ถึงเวลาแสดงแสนยานุภาพของกองทัพไทย

กองทัพสั่งเพิ่มกำลังภาคที่ 2

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า พล.ท.สุจิตร สิทธิประภา แม่ทัพภาคที่ 2 กล่าวว่า ในวันที่ 19 กรกฎาคมที่ผ่านมา ได้สั่งการให้มีการเพิ่มเติมกำลังจากกองพลทหารราบที่ 6 เข้าไปในพื้นที่ชายแดนบริเวณเขาพระวิหาร เนื่องจากข้อมูลที่ทราบกันดีว่าทางกัมพูชาได้มีการเพิ่มกำลังทหารเข้ามาในพื้นที่ จึงได้สั่งให้เพิ่มกำลังทหารของกองทัพภาคที่ 2 เข้าไปเพิ่มเติมเช่นกัน นอกจากนี้ ได้สั่งการให้กำลังพลเตรียมพร้อมอยู่ในที่ตั้งตลอด 24 ชั่วโมง โดยเมื่อวันที่ 18 กรกฎาคมที่ผ่านมา ได้ลงพื้นที่ปฏิบัติการของกรมทหารพรานที่ 43 ที่วางกำลังอยู่ในพื้นที่ประชิดกับทหารกัมพูชา เพื่อไม่ให้กำลังทั้ง 2 ฝ่ายกระทบกระทั่งกัน ซึ่งทหารของทั้ง 2 ฝ่าย ยังพูดคุยกันดีไม่มีการกระทบกระทั่งกัน

สำหรับบรรยากาศชายแดนไทย-กัมพูชาวันเดียวกันนี้  มีทหารกัมพูชา จำนวนประมาณ 1,200 นาย พร้อมอาวุธหนักเข้าตรึงกำลังอย่างแน่นหนาตามเขตแนวชายแดน ทั้งนี้ เวลา 08.30 น. ฝ่ายไทยได้มีการเสริมกำลังทหารพรานเพิ่มอีก 4 กองร้อย โดยมาจากหน่วยเฉพาะกิจกรมทหารพรานที่ 26  จ.บุรีรัมย์ 1 กองร้อย และจากหน่วยเฉพาะกิจกรมทหารพรานที่ 21 จ.เลย อีก 3 กองร้อย ทำให้ฝ่ายไทยมีกำลังทหารประมาณ 600 คน โดยทั้ง 2 ฝ่ายต่างตรึงกำลังบริเวณใกล้วัดสิกขาคีรีสะวาระ หรือคนในท้องถิ่นชอบเรียก วัดคีรีสุขสวายเรี๊ย ที่มีทหารกัมพูชาติดอาวุธครบมือประมาณ 500 นาย ส่วนทหารไทยมีประมาณ 200 นาย 

ขนอาวุธหนัก-ปืนใหญ่เข้าพท.

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า พล.ท.สุจิตรได้สั่งการให้ พล.ต.กนก เนตระคเวสนะ ผู้บัญชาการกองพลทหารราบที่ 6 และผู้บัญชาการกองกำลังสุรนารี เพิ่มกำลังทหารและยุทโธปกรณ์เข้าไปในพื้นที่เขาพระวิหาร ส่วนใหญ่เป็นการเสริมกำลังทหารและยุทโธปกรณ์หนัก อาทิ ปืนใหญ่ โดยมีการขนกำลังทหารบรรทุกขึ้นรถยีเอ็มซี จำนวน 8 คัน รถฮัมวี่ 1 คัน ของกองพันทหารราบที่ 3 กรมทหารราบที่ 23 จ.สุรินทร์ ขึ้นไปตรึงกำลังบนเขาพระวิหาร นอกจากนี้ ยังมีการเคลื่อนย้ายอาวุธปืนใหญ่ขนาด 155 มิลลิเมตร จำนวน 6 กระบอก จากกองพันทหารปืนใหญ่ที่ 16 กรมทหารปืนใหญ่ที่ 6 ค่ายพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช จ.ร้อยเอ็ด เพื่อเข้าไปเสริมกำลังในพื้นที่ชายแดนไทย-เขาพระวิหาร

เครื่องบิน ทอ.พร้อมบิน24ชม.

น.อ.มณฑล สัฌชุกร รองเจ้ากรมกิจการพลเรือนทหารอากาศ และในฐานะรองโฆษกกองทัพอากาศ กล่าวว่า พล.อ.อ.ชลิต พุกผาสุข ผู้บัญชาการทหารอากาศ ได้สั่งการให้ทุกหน่วยของกองทัพอากาศเตรียมพร้อมตลอด 24 ชั่วโมง ภารกิจหลักที่กองทัพอากาศเข้าไปมีส่วนสำคัญคือ การเคลื่อนย้ายคนไทยที่อยู่ในกัมพูชา หากเกิดความรุนแรง กองทัพอากาศพร้อมที่จะนำเครื่องบินซี 130 บินขึ้นปฏิบัติหน้าที่รับคนไทยกลับประเทศทันที เมื่อมีคำสั่งจากหน่วยเหนือ โดยมีสูตรปฏิบัติอยู่แล้ว เพราะเมื่อนำเครื่องบินซี 130 ขึ้นบินต้องมีการแต่งตั้งผู้รับผิดชอบ และมีเจ้าหน้าที่ติดอาวุธ เครื่องบินขับไล่บินควบคู่ และมีผู้รับผิดชอบสั่งการ ขณะนี้ผู้บัญชาการทหารอากาศไม่ได้มีคำสั่งพิเศษให้ใช้กำลัง ทุกฝ่ายกำลังเฝ้าติดตามการประชุมร่วมกันของคณะกรรมการจีบีซีว่าจะเป็นอย่างไร เชื่อว่าเหตุการณ์คงจะไม่รุนแรงบานปลาย

รายงานข่าวแจ้งว่า กองทัพอากาศมีหน่วยบินที่ปฏิบัติภารกิจอยู่ในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 3 ฝูงบิน คือ จ.นครราชสีมา มีเครื่องบินเอฟ 16 ประจำการ จ.อุบลราชธานี มีเครื่องบินเอฟ 5 ประจำการ  และ จ.อุดรธานี มีเครื่องบินอัลฟาเจ็ทประจำการ ทั้งนี้ ทุกหน่วยสามารถพร้อมนำเครื่องบินขับไล่ขึ้นปฏิบัติภารกิจได้ภายใน 5 นาที

ความเห็นที่ 1
ZeRo_Google

ส่งไปทำไม จะสู้เขาได้ไง เกิดสงครามขึ้นมารับรอง ไทยเละแน่ เพราะมันไม่ใช่ว่าจะรบแต่กับเขมรอย่างเดียว หลายๆประเทศเกลียดประเทศไทยแล้วนะครับ โดยเฉพาะเรื่องนี้ คงมีแต่ให้การช่วยเหลือกับเขมรนั่นล่ะ

ความเห็นที่ 3
the kops

เฮ้อ...ปิดหู-ปิดตาเชียร์ทักษิณอยู่ได้ ไม่ได้แหกตาดูอะไรเลย เรียนจบไรมาว่ะ แม่งโง่ดักดาน................