสาระได้มั้ย   หลายครั้งที่พระอาจารย์เปิดไปเจอวู้ดดี้สัมภาษณ์   บางทีบางตอนดีกว่าพระบางรูปเทศน์   เพราะฉะนั้นถ้าเราก้าวข้ามรูปลักษณ์ภายนอก   เจาะไปที่เนื้อหาสาระก็ไม่มีปัญหาที่วู้ดดี้จะคุยกับพระไม่ได้

วู้ดดี้ : งั้นในวันนี้ผมสามารถที่จะถามพระอาจารย์ได้ทุกเรื่อง
ท่าน ว.วชิรเมธี  : ก็แล้วแต่จะถาม   แต่พระอาจารย์จะตอบทุกเรื่องหรือไม่ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง

วู้ดดี้ : พระอาจารย์บวชตั้งแต่อายุยังน้อย เป็นเณรอายุ 12
ท่าน ว.วชิรเมธี  : 13
วู้ดดี้ : แล้วเป็นพระมาตลอดชีวิต   ทุกวันนี้ที่ผ่านมาท่านจะเทศน์เรื่องของแฟน  เรื่องของชีวิต  การมีกิ๊ก  การไม่มีกิ๊ก   แต่ท่านไม่ได้คุ้นเคยกับทางโลกเลย   ท่านสามารถที่จะเข้าใจโลกและเทศน์กลับไปสู่โลกได้อย่างไรในเมื่อท่านอยู่กับวัดตลอดเวลา

ท่าน ว.วชิรเมธี  : เอางี้  วู้ดดี้เคยเห็นคนที่ติดยาเสพติดมั้ย
วู้ดดี้ : เคยเห็นครับ
ท่าน ว.วชิรเมธี  : แล้วคุณรู้ได้อย่างไรว่าคนติดยาเสพติดมันอันตรายมาก  คุณไม่เคยลองสักนิดนึง
วู้ดดี้ : ก็เห็นผลมัน  เห็นว่าเขาไม่ไปโรงเรียน  สุดท้ายเขาต้องเข้าโรงพยาบาลและตาย
ท่าน ว.วชิรเมธี  : ก็นั่นไง   พระอาจารย์ก็ไม่จำเป็นต้องไปลองมีกิ๊ก  พระอาจารย์ก็เห็นผลของมันเหมือนกัน  พระอาจารย์ก็อนุมานเอาได้

วู้ดดี้ : แต่พระอาจารย์อยู่ในวัด  พระอาจารย์ไม่ได้ไปใช้ชีวิตอยู่กับเขา
ท่าน ว.วชิรเมธี  : พระอาจารย์อยู่ในวัด  แต่ไม่ได้หมายความว่าพระอาจารย์ถูกปิดหูปิดตา   ตรงกันข้ามอยู่ในวัดบางทีรู้ดีกว่าชาวโลกด้วยซ้ำไป   เพราะชาวโลกเปรียบเสมือนนักมวยที่อยู่บนเวที   คุณชกสะเปะสะปะ  คุณถูกต่อย  คุณถูกน็อก  คุณมึนไปหมด  คนอยู่ข้างเวทีเห็นชัดที่สุดว่าคุณชกยังไง   พระไม่จำเป็นต้องไปตะลุมบอนกับกิเลสเหมือนคุณหรอก   แต่พระอยู่ข้างเวที  พระรู้ว่ากิเสลมันร้ายแค่ไหน

วู้ดดี้ : งั้นมีกิ๊กผิดมั้ยครับถ้าเต็มใจทั้งคู่
ท่าน ว.วชิรเมธี  : เต็มใจทั้งคู่  กิ๊กไม่ใช่ชู้  แต่ถ้าแฟนรู้ต้องเลิกใช่มั้ย  นี่นิยามของกิ๊ก

วู้ดดี้ : แต่ถ้าแฟนไม่รู้และทั้งคู่เต็มใจที่จะเป็นกิ๊กกัน
ท่าน ว.วชิรเมธี  : ถ้าไม่มีอะไรผิดปกติในระบบความสัมพันธ์แบบนี้ทำไมคุณต้องเลิก  คุณก็คบกันต่อไปสิ

วู้ดดี้ : ก็คงรู้สึกผิดไงฮะ
ท่าน ว.วชิรเมธี  : ก็นั่นแหละ  ถ้ามันรู้สึกผิดก็แสดงว่ามันชอบธรรมมั้ยล่ะ
วู้ดดี้ : ไม่
ท่าน ว.วชิรเมธี  : ก็มันไม่ชอบธรรม   คำตอบมันอยู่ในตัวอยู่แล้วว่ามันไม่ดี

วู้ดดี้ : งั้นสำหรับผู้ชายบางคนมีภรรยาสองสามคน  แล้วภรรยาอยู่บ้านหลังเดียวกัน  กินนอนด้วยกันได้  โอเคไม่มีปัญหา  เมียคนที่หนึ่งคนที่สองคนที่สามยอมรับซึ่งกันและกัน   อย่างนี้ครอบครัวนี้ก็ไม่ถือว่าเป็นการทำบาป
ท่าน ว.วชิรเมธี  : กิ๊กหมายถึงความสัมพันธ์ที่ละเมิดจริยธรรมทางเพศ   แต่ที่คุณโยมวู้ดดี้เล่ามาน่ะ   เขารู้เห็นเป็นใจกันทั้งหมดใช่มั้ย  ถูกต้องตามกฎหมายทั้งหมดใช่มั้ย
วู้ดดี้ : ไม่ถูกต้องตามกฎหมายเพราะไม่มีกฎหมายรองรับ
ท่าน ว.วชิรเมธี  : แต่เขาบริหารจัดการได้มั้ยล่ะ
วู้ดดี้ : ได้ครับ
ท่าน ว.วชิรเมธี  : แล้วภรรยาทั้งสามคนเขายอมรับได้มั้ยล่ะ
วู้ดดี้ : ยอมรับหมดครับ
ท่าน ว.วชิรเมธี  : ก็ถ้ารับได้หมดก็ไม่เป็นปัญหา

วู้ดดี้ : ท่าน ว.  ตั้งแต่โตขึ้นมาผมสังเกตว่าคนมักจะชวนผมเข้าวัด  ไปทำบุญกันเถอะ  ไปนั่งสมาธิในวัด  ไปไหว้พระแล้วคุณจะมีความสุข   แต่ผมเห็นหลายคนเขาไปเพราะเขามีความทุกข์เรื่องเพื่อน  เรื่องงาน  เรื่องแฟน   ชีวิตเป็นทุกข์เลยต้องเข้าไปในวัด   แต่ผมเอง  ผมมีความรู้สึกว่าผมไม่มีตรงนั้น   ผมไม่ได้มีความต้องการที่จะไปไหว้พระ  ไม่มีความต้องการที่จะไปเข้าวัด   ถามว่าแล้วสุดท้ายวู้ดดี้จะต้องเข้าวัดทำไมล่ะครับพระอาจารย์
ท่าน ว.วชิรเมธี  : จริงๆ วัดก็ไม่เคยเรียกร้องให้ใครมาเข้านะ  พระอาจารย์ก็ไม่เคยเห็นพระพุทธเจ้าบอกว่ามาเข้าวัดกันเถอะ   พระพุทธเจ้าตรัสรู้ธรรมะแล้วพระองค์ก็เดินไป   ใครอยากฟังธรรมก็มาฟังเท่านั้นเอง   ก็มีแต่เราคนไทยนี่แหละที่บอกว่าเข้าวัดๆๆ

 

วู้ดดี้ : ต้องไปไหว้วัดนี้อยู่บนภูเขา  วัดนี้ศักดิ์สิทธิ์ที่สุด  ต้องบินไปถึงเชียงใหม่  ต้องมาเชียงราย  ต้องลงมาภาคใต้   ต้องวัดนี้ โห...สุดยอดมาก  อยู่ใต้น้ำ   พระธาตุนี้ศักดิ์สิทธิ์มาก   คนก็ต้องบินไป  แล้วบางทีเราก็คล้อยตามไปด้วย   อ๋อเหรอ  ถ้าไหว้พระวัดนี้ที่องศาแบบนี้  ไหว้ทิศอย่างนี้แล้วกราบอย่างนี้  คุณจะมีบุญมากกว่าทุกคนในประเทศชาตินี้   จริงหรือเปล่า
ท่าน ว.วชิรเมธี  : พระอาจารย์ฟังดูมันยิ่งไม่ใช่ไหว้พระตามแนวพุทธเลยนะ  เพราะว่าไหว้พระตามแนวพุทธมันไหว้ที่ใจ  ฉุดเข้าวัดนี่ประเสริฐมั้ยล่ะ
วู้ดดี้ : ครับ
ท่าน ว.วชิรเมธี  : เพราะฉะนั้นโชคดีขนาดไหนที่มีคนชวนคุณเข้าวัดมาตลอดเวลา   คนที่โชคร้ายก็คือ  ไป...คืนนี้ไปผับมั้ย  คืนนี้ไปอาร์ซีเอมั้ย


วู้ดดี้ : แต่ถ้าไปแล้วไม่ดื่มเหล้าล่ะพระอาจารย์   ไปแล้วมันเต้นแล้วมีความสุข   ผมก็มีความสุข  มันร้องเพลงไปด้วย  แล้วมันได้ปลดปล่อย  นั่นมันคือความสุข  มันไม่ใช่ความทุกข์ไม่ใช่เหรอพระอาจารย์
ท่าน ว.วชิรเมธี  : พระอาจารย์อยากจะบอกว่านั่นเป็นความทุกข์ที่รอเวลาอยู่
วู้ดดี้ : ยังไงครับ
ท่าน ว.วชิรเมธี  : ผลไม้ทุกผลมีโอกาสที่จะหล่นมั้ย
วู้ดดี้ : มีครับ
ท่าน ว.วชิรเมธี  : คนทุกคนก็เหมือนผลไม้   ขณะที่มันมีความสุขก็มีความทุกข์แฝงอยู่ในนั้นตลอดเวลา   แต่ถ้าคนที่ไม่เคยเข้าวัดไม่เคยเรียนธรรมะเลยนะ   วันนี้คุณจะสุข  พรุ่งนี้คุณจะทุกข์  ชีวิตคุณจะสุขๆ ทุกข์ๆ กระเด็นกระดอน

วู้ดดี้ : เพราะมีอบายมุขล้อมรอบเหรอ
ท่าน ว.วชิรเมธี  : คุณมีโอกาสที่จะทุกข์ได้ตลอดเวลา   วันนี้ทุกข์ยังไม่มาถึงแต่ไม่ได้หมายความว่ามันไม่มา  ทุกข์ไม่ได้เกิดจากข้างนอก  ทุกข์เกิดจากในนี้   เมื่อเรามีความเห็นผิด คิดชั่ว พูดชั่ว ทำชั่ว  ทุกข์อยู่ตรงนั้น  นรกก็อยู่ตรงนั้น

 

ตอนนี้ผมยังไม่ค่อยเข้าใจเรื่องที่ท่านพูดสักเท่าไหร่นัก   ทำไมคนเรามีความสุขแล้วต้องมีทุกข์รออยู่   คิดแบบนั้นก็ไม่ต้องมีกันพอดีสิครับ   ผมชักจะหวั่นไหวแล้วล่ะครับว่าวันนี้ผมจะได้อะไรกลับไปหรือเปล่า

เมื่อวู้ดดี้เดินเข้ามาที่ศูนย์วิปัสสนาอาศรมอิสรชน จ.เชียงราย ผมแปลกใจเลยล่ะครับ   เพราะจะมีป้ายติดตามต้นไม้เต็มไปหมด   ท่าน ว.วชิรเมธีบอกผมว่า  เหล่านี้คือต้นไม้พูดได้

วู้ดดี้ : พึงชนะคนชั่วด้วยความดี  มีให้อ่านทุกต้น
ท่าน ว.วชิรเมธี  : มี  คุณโยมเดินไป  คุณโยมจะเห็นทุกหนทุกแห่ง   อาตมามีความรู้สึกว่าเวลาเดินมาถ้าพระอาจารย์ไม่อยู่   ต้นไม้เทศน์แทนก็ได้
วู้ดดี้ : ผมกลัวมากว่าที่แห่งนี้ห้ามฆ่าสัตว์   แต่มดมันเยอะมาก   ถ้าผมเหยียบมดตายผมจะตกนรกมั้ยครับ
ท่าน ว.วชิรเมธี  : เจตนาจะเหยียบมีมั้ยล่ะ
วู้ดดี้ : ไม่มี
ท่าน ว.วชิรเมธี  : ก็ไม่บาปก็แค่นั้นเอง  วัดกันที่เจตนา   กรรมไม่มี บาปไม่มีแก่ผู้ไม่เจตนาแค่นั้นเอง
วู้ดดี้ : ขับรถบนไฮเวย์เหยียบ 180 เพราะจะรีบไปหาภรรยาที่กำลังคลอดลูก   แต่ดันไปชนคนแก่ตาย   ไม่มีเจตนา  บาปมั้ยครับ
ท่าน ว.วชิรเมธี  : ก็เป็นแค่กิริยาไม่ถือเป็นกรรม   แต่อย่าทำบ่อยๆ
วู้ดดี้ : โอเค  อันนั้นผมแค่ยกตัวอย่างมันไม่เกี่ยวกับผมนะครับพระอาจารย์
ท่าน ว.วชิรเมธี : เจริญพร


รายการของผมจะเสนอประเด็นหนึ่งอยู่บ่อยๆ ล่ะครับ   ผมก็เลยอยากจะรู้ว่าท่าน ว. คิดยังไง
วู้ดดี้ : พระอาจารย์เคยดูหมอดูมั้ยครับ
ท่าน ว.วชิรเมธี  : ไม่จำเป็น  พระอาจารย์คิดว่าคนที่รู้จักตัวเองไม่มีใครไปหาหมอดู
วู้ดดี้ : พระอาจารย์เชื่อเรื่องหมอดูมั้ยครับ
ท่าน ว.วชิรเมธี  : ไม่เชื่อ   พระอาจารย์เชื่อกฎแห่งกรรม  กฎแห่งการกระทำ  กฎที่บอกว่าชีวิตของเราจะเป็นอะไร ยังไง ขึ้นอยู่กับเรา   ดีชั่วอยู่ที่ตัวเรา  สูงต่ำอยู่ที่ทำตัว

วู้ดดี้ : แต่บางทีที่หมอดูแม่นมาก พระอาจารย์  จนบางทีทำให้เราหวั่นไหว  โอ้โห...มันเป๊ะว่ะ  เราจะเอาชนะตรงนี้ได้ยังไง
ท่าน ว.วชิรเมธี  : มันก็แล้วแต่เรานะ   ถ้าคุณเลือกที่จะเชื่อ  หมอดูก็จะมีอิทธิพลกับคุณ   ถ้าคุณเลือกที่จะไม่เชื่อ  หมอดูก็จะไม่มีอิทธิพลกับคุณ   เพราะฉะนั้นมันไม่เป็นปัญหา   มันอยู่ที่เรานะ   แต่พระอาจารย์พูดอย่างนี้ไม่ได้หมายความว่าพระอาจารย์รังเกียจหมอดู   หมอดูก็เป็นศาสตร์แขนงหนึ่ง   อาจจะเรียกว่าเป็นสถิติศาสตร์เพราะว่ากว่าที่จะประมวลองค์ความรู้  ประมวลเหตุการณ์ต่างๆ แล้วมาฟันธงให้ใครมันมีที่มาที่ไป   พระอาจารย์ก็เคยเรียนวิชานี้   แต่พระอาจารย์ไม่ได้ใช้เท่านั้นเอง

         ปัญหามันไม่ได้อยู่ที่ว่าหมอดูทายแม่นหรือไม่แม่นนะ   ปัญหามันอยู่ที่หมอดูไปทายให้คนที่เต็มใจให้ทายหรือเปล่า   ถ้าเขาเต็มใจให้ทาย  คุณทายไปเหอะ  แต่ถ้าเขาไม่อยากให้คุณดูแล้วคุณดัดจริตไปดูให้เขา  คุณละเมิดสิทธิมนุษยชนนะรู้มั้ย

 

วู้ดดี้ : นี่พระอาจารย์ไม่ได้แขวะใครใช่มั้ยครับ
ท่าน ว.วชิรเมธี  : ไม่ได้แขวะเลย   พระอาจารย์ไม่ได้พูดถึงใครเลยในประโยคนี้  เป็นประโยคที่ไม่มีประธานไม่มีกรรมมีแต่กิริยาล้วนๆ
วู้ดดี้ : 5555555555

วู้ดดี้ : การห้อยพระเลยดีกว่าฮะ   เขาสามารถที่จะทำให้ตัวเขาเองพ้นจากอุบัติเหตุทางรถยนต์  ทางอากาศ  ทางน้ำได้หมด  ต้องหลวงพ่อนี่  หลวงพ่อนั่น  คือเต็มไปหมดเลย  อันนี้มันจริงมั้ย
ท่าน ว.วชิรเมธี  : ก็ถ้ามันจริงอย่างนั้น  กฎแห่งกรรมพระพุทธเจ้าก็เป็นหมันน่ะสิ   แสดงว่าการห้อยพระไปง้างกฎแห่งกรรม  มันมีกฎอีกกฎหนึ่งที่เหนือกฎแห่งกรรมนะเนี่ย  คือการห้อยพระแล้วมันไม่เป็นอะไรเลย   ถ้ามันจริง  ประเทศไทยผลิตพระยี่ห้อนี้ส่งออกนอก  แล้วส่งคนไทยไปสงครามโลกเลยนะ   เราจะเป็นมหาอำนาจโลก  เพราะอะไรทำอะไรเราไม่ได้เลย   ไม่ต้องไปวิจัยวิจารณ์อะไรแล้ว  เอาพระรุ่นนี้ไป  รับรองนะ

วู้ดดี้ : มันบาปมั้ยสำหรับคนทำธุรกิจตรงนี้  คือพิมพ์พระเยอะๆ แล้วก็ต้นทุนอาจจะซัก 5 บาทแต่อัพราคาเป็นค่าเช่ารูปละ 1,500  แล้วก็ได้กำไรเป็นล้าน   สุดท้ายเขาช่วยคนไทยจริงมั้ยฮะ
ท่าน ว.วชิรเมธี  : บาปไม่บาปมันวัดกันที่เจตนา  คุณห้อยพระ  คุณปั๊มพระให้คนบูชา  คุณอยู่กับพระนะ  แต่บางทีคุณอาจจะไม่ได้อยู่กับพุทธ   ถามว่ามันทำแล้วดีหรือไม่ดีให้วัดที่เจตนา   ถ้าเขามีเจตนาว่าอยากให้พระที่เขาปั๊มออกมาเยอะๆ เป็นสัญลักษณ์ของความเป็นผู้รู้  ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน  เป็นสัญลักษณ์ของความมีศีลมีธรรมนี้ไม่บาป
         แต่ถ้าเขาคิดแต่ว่าที่ฉันปั๊มออกมารุ่นนี้แล้วฉันจะรวยเป็นร้อยล้านเป็นพันล้าน   เขากำลังทำธุรกิจพุทธพาณิชย์ 100% น่าเป็นอย่างนี้ไม่ได้บุญ


วู้ดดี้ : มาพูดถึงเรื่องนี้ดีกว่าครับพระอาจารย์  เรื่องของกรรม  ช่วงนี้จะมีคนพูดถึงเยอะมาก  แปลกนะทำไมมันกลายเป็น trend เมื่อปีที่ผ่านมา  แก้กรรม  จนกระทั่งศาสนาพุทธเองหลายๆ วัดผมก็ยังเห็น   อ้าว...มาที่วัดนี้แล้วเราจะมาแก้กรรมได้   ชาติที่แล้วคุณมีกรรม   ชาตินี้คุณจะต้องแก้แล้วชาติหน้าคุณจะได้ดีขึ้น  ถามนะครับว่าตกลงมันจริงมั้ย  การแก้กรรมด้วยการตัดกรรม
ท่าน ว.วชิรเมธี  : คนไทยนี่ชอบแก้กรรม  ก็ทำเหมือนว่าเรากำลังถูกมัดเอาไว้ก็เลยต้องมาแก้  หรือบางทีก็ต้องทำพิธีตัดกรรม   ก็เหมือนกันว่ากรรมมันเป็นผ้าผืนหนึ่งหรือยังไง เป็นเชือกเส้นหนึ่งหรือยังไง   กรรมก็คือตัวความคิดของเรานั่นเอง   ฉะนั้นมันง่ายนิดเดียวนะถ้าจะตัดกรรมก็เปลี่ยนความคิด

วู้ดดี้ : แล้วมันมีกรรมจริงมั้ยครับ โลกใบนี้  มันมีเวรมันมีกรรมมั้ย  ถามจริงๆว่ามันมีชาติที่แล้ว  ชาตินี้  ชาติหน้า  มันมีจริงมั้ย
ท่าน ว.วชิรเมธี  : คือตามหลักพุทธมันมี
วู้ดดี้ : แต่มันพิสูจน์ไม่ได้น่ะพระอาจารย์
ท่าน ว.วชิรเมธี  : แล้วมันจะเสียหายตรงไหนถ้ามันพิสูจน์ไม่ได้
วู้ดดี้ : วู้ดดี้มีความรู้สึกว่าเวลาคนเราตาย  มันก็แค่กลายเป็นผงธุลี  แล้วมันก็ลงไปฝังในดินหรือเป็นขี้เถ้า   มันจะไปชาติหน้าได้จริงเหรอ  มันมีจริงเหรอ
ท่าน ว.วชิรเมธี  : มี หลายสิ่งหลายอย่างที่เราเอาเข้าห้องแล๊ปไม่ได้นะ   มันก็มีจริงๆ  ฉะนั้นเราอย่าไปคิดว่าความจริงมันต้องเป็นความจริงที่พิสูจน์ได้เท่านั้น   อย่างความรักก็ดี  ความโลภก็ดี  ความโกรธก็ดี  ความหลงก็ดี  อิจฉาตาร้อนก็ดี  เอาเข้าห้องแล็ปได้มั้ย
วู้ดดี้ : ไม่ได้
ท่าน ว.วชิรเมธี  : แล้วมันมีมั้ย  ความรักมีมั้ย  ความโลภน่ะมีมั้ย  กามารมณ์น่ะมีมั้ย
วู้ดดี้ : เยอะ
ท่าน ว.วชิรเมธี  : เอาไปพิสูจน์ได้มั้ยของพวกนี้
วู้ดดี้ : ไม่ได้
ท่าน ว.วชิรเมธี  : นั่นสิ  แต่มันมี  เพราะฉะนั้นชาติหน้าเราก็ไม่ต้องไปคิดว่าพิสูจน์ยังไง  พิสูจน์ไม่ได้แล้วมันจะมียังไง

วู้ดดี้ : อาจารย์ไม่เคยเห็นใช่มั้ยฮะ
ท่าน ว.วชิรเมธี  : ของพวกนี้เขาไม่เห็นด้วยตา  ต้องเห็นด้วยปัญญาสิ  ใช่มั้ยล่ะ  เพราะฉะนั้นเรื่องพวกนี้คุณจะสงสัยก็ได้ไม่ได้ทำให้พุทธศาสนาสูงขึ้นหรือต่ำลง   สิ่งสำคัญไม่ได้อยู่ที่โลกหน้ามีหรือไม่มีนะ   มันอยู่ที่ว่าโลกนี้มันมีแล้วคุณใช้ชีวิตในโลกนี้ยังไง

 

เป็นครั้งแรกน่ะครับที่แขกรับเชิญทำให้ผมอึ้ง   เพราะหลายเรื่องที่ผมถามคำถามยากๆ  ท่านก็ตอบออกมาได้ง่ายๆ เสียเหลือเกิน  แต่ผมก็ยังไม่ได้เห็นด้วยกับท่านทั้งหมดนะครับ   ไม่ว่าจะเป็นเรื่องชาตินี้ชาติหน้าและอีกหลายเรื่องที่พิสูจน์ไม่ได้   ผมอดคิดไม่ได้นะครับว่ายังไงธรรมะก็ยังเป็นเรื่องที่ห่างไกลจะตัวผมอยู่ดี

ยังมีอีกหลายเรื่องที่ผมสงสัย   พุทธศาสนิกชนก็ต้องทำใจหน่อยนะครับ   เพราะคำถามที่ผมจะถามนี้อาจทำผมกำลังจะท้าทายท่าน
วู้ดดี้ : ขอพูดถึงพุทธพาณิชย์หน่อยดีกว่า   ท่านเคยได้ยินมั้ยฮะ  ถ้าบางคนจะบอกว่าพระเดี๋ยวนี้จะเริ่มค้าขายกันมากขึ้น  ออกตามทีวี  ออกตามรายการต่างๆ ขายหนังสืออะไรมากมาย   ท่านเองก็เป็นหนึ่งในนั้น
ท่าน ว.วชิรเมธี  : มันจะเป็นพุทธพาณิชย์หรือไม่   มันไปวัดที่เจตนาสิ   ถ้าพระอาจารย์เขียนหนังสือขาย  มีเงินมีทองร่ำรวยมหาศาลแล้วก็ทำตัวเป็นหลวงเสี่ย  พระอาจารย์กำลังทำพุทธพาณิชย์   แต่การเทศน์แต่ละครั้งฟังได้แค่คนเดียวเหมือนวู้ดดี้มาคุยกับพระอาจารย์ที่เชียงราย   ถ้าเราถอดบทสนทนานี้พิมพ์เป็นหนังสืออ่านกันทั่วโลกทั้งภาษาไทย  ภาษาอังกฤษ  ภาษาอะไรก็ได้  คนเปิดหูเปิดตาและเรียนรู้ธรรมะ   พระอาจารย์ไม่ได้คิดถึงเงินที่จะได้  คิดถึงแต่ประโยชน์ที่จะได้แก่ชาวโลก   อย่างนี้เรียกว่าพาณิชย์ได้มั้ย   ไม่ได้  เพราะฉะนั้นจะเป็นพุทธพาณิชย์ก็ต่อเมื่อเรามุ่งไปที่กำไรคือเม็ดเงิน  แต่ถ้าเรามุ่งไปที่กำไรคือสติปัญญา  คือความเฉลียวฉลาด  คือความรู้  คือความหายโง่งมงาย  ไม่มีทางเป็นพุทธพาณิชย์

วู้ดดี้ : แล้วส่วนใหญ่กำไรที่ได้จากการตีพิมพ์อะไรต่างๆ  หรือว่ากับหลายๆ อย่างที่เราทำ   ท่านเอาเงินนั้นไปบริจาคต่อยังไง   หรือว่าเอาไปใช้ลงทุนต่อยังไง
ท่าน ว.วชิรเมธี  : พระอาจารย์ใช้เป็นทุนการศึกษาทั้งหมด  ไม่เชื่อไปดูได้เลย  พระอาจารย์สร้างโรงเรียนให้สามเณรที่วัดบ้านเกิดของพระอาจารย์   มีนักเรียนที่รับทุนจากพระอาจารย์ตั้งแต่ต้นจนถึงทุกวันนี้นะ   ทั้งพระทั้งเด็กทั้งเยาวชนเป็นพันคน


วู้ดดี้ : อย่างนึงที่ค้างคาใจก็คือเรื่องของเรต   เอางี้ดีกว่ามีคนบอกว่าพระเดี๋ยวนี้ออกตามรายการต่างๆหรือว่าจะนิมนต์ไปไหนต่อไหน   ไปสถานที่บางสถานที่ที่พิเศษจะต้องมีเรต  เป็นแสนบ้าง  เป็นล้านบ้าง   วันนี้ผมมาเองยังถามทีมงานเลยว่าคุยกับท่าน ว.วชิรเมธีกี่บาท  จริงมั้ยฮะว่ามันเป็นล้านๆ เลยหรือมันยังไง
ท่าน ว.วชิรเมธี  : พระอาจารย์คิดว่าคนคิดอย่างนี้ต่ำนะ   ไม่ใช่ว่าเรตมันต่ำ  คือพระอาจารย์คิดว่า  เขาคิดว่าพระเป็นดารา


วู้ดดี้ : ท่านมีสังกัดมั้ยครับ
ท่าน ว.วชิรเมธี  : ไม่มี   วันก่อนมีคนโทรศัพท์มาหาพระอาจารย์  ขอโทษนะครับต้องขออนุญาตสังกัดพระอาจารย์มั้ย   พระอาจารย์บอกว่า  โยม...อาตมาเป็นพระนะ  ไม่ได้เซ็นสัญญากะค่ายไหนเลยนะ   ไม่ใช่ซูเปอร์สตาร์  เพราะฉะนั้นจะมีใครสูงไปกว่าอาตมา   อยากนิมนต์อาตมา  อาตมาเป็นต้นสังกัดของตัวเอง   เวลานิมนต์อย่ามาถามเรต  ถามอย่างนี้ถือว่าดูถูกกันมากเลย   แต่อาตมาต้องทำความเข้าใจเพราะคนมักจะถาม   เพราะฉะนั้นนิมนต์มาเลยนะ  ถ้าพระอาจารย์  1. ว่าง   2. เห็นว่ามีประโยชน์   ได้เจอกันแน่นอน

 

วู้ดดี้ : มีงานไหนที่ไปแล้วงงมั้ยฮะ  แบบว่าเอ๋อเลย มีมั้ยครับ
ท่าน ว.วชิรเมธี  : ครั้งหนึ่งพระอาจารย์ไปบรรยายงานแห่งหนึ่งที่โรงแรม  ถัดจากพระอาจารย์เขากำลังจะเดินแบบกัน   แล้วเขาก็ขี้เกียจตั้งธรรมาสน์ต่างหากก็ให้เทศน์บนแคทวอร์ค
วู้ดดี้ : 555555555 จริงรึเปล่าฮะ
ท่าน ว.วชิรเมธี  : จริง...รู้สึกว่าวันนี้มาผิดฝาผิดตัว  นางแบบทั้งนั้น
วู้ดดี้ : แล้วท่านก็มายืนกลางแคทวอร์คเหรอครับ
ท่าน ว.วชิรเมธี  : ปัญหามันไม่ได้อยู่ที่สถานที่นะ  ถ้าใจคุณพร้อมที่ไหนก็ได้  ไม่เป็นปัญหา

วู้ดดี้ : วัดอยู่ที่ใจใช่มั้ย
ท่าน ว.วชิรเมธี  : ถูกต้อง   ถ้าคุณเป็นคนดีแล้ว  นั่นแหละคุณบรรลุวัตถุประสงค์ของการมีวัด  วัดอยู่ในใจคุณแล้ว
วู้ดดี้ : ชีวิตผมทุกวันนี้ต้องเข้าวัดก่อน ชัวร์
ท่าน ว.วชิรเมธี  : อาการอย่างนี้มันต้องเข้าแหละ
วู้ดดี้ : ท่านชมใช่มั้ยครับ
ท่าน ว.วชิรเมธี  : ชม มั่นใจว่าชม

วู้ดดี้ : วู้ดดี้มี twitter ไว้ล่าสุดเพื่อที่จะมีการโต้ตอบ real time กับคุณผู้ชมทางบ้าน   วู้ดดี้ได้ฝากหัวข้อเอาไว้ว่าวู้ดดี้จะได้มีโอกาสเจอกับท่าน ว. ใครอยากจะฝากอะไรไว้บ้างมั้ย  ประเด็นหรือว่าคำถาม   ปรากฎว่ามีคนตอบมาเป็นหลักร้อย เยอะมาก   คำถามน่าสนใจมาก   วู้ดดี้ขอคัดออกมาซักคำถามสองคำถามแล้วกันนะครับ
         มีอยู่คนหนึ่งถามมาว่า   เราไม่เคารพพระที่เราไม่ชอบหรือที่ประพฤติมิชอบแต่ยังเป็นพระ  บาปมั้ยครับ
ท่าน ว.วชิรเมธี  : ก็ไม่บาป  คนจะเคารพใครสักคนหนึ่งอย่างน้อยเขาต้องดีกว่าคุณใช่มั้ย  ก็ถ้าคุณตระหนักว่าเขาไม่ได้ดีกว่าคุณ  คุณไม่เคารพก็ไม่ใช่เรื่องเสียหายอะไร   ฉะนั้นเป็นเรื่องปกติ   ถ้าไม่มีความดีให้เราเคารพ  ท่านก็ไม่ได้รับการเคารพ

วู้ดดี้ : แม้ว่าท่านจะห่มผ้าเหลืองก็ตามที
ท่าน ว.วชิรเมธี  : มันก็สมเหตุสมผลอยู่แล้ว  ใช่มั้ยล่ะ  ตรงกันข้ามถ้าเราไปเคารพในคนที่ไม่ควรเคารพสิ  อันนี้จึงบาป

 

วู้ดดี้ : ถ้าหากให้เอานักการเมือง  หรือแกนนำเหลืองแดงมาให้ท่านเทศน์  ท่านจะเทศนาอะไรครับให้เขายอมจับมือกัน
ท่าน ว.วชิรเมธี  : หนึ่ง...อยากจะฝากประโยคสั้นๆ ว่าอย่าเห็นแก่ตัวจนไม่เห็นหัวประเทศไทย   ประโยคที่สองพระอาจารย์จะบอกว่าต้องยอมถอยเพื่อที่จะก้าวไปข้างหน้า   คือถอยนี้ไม่จำเป็นต้องถอยหลังนะ   พระอาจารย์คิดว่าเราสามารถถอยไปข้างหน้าได้  ถ้าถอยแล้วทำให้ประเทศชาติของเราราบรื่นแล้วก็เดินต่อไปได้   ก็ขอฝากสองเรื่อง

วู้ดดี้ : ทุกวันนี้คนไทยเกิดอาการจิตตก  จิตตกมาก  ผมเลยถามว่าคนเราถ้าจิตตกจะมีวิธีแก้ยังไง  ผมไปไหนเจอจิตตกๆ
ท่าน ว.วชิรเมธี  : จิตตกก็ต้องยกจิตนะ  คนส่วนใหญ่จิตตกก็ปล่อยให้ตกใช่มั้ย
วู้ดดี้ : ครับ  มันจะยกยังไงฮะ
ท่าน ว.วชิรเมธี  : ยกจิตหมายความว่า  ต้องออกจากสภาพแวดล้อมอย่างนั้น   คุณไปคุยกับคนๆ นี้แล้วมันคุยแต่การเมืองๆๆ จนคุณรู้สึกแย่ไปเลย  คุณก็เลิกคุยสิ  ไปคุยกับคนอื่น  อย่างน้อย 3 ปี 5 ปีใช่มั้ยที่ผ่านมา  วู้ดดี้ได้เรียนรู้มั้ย  ได้รู้เช่นเห็นชาตินักการเมืองไทยมั้ย  นี่คือสิ่งดีมากนะที่นักการเมืองสายพันธุ์นี้ได้มอบให้แก่เรา
         เขากำลังทำทุกอย่างให้เห็นว่านักการเมืองสายพันธุ์นี้จะเลวได้ถึงที่สุดขนาดนี้   พอเราเรียนรู้ถึงที่สุดแล้ว  เชื่อมั้ย  จากนี้ไป 100 ปีข้างหน้า   เมืองไทยจะไม่กลับมาตรงนี้อีก

วู้ดดี้ : เพราะว่าคนเรามีความรู้มากขึ้นถูกมั้ย  ในการที่จะดูออกว่าคนนี้เป็นคนเลว
ท่าน ว.วชิรเมธี  : ถูกต้อง  เพราะฉะนั้นถ้ามองโลกในแง่ดี   พระอาจารย์กลับรู้สึกว่าวันเวลาช่วงนี้เป็นช่วงที่ดีที่สุดช่วงหนึ่งในประวัติศาสตร์ไทย   เพราะเราได้เรียนรู้ครั้งใหญ่พร้อมกันทั้งประเทศ   ห้องเรียนประชาธิปไตยเปิดให้เราได้ไป take course พร้อมกัน

ท่าน ว. ได้พาผมเดินขึ้นมาถึงยอดเขาของอาศรมแห่งนี้แล้วผมก็ได้พบกับหลวงพ่อยิ้มที่งามที่สุดครับ

วู้ดดี้ : จริงๆ วู้ดดี้มาจากวุฒิธรใช่มั้ย   ทีนี้วุฒิชัยชื่อของท่านแปลว่าอะไร
ท่าน ว.วชิรเมธี : วุฒิชัยใช่มั้ย  ก็แปลว่าเจริญด้วยชัยชนะ  วุฒิธรของคุณโยมคือทรงไว้ซึ่งชัยชนะ   เวลาไปเมืองนอกฝรั่งเขาไม่เรียกพระอาจารย์ว่าพระมหาวุฒิชัย  เขาออกเสียงไม่ได้   เขาเรียกว่ามาสเตอร์วู้ดดี้
วู้ดดี้ : มาสเตอร์วู้ดดี้
ท่าน ว.วชิรเมธี  : เจริญพร  ก็พระอาจารย์วู้ดดี้
วู้ดดี้ : โห...ถ้าอย่างนั้น  ถ้าเกิดว่าผมไปบวชมั่ง  ก็จะมีสองวู้ดดี้สิ
ท่าน ว.วชิรเมธี  : 2 ว.
วู้ดดี้ : ก็มี ว.หนึ่ง  ว.สอง
ท่าน ว.วชิรเมธี  : เจริญพร
วู้ดดี้ : ถ้าผมเป็นพระ  ผมโทรหาท่านก็ ว.หนึ่ง นี่ ว.สอง ได้มั้ยครับ
ท่าน ว.วชิรเมธี  : ได้
วู้ดดี้ : 55555 น่าจะเป็นอะไรที่ดี

 

ขึ้นมาทั้งทีก็ต้องไหว้พระขอพร  และขออีกหลายอย่างที่ผมจะอยากขอ  ซึ่งผมเพิ่งรู้ตอนนี้แหละครับว่า

ท่าน ว.วชิรเมธี  : มาหาพระพุทธเจ้าอย่าขอ   แต่บอกว่าพระองค์จะเป็นต้นแบบในการดำเนินชีวิตของเรา
วู้ดดี้ : อยากจะได้เงินเยอะๆ วันนี้ขอให้เงินไหลมาเทมา ไม่ใช่
ท่าน ว.วชิรเมธี  : ไม่มีทาง  พระพุทธเจ้าไม่ได้มีหน้าที่มาหาเงินให้ใคร   ท่านมีหน้าที่เป็นแรงบันดาลใจให้เรา   พระธรรมทำหน้าที่เป็นแผนที่ให้เรา  พระสงฆ์ทำหน้าที่เป็นพี่เลี้ยงให้เรา   พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์  ถ้านับถือให้ถูกต้อง  ต้องเป็นแบบนี้นะ

วู้ดดี้ : ขอให้พ่อแม่พ้นจากทุกข์โศกโรคภัยต่างๆ หรือขอให้ครอบครัวมีความสุข  อันนี้ก็ไม่ใช่
ท่าน ว.วชิรเมธี  : ถ้าคุณขอให้โลกนี้จะมีคนผิดหวังมั้ย  พุทธศาสนาไม่ใช่ศาสนาแห่งการขอ  เป็นศาสนาแห่งการลงมือทำ   คุณอยากได้อะไรดีๆ คุณทำเหตุให้ดีแล้วผลที่ดีจะตามมา  คุณมาขอท่านแต่คุณไม่ได้ทำอะไรให้พ่อให้แม่เลย  ท่านจะดีมั้ย

วู้ดดี้ : วู้ดดี้ก็จะบอกว่าผมจะเริ่มจากการเป็นคนดี  ผมจะมีสติในการใช้ชีวิต  ผมจะดูแลสุขภาพตัวเองให้แข็งแรงเพื่อที่จะได้มีสติในการช่วยเหลือชาวโลก
ท่าน ว.วชิรเมธี  : ถูกต้อง   เรามาหาพระองค์ท่านเพียงเพื่อขอให้พระองค์ท่านเป็นสักขีพยานให้เรา  การลงมือทำเป็นเรื่องของเราทั้งหมด   เคยได้ยินมั้ย  อัตตาหิ  อัตตาโน  นาโถ  ตนเป็นที่พึ่งของตน


วู้ดดี้ : แสดงว่าตั้งแต่เกิดมาผมเข้าใจผิดมาตลอดเลยว่าเวลาเจอพระคือขอๆๆๆๆ อย่างเดียว
ท่าน ว.วชิรเมธี  : ไม่ใช่แล้ว  พุทธศาสนาไม่ใช่ศาสนาแห่งการขอ  เราเป็นศาสนาแห่งการลงมือทำ  ไม่ใช่ให้มาหาแล้วก็ขอๆๆๆ
วู้ดดี้ : แล้ววู้ดดี้ควรจะตั้งจิตแล้วก็อธิษฐานว่ายังไงครับ
ท่าน ว.วชิรเมธี  : ตั้งสัตยาธิษฐานว่าวันนี้ข้าพระพุทธเจ้ามาอยู่เบื้องพระพักตร์ของพระองค์แล้ว พระองค์เป็นบุคคลที่ประสบความสำเร็จด้วยความเพียรพยายามของพระองค์เองฉันใด ข้าพเจ้าจะขอเป็นบุคคลที่ประสบความสำเร็จด้วยความเพียรพยายามของข้าพระพุทธเจ้าฉันนั้นเหมือนกัน  นี่เป็นการขอที่ถูกต้องนะ  ขอให้ตัวเองได้ทำอย่างที่พระองค์ทำสำเร็จมาแล้ว  ไม่ใช่มาขอให้พระองค์มาทำให้เรา

อยู่บนโลกนี้มา 32 ปี  เพิ่งรู้วันนี้แหละครับว่าการที่คนเราจะทำอะไรได้หรือจะประสบความาสำเร็จนั้น  คนเดียวที่เราจะต้องพึ่งคือตัวเราเอง

 

ท่าน ว. พาผมมาที่กุฏิส่วนตัวของท่านด้วยครับ  ล้อมรอบไปด้วยธรรมชาติอย่างแท้จริงเพื่อให้เป็นสถานที่ปฏิบัติธรรม  ก็สมกับที่ใครๆ ยกย่องว่าท่านเป็นพระนักปราชญ์   ผมอยากรู้ว่าบุคคลต้นแบบหรือไอดอลของท่านนั้นคือใครครับ
ท่าน ว.วชิรเมธี  : แน่นอนที่สุดเบอร์หนึ่ง  แล้วไม่มีเบอร์สองด้วยนะ  ต้องพระพุทธเจ้า  อันนี้ยกไว้เลยนะ  เป็นพระถ้าไม่ถือว่าพระพุทธเจ้าเป็นไอดอลก็คงไม่ใช่พระแล้วนะ
         ทีนี้ในแง่คนทั่วไป  พระคือท่านพุทธทาสภิกขุ  เป็นแรงบันดาลใจให้พระอาจารย์ในแง่ของการเป็นพระที่กล้าที่จะคิดนอกกรอบ   และมีความกล้าหาญทางจริยธรรมที่จะเทศน์ที่จะสอน   ท่านยินดีที่จะพูดความจริงโดยไม่กลัวว่าตัวเองจะต้องตาย
         รูปที่สองพระพรหมคุณาภรณ์  ได้เปรียญธรรม 9 ประโยคตั้งแต่ยังเป็นสามเณร  มีความแม่นยำในทางพระธรรมวินัยสูงมาก   เป็นพระไทยรูปแรกที่ไม่ได้เรียนเมืองนอกแต่มีปัญญาพอที่จะไปสอนอยู่ที่มหาวิทยาลัยฮาเวิร์ด
         สาม  หลวงพ่อชา สุภัทโท  เพราะพระอาจารย์อยากเจริญรอยตามหลวงพ่อชา สุภัทโท   อาศรมอิสรชนจึงเกิดขึ้น   มิฉะนั้นพระอาจารย์ไม่มาปลีกวิเวกอยู่ที่นี่ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2545   เพราะพระอาจารย์ฝันที่จะเป็นอย่างท่าน
         ต่อไปรูปที่สี่   ท่านดาไลลามะ  เป็นพระที่มีชีวิตชีวามาก  ความรู้ทางโลกดีมาก  ความรู้ทางธรรมดีมาก  แล้วเป็นพระที่นำพระพุทธศาสนาไปเผยแผ่ชาวตะวันตกยอมรับ   ท่านเป็นพระของวันนี้ที่ร่วมสุขร่วมทุกข์กับชาวโลกแล้วชาวโลกสัมผัสได้
         แล้วก็รูปที่ห้า  พระเซ็นชาวเวียดนามชื่อท่านติช นัท ฮันห์   เป็นพระวิปัสสนาญาณสายเซ็นที่ได้รับการยอมรับสูง   หนึ่งในสองรูปของโลกนี้

วู้ดดี้ : พระพุทธเจ้าบอกว่ากิเลสเป็นตัวทำให้เกิดทุกข์  แต่ถ้าวู้ดดี้เองไม่มีกิเลส  เช่น ไม่อยากทำรายการ  ไม่อยากมีรถยนต์เพื่อเดินทางมาหาท่าน  ไม่อยากขึ้นเครื่องบินมาหาท่าน   แล้วเราจะมีวันนี้ได้ยังไงครับท่านอาจารย์   มันต้องมีบ้างไม่ใช่เหรอ
ท่าน ว.วชิรเมธี  : คนไทยมักจะเข้าใจผิดนะ  แท้ที่จริงถ้าคุณไม่มีความอยากอย่างนี้   คุณก็สามารถทำอะไรดีๆ และยิ่งกว่านี้ได้   ฉะนั้นความอยากจึงมีสองอย่าง  1. อยากเพราะถูกผลักดันโดยตัวกิเลส   2. อยากเพราะถูกผลักดันโดยตัวปัญญา   ทีนี้ถ้าปัญญามันผลักดันคุณ  มันจะให้คุณมีความรู้สึกอย่างหนึ่ง   เช่นอย่างพระอาจารย์อยากแสดงธรรม   ปัญญามันพาทำนะ  ปัญญามันจะบอกว่าทำเถอะ  เพราะว่าธรรมะช่วยเปิดหูเปิดตาให้คนพ้นทุกข์
         ทีนี้ถ้าความอยากคือกิเลสมันพาทำนะ  ทำเถอะไปออกทีวีเถอะแล้วท่านจะดัง

 

วู้ดดี้ : ถ้าวู้ดดี้อยากจะเป็นนายก  วู้ดดี้จะ manage กิเลสยังไงฮะ
ท่าน ว.วชิรเมธี  : ก็ต้องถามดูว่า  คุณอยากจะเป็นนายกเพื่ออะไร
วู้ดดี้ : เพื่อเปลี่ยนประเทศนี้ให้มันดีขึ้น
ท่าน ว.วชิรเมธี  : ถ้าอย่างนี้นะ  คุณไม่ได้ทำเพราะกิเลส  คุณทำเพราะปัญญาเป็นความอยากที่ถูกต้อง
วู้ดดี้ : ถ้าผมอยากจะเป็นนายกเพราะผมอยากจะโกงกินประเทศนี้   อยากเอาเงินเก็บเข้ากระเป๋าตัวเองให้ครอบครัวเรารวย
ท่าน ว.วชิรเมธี  : อันนี้คุณทำเพราะตัณหา  แสดงว่าคุณเป็นนายกที่มีโอกาสจะเป็นทรราชย์สูงมาก

วู้ดดี้ : ถ้าผมอยากจะเป็นนายกเพราะว่ามีคนแบ๊คแล้วก็สั่งให้ผมต้องเป็นนายก
ท่าน ว.วชิรเมธี : อันนี้คุณทำเพราะตัณหา  คุณเป็นตัวแทนของกิเลส   หัวหน้าพรรคของคุณคือกิเลสไม่ใช่ปัญญา   เพราะฉะนั้นวัดได้หรือยังว่าความอยากมันมีสองอย่าง   อ

ko
ความเห็นที่ 1
ko

โ ร ค เเ ก่ ก่ อ น วั ย รั ก ษ า ไ ด้ ?

ในวาร สาร การ แพทย์ ชื่อ ดัง ของ อัง กฤษ ราย งาน ว่า
ผลการ ใช้ H - G - H สามารถชะ ลอ ความ เเก่ ได้
ช่วยให้ ดู เป็น หนุ่ม เป็น สาว ขึ้น 10-20 ปี สัง เกตุ จาก
ผิว ที่ขาว ใส ขึ้น รอย ย่น ลด ลง ผม บาง ผม ร่วง ดก ดำ ขึ้น
กล้าม เนื้อ เต่ง ตึง ขึ้น นอน หลับ ลึก ขึ้น ช่วย ความ ดัน เบา หวาน อา การ ดี ขึ้น

ไ ป ที่ --->http://cru.ms/ko

เหรอ
ความเห็นที่ 2
เหรอ

มีต่อป่าวครับ
อยากอ่านต่ออ่ะ