วิกฤตเศรษฐกิจไทยปี พ.ศ. 2540 กับ ทักษิณ ชินวัตร..!

มีหลายคนชอบว่า รัฐบาลชวนแก้วิกฤตเศรษฐกิจไม่ได้
       และทักษิณ ชินวัตรชอบอวดอ้างอยู่เสมอๆ ว่า เป็นผู้กอบกู้วิกฤตเศรษฐกิจในครั้งนั้น
       
       เพื่อมิให้คนไทยหลงผิด ลองมาดูซิว่า “ความจริง” นั้นเป็นอย่างไร

       
        ภาพที่ 1 อัตราการขยายตัวเศรษฐกิจไทยรายไตรมาส

       ที่มา : ยุทธภูมิ จารุเศร์นี (2553), “แผนกระตุ้นเศรษฐกิจระยะที่ 2”, บทความวิชาการ, สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง
       
       ภาพบางภาพบอกเรื่องราวได้สมบูรณ์มากกว่าคำพูดมากนัก ภาพที่ 1 ที่แสดงถึงอัตราการเจริญเติบโตของประเทศไทยในรายไตรมาสในช่วงวิกฤตเศรษฐกิจปี พ.ศ. 2540 (ค.ศ. 1997) จนถึงปี พ.ศ. 2552 (ค.ศ. 2009) ข้างต้นนี้ก็เช่นเดียวกัน
       
       หากพิจารณาถึง จุดหักเหที่ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในทิศทางเศรษฐกิจของประเทศ จะพบว่ามี จุดหักเหที่สำคัญอยู่ที่การเปลี่ยนแปลงของอัตราการเจริญเติบโตจากจุดต่ำสุดในราวๆ ไตรมาสที่ 3 ของปี พ.ศ. 2541 (ค.ศ. 1998) ดังจะเห็นได้จากกราฟแท่งที่แสดงอัตราการเจริญเติบโตที่กลับหัวลงที่แสดงการติดลบมากที่สุด (-13.9) เมื่อผ่านพ้นเวลาจากจุดนั้นเป็นต้นมา เศรษฐกิจไทยก็เริ่มที่จะขยายตัวติดลบน้อยลงไปเรื่อยๆ จนเริ่มขยายตัวเป็นบวกได้ในไตรมาสที่ 2 ปี พ.ศ. 2542 (ค.ศ. 1999) เป็นต้นมา จนติดลบอีกครั้งหนึ่งในไตรมาสที่ 4 ของปี พ.ศ. 2551 (ค.ศ. 2008)
       
       วิกฤตเศรษฐกิจเมื่อปี พ.ศ. 2540 จึงอยู่ในช่วงคาบเกี่ยวของ 3 นายกรัฐมนตรีและรัฐบาลของเขาคือ (1) พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธที่เข้ารับตำแหน่งเมื่อ 25 พ.ย. 39 หลังจากการเลือกตั้งทั่วไปที่พรรคความหวังใหม่ที่ได้ ส.ส.มากกว่าพรรคประชาธิปัตย์เพียง 1 ที่นั่ง ในขณะนั้นเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล และลาออกเมื่อ 8 พ.ย. 40 (2) ชวน หลีกภัยเข้ารับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีต่อในช่วงไตรมาสที่ 4 ของปี พ.ศ. 2540 และพ้นจากตำแหน่งด้วยการเลือกตั้งใหม่เมื่อครบวาระเมื่อไตรมาสที่ 4 ของปี พ.ศ. 2543 (ค.ศ. 2000)
       
       และ (3) ทักษิณ ชินวัตร หัวหน้าพรรคไทยรักไทยที่ได้เสียงข้างมากจากการเลือกตั้งเมื่อปลายปี พ.ศ. 2543 และพ้นจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรีเพราะถูกรัฐประหารไปเมื่อ 19 ก.ย. 49 ภายหลังจากการดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีสมัยที่สองได้ไม่นาน ซึ่งตรงกับไตรมาสที่ 3 ของปี พ.ศ. 2549 (ค.ศ. 2006)
       
       จากข้อเท็จจริงข้างต้นจึงกล่าวได้ว่า ชวน หลีกภัยและรัฐบาลของเขาเข้ามารับตำแหน่งในช่วงที่เศรษฐกิจไทยอยู่ในภาวะที่ย่ำแย่ เพราะเศรษฐกิจเริ่มที่จะถดถอยติดลบมากขึ้นเรื่อยๆ จากการบริหารงานด้านเศรษฐกิจที่ผิดพลาดของรัฐบาลพล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ แต่ก็สามารถทำให้เศรษฐกิจฟื้นตัวกลับมาเป็นบวกได้ในที่สุดก่อนจะครบวาระในการดำรงตำแหน่ง ก่อนที่ทักษิณและรัฐบาลและนโยบายทักษิโณมิกส์ของเขาจะเข้ามาบริหารเศรษฐกิจของประเทศ
       
       การอวดอ้างหรือโอ้อวดตัวของทักษิณ ชินวัตร ว่าเป็นดั่ง “อัศวินขี่ม้าขาว” ผู้พลิกฟื้นเศรษฐกิจไทยหลังวิกฤตเศรษฐกิจเมื่อปี พ.ศ. 2540 จึงไม่ได้ตั้งอยู่บนข้อเท็จจริงดังที่ปรากฏในภายหลังอย่างเช่นในภาพที่ 1 แสดงไว้แต่อย่างใด
       
       รูปแบบการขยายตัวของประเทศไทยที่มีจุดหักเหจากลบมาเป็นบวกหรือจากน้อยไปหามากมิใช่เกิดเฉพาะในช่วงเวลาที่กล่าวยกมาข้างต้น
หากแต่ในช่วงระหว่างพล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ที่ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีระหว่าง 3 มี.ค. 23 ถึง 4 ส.ค. 31 ที่มีอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจในระดับต่ำเฉลี่ยประมาณร้อยละ 4 - 5 ต่อปีมาเป็นร้อยละ 11- 13 ต่อปีตลอดช่วงระยะเวลาประมาณ 3 ปีของการดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีของพล.อ.ชาติชาย ชุณหะวัณที่รับช่วงต่อมาในระหว่าง 4 ส.ค. 31 ถึง 23 ก.พ. 34 ก็เป็นอีกกรณีหนึ่งที่อาจยกขึ้นมาเทียบเคียงได้
       
       ดังนั้น จึงอาจกล่าวได้ว่าทั้ง รัฐบาลของพล.อ.ชาติชาย ชุณหะวัณและทักษิณ ชินวัตรต่างก็ได้รับ “ส้มหล่น” จากรัฐบาลก่อนหน้าที่แก้ไขปัญหาเศรษฐกิจจนทำให้ได้รับผลพวงของความสำเร็จในเวลาต่อมาเหมือนกัน เพราะเป็นไปไม่ได้ที่รัฐบาลใดที่เพิ่งเข้ารับตำแหน่งจะสามารถพลิกฟื้นเศรษฐกิจให้โชติช่วงชัชวาลได้ชั่วข้ามคืนดุจดังใช้เวทมนตร์โดยไม่มีเค้าลางของการฟื้นตัวมาก่อน รัฐบาลชวนมีสัญญาณของการฟื้นตัวที่ใช้เวลาประมาณ 2-4 ไตรมาสในการฟื้นเศรษฐกิจจากร้อยละ -13.9 ต่อปีมาเป็นร้อยละ 3.4 ต่อปี เช่นเดียวกับในช่วงรอยต่อระหว่างปลายรัฐบาลพล.อ.เปรม ติณสูลานนท์มาเป็นรัฐบาลพล.อ.ชาติชาย ชุณหะวัณ อัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจก็เพิ่มขึ้นจากร้อยละ 5.5 ต่อปีในปี พ.ศ. 2529 มาเป็นร้อยละ 9.5 ต่อปีในปี พ.ศ. 2530 ก่อนที่จะมีอัตราการขยายตัวสูงสุดเป็นเลข 2 หลักติดต่อกัน 3 ปีต่อมาในช่วงรัฐบาลชาติชาย ชุณหะวัณ
       
       หากจะวัดการฟื้นตัวจากการนำเศรษฐกิจไทยกลับเข้าสู่ระดับเดิมก่อนเกิดวิกฤตเศรษฐกิจเมื่อปี พ.ศ. 2540 ตัวเลขรายได้ประชาชาติที่วัดโดย GDP ณ ราคาคงที่เมื่อปี พ.ศ. 2539 ก่อนเกิดวิกฤตเศรษฐกิจอยู่ที่ระดับ 3.09 ล้านล้านบาท ผลงานของรัฐบาลชวนที่ใช้เวลาประมาณ 3 ปีนำ GDP กลับเข้าสู่ระดับ 3.01 ล้านล้านบาทที่ใกล้เคียงกับเมื่อก่อนเกิดวิกฤตเศรษฐกิจได้อีกครั้งในปี พ.ศ. 2543 และแม้รัฐบาลทักษิณด้วยทักษิโณมิกส์ก็ไม่สามารถทำอะไรได้มากนักในปีแรกที่เข้ารับหน้าที่ โดยระดับGDP เมื่อสิ้นปีแรกที่ทักษิณเข้าสู่อำนาจคือปี พ.ศ. 2544 อยู่ในระดับ 3.07 ล้านล้านบาทซึ่งไม่แตกต่างจากปีสุดท้ายของรัฐบาลชวนอย่างนัยสำคัญแต่อย่างใด
       

       หนทางของความสำเร็จแม้จะเต็มไปด้วยขวากหนาม มิได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ แต่ที่ร้ายไปกว่านั้นก็คือ ผลลัพธ์ของความสำเร็จมักจะไม่ปรากฏให้เห็นได้ในเวลาที่ต้องการมากที่สุด บางครั้งก็ต้องใช้เวลากว่าชีวิตหาไม่ไปแล้ว เฉกเช่นเดียวกับจิตรกรนามอุโฆษ วินเซนต์ แวนโก๊ะ ที่ไม่เคยขายภาพได้เงินแม้แต่แดงเดียวตลอดชั่วชีวิตของเขา แต่ภาพของเขากลับมีคนชื่นชมและเป็นที่ต้องการก็เมื่อเขาได้จากโลกนี้ไปแล้ว โชคชะตามักจะเล่นตลกกับชีวิตคนอยู่เสมอ
       

       อาจมีหลายความเห็นในปัจจัยที่ทำให้เกิดการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจของทั้งรัฐบาลพล.อ.เปรมและรัฐบาลชวน แต่ส่วนผสมสำคัญที่หลายคนอาจมองข้ามไปก็คือ “คน” ที่กุมบังเหียนเศรษฐกิจ เพราะนโยบายคิดเองไม่ได้และดำเนินไปเองก็ไม่ได้เช่นกัน ดังนั้น “คน” จึงเป็นส่วนสำคัญที่ทำให้เศรษฐกิจเปลี่ยนแปลงไปในทิศทางที่ถูกต้องหรือตรงกันข้ามก็ได้
       
       ความเหมือนในรัฐบาลทั้ง 2 ก็คือ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังกับนายกรัฐมนตรีที่เป็นส่วนผสมที่ลงตัว แม้ว่าทั้งพล.อ.เปรมหรือ นายชวน จะเป็นนายกรัฐมนตรีที่ไม่มีภูมิหลังและพื้นฐานความรู้ด้านเศรษฐกิจแม้แต่น้อย เฉกเช่นเดียวกับพล.อ.ชวลิตและรัฐบาลของเขา แต่รัฐบาลทั้ง 2 ก็สามารถเผชิญหน้าและรับมือแก้ไขกับปัญหาเศรษฐกิจที่รุนแรงในขณะนั้นได้เป็นอย่างดีในขณะที่พล.อ.ชวลิตล้มเหลว
       
       พล.อ.เปรม มีนายสมหมาย ฮุนตระกูล
เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังเป็นขุนพลคู่กายด้านเศรษฐกิจ แม้จะไม่ได้เข้ามารับตำแหน่งในรัฐบาลตั้งแต่ต้น แต่ก็อยู่ในตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังติดต่อกันมากกว่า 6 ปี ในขณะที่นายชวนก็มีนายธารินทร์ นิมมานเหมินท์ เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังโดยไม่มีการสับเปลี่ยนหรือโยกย้ายแต่อย่างใดเป็นเวลาติดต่อกันประมาณ 3 ปี ทำให้มีความต่อเนื่องในการดำเนินนโยบาย แต่ที่สำคัญก็คือทั้งนายสมหมายหรือนายธารินทร์ต่างก็มีความปรารถนาดีต่อสังคมไทย ไม่ปรากฏว่ามีชื่อเสียงในด้านความไม่ซื่อสัตย์หรือไม่สุจริตแต่อย่างใด นอกเหนือไปจากความรู้ความสามารถที่ต่างคนก็มีอยู่อย่างพร้อมมูล
       
       หากเปรียบเทียบกับ “คน” ในรัฐบาลทักษิณจะพบว่า ระบอบทักษิณได้ลดความสำคัญของรัฐมนตรี ทำให้รัฐมนตรีของทักษิณมีการสับเปลี่ยนไปมาอยู่ตลอดเวลา ในวาระการดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีสมัยแรก รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังก็มีการเปลี่ยนจากนายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์มาเป็นนายสุชาติ เชาว์วิศิษฐและกลับไปเป็นนายสมคิดเช่นเดิม
       
       ขณะที่ในสมัยที่สองเริ่มที่นายสมคิดและไปจบที่นายทนง พิทยะ หากคิดเฉลี่ยเวลาทำงานอาจจะได้ประมาณคนละปีเศษเท่านั้น เช่นเดียวกับรัฐบาลพล.อ.ชวลิตที่มีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังถึง 3 คนในช่วงอายุรัฐบาลที่มีระยะเวลาประมาณ 1 ปี จากนายอำนวย วีรวรรณ (29 พ.ย. 39 – 21 มิ.ย. 40) มาเป็นนายทนง พิทยะ (21 มิ.ย. 40 – 24 ต.ค. 40) และจบลงที่คณะรัฐมนตรี 2 สัปดาห์ที่มีนายโฆสิต ปั้นเปี่ยมรัษฎ์ (24 ต.ค. 40 - 6 พ.ย. 40) เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังที่อาจมีอายุในการดำรงตำแหน่งที่สั้นที่สุดคนหนึ่งในประวัติศาสตร์
       
       ข้อเท็จจริงข้างต้นแสดงให้เห็นถึงระยะเวลาในการดำรงตำแหน่งที่ไม่เอื้ออำนวยให้มีการทำงานได้อย่างต่อเนื่องมีประสิทธิภาพแต่อย่างใด มิหนำซ้ำการเปลี่ยนตัวบุคคลที่มาดำรงตำแหน่งก็กระทำในลักษณะที่สับไปสับมาและกลับมาลงเอยกับคนเดิมในที่สุด ดังเช่นในกรณีของนายสมคิดในรัฐบาลทักษิณสมัยแรก ดังนั้นหากจะอวดอ้างผลงานว่าสามารถทำให้เศรษฐกิจไทยฟื้นตัวได้จริง ใครละที่สมควรได้รับการยกย่อง?
       

       แต่หากจะบันทึกไว้เพื่อเป็นหลักฐาน กระทรวงหลักอื่น เช่น กระทรวงศึกษาธิการก็มีสภาพไม่แตกต่างไปจากกระทรวงการคลังสักเท่าไร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการในรัฐบาลทักษิณสมัยแรกก็มีจำนวนรัฐมนตรีว่าการจำนวนมากถึง 5 คนใน 4 ปี (ไม่นับ รมช.) เริ่มจากนายเกษม วัฒนชัย ทักษิณ ชินวัตร สุวิทย์ คุณกิตติ ปองพล อดิเรกสาร และจบลงที่อดิศัย โพธารามิก จนทำให้ยากที่จะมีใครสามารถนึกหน้ารัฐมนตรีว่ามีใครบ้างที่หมุนเวียนผลัดเปลี่ยนเข้ามาทำงานบ้าง เผื่อว่าจะได้ยกย่องสรรเสริญคุณงามความดีได้ถูก
       
       ข้อสงสัยในเรื่องการซื้อขายตำแหน่งก็ดี การไร้ความสามารถของรัฐมนตรีก็ดี จึงล้วนแล้วแต่มีเหตุให้ชวนสงสัยได้ทั้งสิ้น
       
       เรื่องที่น่าแปลกที่ควรบันทึกไว้ก็คือ รัฐมนตรีอย่างกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร ที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับการกำกับดูแลธุรกิจที่ทักษิณเคยทำมาก่อนและยังแอบทำอยู่ ไม่ว่าจะเป็นบริการโทรศัพท์เคลื่อนที่หรือการสื่อสารโดยดาวเทียม กลับไม่มีการเปลี่ยนแปลงแต่อย่างใด นายสุรพงษ์ สืบวงศ์ลี สามารถอยู่ในตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการได้ตั้งแต่มีการก่อตั้งกระทรวงนี้มาจนหมดวาระในรัฐบาลทักษิณสมัยแรกนับว่าเป็นหมอที่มีความรู้ด้านนี้จริงๆ
       

       (ตอนหน้า ต้นตอของวิกฤตเศรษฐกิจปี พ.ศ. 2540)

 

โดย ชวินทร์ ลีนะบรรจง,สุวินัย ภรณวลัย30 มิถุนายน 2553

laotaa
ความเห็นที่ 1
laotaa

จะบอกให้ไอ้มั่ว ช่วงที่เศรษฐกิจเข้ามา ไอ้เหลี่ยมโชคดี ทั่วโลกฟื้น ทำให้การจ่ายหนี้ง่ายขึ้น ส่วนยุคไอ้ชวนป๋วย มันทำให้ติดหนี้มากโดยงบมิยาซาวา ที่ใช้งบอย่างเมามันส์ แต่ไม่มีสาระ แล้วให้แปรรูปรัฐวิสหากิจ ส่วนแบบที่เอามาลง ถุยโกหกสิ้นดี ไอ้บ้าอย่ามาตอแหลเลย ช่วงนั้นมีแต่งบประมาณอย่างเดียว ไม่ใช่ไอ้ชวนเก่งหรอก เงินไม่มีปัญญา อาศัยแปรรูปอย่างเดียว และที่สำคัญ ชวนคือ ต้นเหตุของปัญหาการศึกษาไทยในปัจจุบันนนี้

kunkrabee
ความเห็นที่ 2
kunkrabee

กล่าวคือ ต้นตอ มาจาก บิ๊กจิ๋ว อันนี้ผมว่าไม่เชิงนะครับ อย่างแรกเลย ถ้าสมัยนั้นยังไม่ประกาศ ค่าเงินบาท ลอยตัวนะครับ ยุคหลังก้อต้องประกาศเหมือนกัน ตอนนี้มีประเทศเดียวที่ยังรั้น กำหนดค่าเงินของตัวโดยไม่สนใจใคร คือจีน ซึ่ง ตอนนี้ก็เริ่มอ่อนลงแล้วเหมือนกัน ฉะนั้นอย่าไปโทษเรื่องการลอยตัวเงินเลยนะครับ สมัย ชวน ไม่กู้ แล้วจะเอาเงินที่ไหนมาบริหาญ ประเทศ ตอนนั้นเงินคงคลังน้อย แต่สมัยนั้น ชวน ดูถูกคนไทยไปหน่อย ถ้าออก พันธบัตร ให้ คนรวยในไทยซึ้อ ก้ไม่จำเป็นต้องเป็นหนี้ IMF คนไทยรวยนะครับแต่ไม่ยอมใช้เงิน ยุคทักษิน ถือว่าโชคดี ตรงมันทุกอย่างเริ่มดีขึ้น แถมเป้นมีหัวคิด โยก กระเป๋าซ้ายไป ขวา กล่าวคือรู้จัก บริหาญเงิน มันจึงไม่ใช่เรื่องอยากอะไรที่จะใช้หนี้ได้

laotaa
ความเห็นที่ 3
laotaa

คห 19 จะบอกให้ไอ้นายหัวชวน นั้นได้แอบตกลงลีบในเรื่องการแปรรูปรัฐวิสหกิจโดยการบังคับการกู้เงินงวดที่ 2 ซึ่งจากงวดแรกที่กู้มานอกจากนโยบายที่ผิดพลาดจากการปิดสถาบันการเงินทั้ง 53 แห่งอย่างผิดพลาด ซึ่งการปิดครั้งนั้นทำให้ระบบเศรษฐกิจเสียหายอย่างมหาศสาล กูอยู่ไทย ไม่ใช่พวกรับจ้างขะเลียร์ไอ้เหลี่ยม หรือ ไอ้ ปชป เขียนความจริงด้วย จขกท