เมื่อมีสัญญาณเลือกตั้งมันก็ต้องปล่อยทีเด็ด-จับตา “มาร์ค” โชว์ปลดหนี้ !!

ผ่าประเด็นร้อน
        
       
       บรรยากาศการเมืองเริ่มทำท่ากลับมาคึกคักออกมาในทำนองมั่วๆอีกครั้ง หลังจากที่มีการเปิดสภาสมัยสามัญนิติบัญญัติในช่วงต้นเดือนสิงหาคม และแม้ว่าเมื่อต้นสัปดาห์จะมีรายการสภาล่มอันเนื่องจาก ส.ส.เข้าประชุมกันไม่ครบทำให้ประธานสภาผู้แทนราษฎรต้องสั่งปิดการประชุมไป โดยปริยาย อย่างไรก็ดีการขาดประชุมจนทำให้สภาต้องล่มลงดังกล่าวทำให้มีเสียงวิจารณ์ตาม มาต่างๆนานาว่าเป็นการ “เอาคืน” และส่งสัญญาณเตือนไปถึงพรรคประชาธิปัตย์ให้รู้สำนึกหลังจากไม่ยอมให้ผ่าน โครงการเช่ารถเมล์ 4 พันคันมูลค่ากว่า 6.4 หมื่นล้านบาทที่เสนอโดยพรรคภูมิใจไทย
       
       กรณีที่เกิดขึ้นทำให้ถูกโยงนำมาปะติดปะต่อกันว่าเป็นการเตือนล่วง หน้าก่อนที่ร่างกฎหมายสำคัญ โดยเฉพาะกฎหมายการเงินอย่าง งบประมาณปี 54 ที่กำลังเข้าสู่การพิจารณาวาระที่ 2-3ในอีกไม่กี่สัปดาห์ข้างหน้า ถ้าเกิดอุบัติเหตุ หรือมีรายการจงใจทำให้ไม่ผ่านก็มีอันต้องจบเห่ทันที
       
       อย่างไรก็ดีก็มีเสียงวิจารณ์ไปอีกทางว่าเหตุการณ์ดังกล่าวไม่มีทางเกิดขึ้นอย่างเด็ดขาด เพราะเหมือนกับการ “ทุบหม้อข้าว” ตัวเองไม่มีผิด อีกทั้งพรรคของตัวเองก็มีความจำเป็นต้องใช้งบประมาณ ยังมีอีกหลายโครงการที่กำลังรอการเซ็นสัญญา หรือแม้แต่การโยกย้ายข้าราชการในหน่วยงานสำคัญก็กำลังอยู่ในช่วงการต่อรอง กำลังเข้าด้ายเข้าเข็มกันทั้งนั้น ดังนั้นจึงไม่มีเหตุผลใดที่ต้องทำเรื่องโง่ออกมาแบบนั้น
       
       แต่ขณะเดียวกันเมื่อฟังสัญญาณจากปากของคนที่มีอำนาจทำให้เกิดการ เลือกตั้ง นั่นคือเวลานี้ก็มีเพียงแค่คนเดียวคือ นายกรัฐมนตรี อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ที่บอกใบ้ออกมาทั้งก่อนหน้านี้ว่าอาจมีการยุบสภาในช่วงปลายปีนี้หรือต้นปี หน้าหากสถานการณ์มีความสงบและมีบรรยากาศเอื้ออำนวยต่อการเลือกตั้ง และทุกพรรคสามารถออกไปหาเสียงกันได้ หรือล่าสุดกำชับให้ลูกพรรคประชาธิปัตย์เตรียมตัวรับสถานการณ์การเมืองในช่วง 4 เดือนข้างหน้า พูดค้างไว้แค่นั้นโดยไม่ยอมอธิบายรายละเอียดอะไรเพิ่มเติม สิ่งเหล่านี้ทำให้หลายคนคิดว่ามีความเป็นไปได้ว่าจะมีการยุบสภาเกิดขึ้นก็ เป็นได้
       
       หากพิจารณาจากตารางเวลาแล้วมันก็เป็นไปได้มากเหมือนกัน เพราะในช่วงเวลานั้นเชื่อว่าร่างงบประมาณก็ผ่านสภาไปเรียบร้อยแล้ว การโยกย้ายข้าราชการล็อตใหญ่ประจำปี โครงการสำคัญระดับหมื่นล้านแสนล้านก็น่าจะมีการลงนามเสร็จสิ้น นอกจากนี้บรรดาแกนนำ “ผู้ก่อการร้าย” เสื้อแดงก็น่าจะมีการส่งฟ้องสู่ศาล เข้าสู่กระบวนการยุติธรรมเต็มรูปแบบแล้ว ทุกอย่างดูแนวโน้มน่าจะเข้ารูปเข้ารอย ที่สำคัญเชื่อว่าในช่วงที่ยังประกาศใช้ พรก.ฉุกเฉินฝ่ายรัฐบาลก็น่าจะเข้าไปอุดช่องว่างในพื้นที่ล่อแหลมได้มากพอ สมควร และต้องไม่ลืมก็คือในช่วงเวลาตอนนั้นคดียุบพรรคน่าจะมีความคืบหน้าไปพอสมควร น่าจะรู้ว่าอะไรเป็นอะไรแล้ว
       
       เชื่อว่าเมื่อถึงตอนนั้นคนอย่าง นายกฯอภิสิทธิ์ ที่มีเสียงระบุออกมาก่อนหน้านี้ว่า “เด็กดื้อ” ก็คงอยากจะพิสูจน์อะไรบางอย่างให้เห็นด้วยเหมือนกัน อย่างน้อยหากพรรคเพื่อไทยของทักษิณ ชินวัตร “หน้ามืด” ส่ง พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ หรือ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง เสนอตัวเป็นนายกรัฐมนตรี ซึ่งหากเป็นแบบนั้นจริง บรรยากาศมันก็คงสนุกพิลึก
       
       เมื่อพิจารณาจากแนวโน้มที่กำลังจะเกิดขึ้นในลักษณะของการยุบสภาอีก ไม่นานนัก อีกด้านหนึ่งมันก็ได้เห็นความเคลื่อนไหวของฝ่ายการเมืองที่เริ่มทยอยออกมา อย่างคึกคักขึ้นเรื่อยๆทั้งฝ่ายค้านและรัฐบาล เริ่มจากฝ่ายค้านคือพรรคเพื่อไทยกำลังเดินสายรณรงค์ในพื้นที่เป้าหมายฐาน เสียงอย่างภาคอีสานและภาคเหนือ ซึ่งการเคลื่อนไหวดังกล่าวนอกจากเป็นการตรึงมวลชนไม่ให้ตีจากแล้ว ยังเป็นการตรึง ส.ส.ไม่ให้ฟุ้งซ่านคิดตีจากไปซบพรรคอื่นโดยเฉพาะพรรคภูมิใจไทยที่กำลังรุก คืบเข้ามา
       
       แต่ที่น่าสนใจก็คือพรรคประชาธิปัตย์ที่ในช่วงนี้กำลังมีโครงการใหญ่ ออกมาแทบไม่ขาดสาย ที่น่าจับตาก็คือการเดินทางไปเยือนจีนของ สุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกฯด้านความมั่นคงเมื่อไม่กี่สัปดาห์ก่อน กลับมาก็เริ่มเดินหน้าโครงการ “บิ๊ก” เครือข่ายระบบราง เน้นรถไฟความเร็วสูงจากสิงคโปร์ มาเลเซีย ผ่านสุไหงโก-ลกไปจนถึงหนองคายลากต่อไปยังลาวเวียดนามและจีน มูลค่าโครงการเกือบสองแสนล้านบาท เป็นการร่วมลงทุนไทย-จีน กลับมาถึงไทยไม่ทันไรก็มีการตั้งกอร์ปศักดิ์ สภาวสุ เลขาธิการนายกรัฐมนตรีเป็นประธานศึกษาโครงการทั้งระบบและมีการรีบเร่ง พิจารณารายละเอียดให้เสร็จสิ้นและรองรับการลงนามเอ็มโอยูของ นายกฯอภิสิทธิ์ ที่จะเดินทางไปเยือนจีนในเดือนหน้า เป็นโครงการใหญ่ของพรรคประชาธิปัตย์ที่ปาดหน้ารถไฟความเร็วสูงของพรรคภูมิใจ ไทยเสียด้วย
       
       นอกจากนี้เมื่อได้ฟังจากคำแถลงของโฆษกพรรคประชาธิปัตย์ นพ.บุรณัชย์ สมุทรักษ์ ที่เปิดเผยว่าในวันนี้( 16 ส.ค.) เวลา 15.00 น.เป็นต้นไปนายกฯ อภิสิทธิ์ จะมีการเปิดโครงการ “ปลดหนี้” แบบครบวงจรให้กับคนไทยทุกสาขาอาชีพ ขณะเดียวกันยังมีโครงการเพิ่มรายได้ลดรายจ่ายออกมาเป็นเพ็กเกจ มีการดึงหน่วยงานของทางการเข้ามาร่วม ซึ่งก็คือ กระทรวงที่อยู่ในสังกัดของพรรคประชาธิปัตย์เป็นการเฉพาะ เช่น กระทรวงการคลัง กระทรวงแรงงาน ศึกษาธิการ สาธารณสุข และพัฒนาสังคม
       
       หากสังเกตให้ดีจะพบว่าการปล่อยโครงการดังกล่าวออกมาถือว่าเหมาะสมเป็นอย่างยิ่ง โดยเฉพาะการเน้นช่วยเหลือ “คนเป็นหนี้” เพราะ รู้กันอยู่กันอยู่ว่าคนไทยร้อยละ 90 ต่างก็เป็นหนี้ทั้งหนี้นอกระบบและในระบบ ที่ผ่านมาเมื่อมีการเปิดให้มีการแสดงความคิดเห็นผ่าน “63 ล้านความคิด” เสียงโทรศัพท์ที่เข้ามาส่วนใหญ่จะเน้นให้ช่วยเหลือเรื่องค่าครองชีพ และเรื่องหนี้สิน ดังนั้นเมื่อจับจุดได้ตรงนี้ เมื่อนำมาพิจารณาแก้ไขได้เป็นรูปธรรมมันก็ย่อมส่งผลต่อความนิยมชมชอบตามมา อยู่แล้ว หรือแม้แต่ในทางจิตวิทยาแค่แสดงออกช่วยเหลืออย่างต่อเนื่องมันก็เหมือนการ “ตกเขียว” กันล่วงหน้าอยู่แล้ว
       
       ดังนั้นเชื่อว่าโครงการ “ปลดหนี้” ที่นายกรัฐมนตรี อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ กำลังเสนอออกมาในวันนี้ถือว่าไม่ธรรมดา เป็นการเปิดเกมรุกทางการเมืองครั้งสำคัญ เพราะสามารถทำให้คนเห็นคล้อยตามเชื่อถือ แม้ว่าจะสำเร็จหรือไม่ก็ตาม แต่มันก็มีผลต่อความผูกพันและต่อคะแนนเสียงในวันข้างหน้าอย่างไม่ต้องสงสัย !!
wwwcp
ความเห็นที่ 1
wwwcp

ก็ดีเลือกตั้งไวๆจะใด้รู้สักทีว่าใครเป๊นใคร

KONGGIEAT
ความเห็นที่ 2
KONGGIEAT

โครงการรถไฟดูแล้วเห็นด้วยลำบาก คนไทยคงไม่ขึ้นเพราะแพงบัลลัย ขนาดรถไฟฟ้าที่ขนคนจากมักสันไปสุวรรณภูมิขณะนี้ยังคงวังเวง ตู้หนึ่งมีผู้โดยสารไม่ถึง 10 คน เรียกว่าตีตั๋วนอนกันไปละ แล้วไอ้รถไฟความเร็วสูงราคา 1000 กว่าขึ้นไปใครจะขึ้น..เทพ เมือก..ผุดโครงการนี้ขึ้นมาเพื่อหวังอะไรหรือเปล่า คิดกันเองเหอะ ..ยิ่งตั้ง กอบสากขึ้นมาคุมด้วย..ก็ฟันธงได้เลยว่า งานนี้..กิน..กันสนุกเลย..เพราะไอ้กอบสาก..มันหน้าด้าน ไม่สะทกสะท้านอะไร ใครจะด่ามันก็เฉย..ดูอย่างโครงการไทยเข้มแข็ง ก็ยังโกงกันสะบัด..ตู้น้ำดื่มเล่นกันตู้ละ 1 แสนกว่าๆ ทั้งๆที่ ตามท้องตลาดราคาตู้ละ 5-6 หมื่นกว่า แล้วไอ้ไฟฟ้าส่องทางตามหมู่บ้านระบบโซล่าเซลล์นั่นก็อีก เห็นว่าไม่ไหว..ไฟสว่างเหมือนเทียนพรรษา..ชาวบ้านเขาเดือดร้อนกันทั่ว..เลิกคิดเถอะ..เมือก..เอ้ย..