เปิดคำพิพากษา สัก กอแสงเรือง อดีต คตส. โกงภาษี

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3773/2532

นาย สัก กอแสงเรือง โจทก์

กรมสรรพากร กับพวก จำเลย


ข้อกฎหมาย ป.รัษฎากร มาตรา 19, 40(1), 40(8), 50, 52



ย่อคำพิพากษา

ในการก่อสร้างตึกแถวโจทก์เป็นผู้จัดหาและซื้อวัสดุก่อสร้างเองส่วนแรงงานเหมาจ่ายให้ผู้รับเหมาจัดหาคนงานมาทำการก่อสร้างโดยผู้รับเหมาจ่ายค่าแรงงานให้แก่คนงานเองหากงานล่าช้าต้องจ้างคนงานเพิ่มขึ้น โจทก์ไม่ต้องรับผิดชอบ ดังนี้ เงินได้ที่จ่ายให้แก่ผู้รับเหมาจึงมิใช่เงินได้จากการจ้างแรงงาน ตามมาตรา 40(1)แห่งประมวลรัษฎากร หากแต่เป็นเงินได้จากธุรกิจการพาณิชย์ตามมาตรา 40(8) โจทก์จึงไม่มีหน้าที่หักภาษี ณ ที่จ่าย และนำส่งตามมาตรา 5052 แห่งประมวลรัษฎากร การที่เจ้าพนักงานประเมินประเมินให้โจทก์ชำระภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาหัก ณ ที่จ่ายในกรณีนี้จึงไม่ชอบ โจทก์ยื่นแบบแสดงรายการเสียภาษีเงินได้ประจำปี พ.ศ. 2521เมื่อวันที่ 30 มีนาคม 2522 เจ้าพนักงานประเมินออกหมายเรียกลงวันที่ 27 มีนาคม 2527 เรียกโจทก์มาไต่สวน โจทก์ได้รับหมายเรียกเมื่อวันที่ 30 มีนาคม 2527 จึงเป็นการออกหมายเรียกตรวจสอบไต่สวนภายใน 5 ปี นับแต่วันที่ยื่นรายการเสียภาษี ถูกต้องตามมาตรา 19 แห่งประมวลรัษฎากรแล้ว หมายเรียกเพื่อการตรวจสอบไต่สวนกำหนดให้โจทก์มาให้ถ้อยคำและนำพยานหลักฐานมาแสดงให้เวลาโจทก์น้อยกว่า 7 วันตามที่ระบุไว้ในประมวลรัษฎากร มาตรา 19 โจทก์มีสิทธิไม่ปฏิบัติตามหมายเรียกนั้น และเจ้าพนักงานประเมินจะประเมินภาษีตามลำพังโดยอ้างว่าโจทก์ขัดขืนไม่ปฏิบัติตามหมายเรียกไม่ได้ แต่เมื่อโจทก์ปฏิบัติตามหมายเรียกโดยไม่โต้แย้ง การออกหมายเรียกของเจ้าพนักงานประเมินจึงชอบแล้ว.

 

 คำพิพากษาศาลฎีกา

โจทก์ฟ้องว่า โจทก์ประกอบอาชีพทนายความ เจ้าพนักงานประเมินได้แจ้งการประเมินให้โจทก์ไปเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ภาษีการค้าและภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาหัก ณ ที่จ่าย เป็นเงิน 413,821.62 บาทโจทก์เห็นว่า การประเมินดังกล่าวไม่ชอบจึงอุทธรณ์การประเมินคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์พิจารณาแล้ววินิจฉัยให้ลดเงินเพิ่มและเบี้ยปรับลง คงให้ชำระเป็นเงิน 329,911.55 บาท โจทก์เห็นว่าคำวินิจฉัยดังกล่าวไม่ชอบเพราะโจทก์ซื้อที่ดินและปลูกสร้างอาคาร5 คูหา เพื่อเป็นที่อยู่อาศัยและเป็นสำนักงาน โดยโจทก์เหมาค่าแรงในการก่อสร้างให้ผู้รับเหมา ส่วนวัสดุก่อสร้างโจทก์จัดซื้อเองโจทก์ยืมเงินนางสุดใจมาใช้ในการก่อสร้างด้วยเป็นเงิน 1,200,000 บาทต่อมานางสุดใจเดือดร้อนเรื่องเงิน โจทก์จึงขายที่ดินและสิ่งปลูกสร้างให้นางสุดใจเป็นเงินเท่ากับที่กู้ยืมมา โดยมิได้มุ่งในทางการค้าหรือหากำไร เงินที่ได้จากการขายโจทก์จึงได้รับยกเว้นไม่ต้องเสียภาษีการค้าตามมาตรา 42(9) และค่าก่อสร้างที่จ้างเหมาค่าแรง โจทก์ก็ไม่มีหน้าที่ต้องหักภาษี ณ ที่จ่ายเงินได้จากการขายอสังหาริมทรัพย์ กฎหมายให้หักค่าใช้จ่ายได้ตามความจำเป็นและสมควรการซื้อที่ดินและก่อสร้างอาคาร โจทก์เสียค่าใช้จ่ายเป็นเงิน 1,075,440 บาท การที่เจ้าพนักงานประเมินหักค่าใช้จ่ายให้โจทก์ในส่วนนี้เพียง 676,791.60 บาท จึงไม่ถูกต้องทั้งเจ้าพนักงานประเมินได้ออกหมายเรียกเพื่อตรวจสอบไต่สวนเกินกำหนดระยะเวลา 5 ปีและไม่ให้เวลาแก่โจทก์ตามมาตรา 19 จึงไม่ชอบ ขอให้เพิกถอนการประเมินและคำวินิจฉัยของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์

จำเลยให้การว่า โจทก์ซื้อที่ดินจากผู้อื่นแล้วปลูกสร้างอาคารรวม 5 คูหา แล้วได้แบ่งขายไปพร้อมกับที่ดินรวม 2 คูหา โดยอ้างว่าเป็นหนี้ผู้อื่น แต่ก็ไม่มีหลักฐานมาแสดง จึงเป็นการขายอสังหาริมทรัพย์โดยมุ่งในทางการค้าหรือหากำไร จึงต้องนำรายรับไปเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาและภาษีการค้า ทั้งโจทก์ได้จ่ายค่าจ้างแก่ผู้รับเหมาอันเป็นเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40(1) (2)โจทก์จึงมีหน้าที่หักภาษี ณ ที่จ่าย เมื่อโจทก์ไม่หัก โจทก์จึงต้องรับผิด การออกหมายเรียกของเจ้าพนักงานประเมินชอบแล้ว ขอให้ยกฟ้อง

ศาลภาษีอากรกลางพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า ปัญหาที่ว่าเงินค่าแรงในการก่อสร้างที่โจทก์จ่ายให้แก่ผู้รับเหมา โจทก์มีหน้าที่ต้องหักภาษี ณ ที่จ่ายหรือไม่ ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า โจทก์จ้างเหมานายเข็มทำการก่อสร้างอาคารของโจทก์เฉพาะค่าแรง ส่วนวัสดุก่อสร้างโจทก์เป็นผู้จัดหาและซื้อเอง เงินค่าแรงที่โจทก์จ่ายให้นายเข็มเป็นการเหมาจ่ายเพื่อให้นายเข็มไปจัดหาคนงานมาทำการก่อสร้าง โดยนายเข็มเป็นผู้จ่ายค่าแรงให้แก่คนงานเอง หากงานล่าช้าเป็นเหตุให้ต้องเสียค่าจ้างคนงานเพิ่มขึ้น โจทก์ไม่ต้องรับผิดชอบแล้ววินิจฉัยว่า เงินได้ที่นายเข็มได้รับมิใช่เงินได้จากการจ้างแรงงานตามมาตรา 40(1) แต่เป็นเงินได้จากธุรกิจการพาณิชย์ตามมาตรา 40(8)โจทก์จึงไม่มีหน้าที่หักภาษี ณ ที่จ่ายและนำส่งตามมาตรา 50 และ 52แห่งประมวลรัษฎากร การประเมินของเจ้าพนักงานประเมินในส่วนนี้จึงไม่ชอบ ส่วนปัญหาว่าเจ้าพนักงานประเมินหมายเรียกเพื่อการตรวจสอบไต่สวนเกิน 5 ปี นับแต่วันที่ยื่นรายการเสียภาษีหรือไม่ และให้เวลาโจทก์นำบัญชีพร้อมพยานหลักฐานไปแสดงน้อยกว่า7 วัน ตามมาตรา 19 หรือไม่นั้น ข้อเท็จจริงฟังได้ว่าโจทก์ยื่นแบบแสดงรายการเพื่อเสียภาษีเงินได้ประจำปีเมื่อวันที่ 30 มีนาคม2522 การที่เจ้าพนักงานประเมินออกหมายเรียกลงวันที่ 27 มีนาคม 2527เรียกโจทก์มาตรวจสอบไต่สวน โจทก์ได้รับหมายเรียกในวันที่30 มีนาคม 2527 จึงเป็นการออกหมายเรียกตรวจสอบไต่สวนภายใน 5 ปีถูกต้องตามมาตรา 19 แล้ว แม้ตามหมายเรียกให้โจทก์มาให้ถ้อยคำและนำพยานหลักฐานมาแสดงในวันที่ 4 เมษายน 2527 อันเป็นการให้เวลาโจทก์น้อยกว่า 7 วันก็ตาม โจทก์มีสิทธิเพียงไม่ปฏิบัติตามหมายเรียกนั้น และเจ้าพนักงานประเมินจะประเมินภาษีตามลำพังโดยอ้างว่าโจทก์ไม่ปฏิบัติตามหมายเรียกไม่ได้เท่านั้น เมื่อโจทก์ยอมปฏิบัติตามหมายเรียก การออกหมายเรียกของเจ้าพนักงานประเมินจึงชอบด้วยมาตรา 19 แห่งประมวลรัษฎากรแล้ว

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้เพิกถอนการประเมินเฉพาะภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาหัก ณ ที่จ่าย และให้เจ้าพนักงานประเมินคำนวณต้นทุนค่าใช้จ่ายในการก่อสร้างตึกแถวในบางกรณีใหม่ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลภาษีอากรกลาง.





( อรรถวิทย์ วรรธนวินิจ - วิฑูรย์ ตั้งตรงจิตต์ - ประวิทย์ ขัมภรัตน์ )

 

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1986/2533


นาง เง็กหง แซ่ซิ้ม โจทก์

กรมสรรพากร กับพวก จำเลย



ข้อกฎหมาย
ป.พ.พ. มาตรา 118

ป.รัษฎากร มาตรา 40




คำพิพากษาศาลฎีกา

โจทก์ฟ้องว่า เจ้าพนักงานประเมินของจำเลยที่ 1 หมายเรียกโจทก์ไปทำการตรวจสอบ แล้วมีหนังสือแจ้งการประเมินภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาประจำปีภาษี พ.ศ. 2526 และ 2527 ให้โจทก์ชำระภาษีเงินได้ เบี้ยปรับและเงินเพิ่มให้จำเลยที่ 1 เป็นเงินรวม 91,840.65 บาท โดยอ้างว่าโจทก์มีเงินได้พึงประเมินประเภทดอกเบี้ยจากการรับจำนองในปีพ.ศ. 2526 และ 2527 เป็นเงิน 71,875 บาท และ 225,000 บาทตามลำดับ โจทก์เห็นว่า การประเมินไม่ชอบด้วยกฎหมาย จึงได้ยื่นอุทธรณ์ต่อจำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 4 ซึ่งเป็นคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ว่า โจทก์มิได้มีเงินได้ดังกล่าว จำเลยที่ 2 ถึงที่ 4พิจารณาอุทธรณ์ของโจทก์แล้วมีคำวินิจฉัยให้ยกอุทธรณ์ ซึ่งโจทก์ไม่เป็นพ้องด้วย เพราะการประเมินและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ขัดต่อความจริง กล่าวคือ สัญญาจำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 6431, 6433 พร้อมสิ่งปลูกสร้าง ระหว่างโจทก์ซึ่งเป็นมารดากับนายพฤกษ์ กอแสงเรืองผู้จำนองซึ่งเป็นบุตรนั้น ความจริงโจทก์ซื้อที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างให้นายพฤกษ์ แต่กลัวว่านายพฤกษ์จะนำทรัพย์ดังกล่าวไปจำหน่ายจ่ายโอนหรือก่อให้เกิดภาระหนี้สินขึ้น จึงให้นายพฤกษ์ทำสัญญาจำนองแก่โจทก์ แล้วโจทก์ยึดโฉนดไว้ ไม่มีการรับจ่ายเงินและดอกเบี้ยกันแต่ประการใด โจทก์จึงไม่มีหน้าที่ต้องเสียภาษีตามกฎหมาย ขอให้เพิกถอนการประเมินและคำวินิจฉัยอุทธรณ์

จำเลยทั้งสี่ให้การว่า สัญญาจำนองตามฟ้องเป็นหนังสือสำคัญของทางราชการแสดงว่าโจทก์เป็นผู้รับเงินได้พึงประเมิน เจ้าพนักงานประเมินจึงมีอำนาจเรียกเก็บภาษีตามมาตรา 61(2) แห่งประมวลรัษฎากรที่โจทก์อ้างว่าไม่ได้รับดอกเบี้ยตามที่ระบุไว้ในสัญญา โจทก์ไม่สามารถพิสูจน์ได้ การประเมินและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ชอบแล้วขอให้ยกฟ้อง

ศาลภาษีอากรกลางวินิจฉัยว่า โจทก์เป็นคนต่างด้าวไม่อาจถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินได้ จึงให้นายพฤกษ์บุตรชายเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินดังกล่าวไว้แทน เพื่อมิให้นายพฤกษ์นำที่ดินนั้นไปจำหน่ายจ่ายโอนหรือก่อให้เกิดภาระติดพัน จึงได้ให้นายพฤกษ์ทำสัญญาจำนองที่ดินนั้นเป็นประกันหนี้ไว้ต่อโจทก์ตามที่นายสัก กอแสงเรืองบุตรชายของโจทก์และเป็นพี่ชายของนายพฤกษ์แนะนำ จึงเชื่อว่าไม่มีการชำระดอกเบี้ยแก่กันโจทก์ไม่มีหน้าที่ต้องเสียภาษี พิพากษาให้เพิกถอนการประเมินและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ที่กล่าวแล้ว

จำเลยทั้งสี่อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงฟังได้ว่าโจทก์เป็นหม้าย นายสัก กอแสงเรือง และนายพฤกษ์ กอแสงเรือง เป็นบุตรโจทก์ ปรากฏตามโฉนดที่ 6431 และ 6433 ว่า เมื่อวันที่ 5 กันยายน2526 นายพฤกษ์ได้ซื้อที่ดินโฉนดที่กล่าวแล้วว่า วันเดียวกันนายพฤกษ์ได้จำนองที่ดินนั้นพร้อมด้วยสิ่งปลูกสร้างเป็นประกันเงินกู้ที่นายพฤกษ์กู้จากโจทก์เป็นเงิน 1,500,000 บาท ดอกเบี้ยอัตราร้อยละ15 ต่อปี รายละเอียดปรากฏตามภาพถ่ายสัญญาจำนองเอกสารหมาย จ.6วันที่ 12 มิถุนายน 2529 เจ้าพนักงานประเมินของจำเลยที่ 1 หมายเรียกโจทก์มาตรวจสอบไต่สวนแล้วแจ้งการประเมินให้โจทก์ชำระภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาในฐานะที่โจทก์ได้รับดอกเบี้ยตามสัญญาจำนองให้จำเลยที่ 1 โจทก์อุทธรณ์การประเมินในที่สุดได้นำคดีมาฟ้องมีปัญหาว่า โจทก์ได้รับดอกเบี้ยตามสัญญาจำนองดังกล่าวหรือไม่...

พิเคราะห์แล้วเห็นว่า นายพฤกษ์มีอาชีพเป็นเพียงนายหน้าหาประกันไม่มีอาชีพอย่างอื่น ทั้งปรากฏตามหนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่ายตามภาพถ่ายที่เจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ 1 ส่งมาเพื่อประกอบการพิจารณาของศาลว่า ในปี พ.ศ. 2526 และ 2527 นายพฤกษ์ได้รับค่านายหน้าจากการประกอบอาชีพเป็นนายหน้าหาประกันเพียง 22,473.55 บาท และ18,108.32 บาท ตามลำดับเท่านั้น จึงไม่มีเหตุผลที่โจทก์ในฐานะมารดาซึ่งย่อมทราบข้อเท็จจริงเหล่านี้จะให้นายพฤกษ์กู้เงินถึง1,500,000 บาท ทั้งไม่ปรากฏหลักฐานที่แสดงว่านายพฤกษ์ได้ชำระดอกเบี้ยตามสัญญาจำนองให้โจทก์แล้ว พฤติการณ์ตามรูปคดี น่าเชื่อว่าสัญญาจำนองและสัญญากู้เงินรายนี้เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นเพราะโจทก์และนายพฤกษ์สมคบกันแสดงเจตนาลวง สัญญาดังกล่าวจึงเป็นโมฆะตามกฎหมาย ฉะนั้น แม้โจทก์จะมีชื่อในสัญญาในฐานะผู้รับจำนองดังที่จำเลยทั้งสี่อุทธรณ์ ก็ถือไม่ได้ว่าโจทก์มีเงินได้ประเภทดอกเบี้ยเงินกู้ยืมที่จะต้องชำระภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาให้จำเลยที่ 1 ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาคดีชอบแล้ว อุทธรณ์จำเลยทั้งสี่ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน.





( เดชา สุวรรณโณ - อุดม เฟื่องฟุ้ง - ตัน เวทไว )

 

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1709/2524


นายสัก กอแสงเรือง โจทก์

นายเจียม เจริญวัย กับพวก จำเลย


ข้อกฎหมาย
ป.อ. มาตรา 177, 181

ป.วิ.อ. มาตรา 28


คำพิพากษาศาลฎีกา

โจทก์ฟ้องว่า เดิมจำเลยกับพวกเป็นโจทก์ฟ้องนายตงและนายสุชาติเป็นจำเลยข้อหาบุกรุกทำให้เสียทรัพย์และเสื่อมเสียเสรีภาพในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 2240 - 2245, 2252, 2258, 2268/2520 และ 1338/2521ของศาลจังหวัดสระบุรี ซึ่งมีโทษจำคุกตั้งแต่สามปีขึ้นไปเมื่อวันที่ 18เมษายน 2522 เวลากลางวัน จำเลยทั้งสองได้เบิกความเท็จต่อศาลจังหวัดสระบุรีในคดีดังกล่าวว่า โจทก์ซึ่งเป็นทนายความของนายตงและนายสุชาติได้ไปยังที่พิพาทพร้อมกับลูกความ และโจทก์ได้ถือปืนไปขู่บังคับจำเลยทั้งสองให้ออกไปจากที่ดิน ถ้าไม่ออกไปจะฆ่าให้ตายความจริงโจทก์มิได้ถือปืนไปขู่บังคับจำเลยทั้งสองดังที่จำเลยทั้งสองเบิกความแต่อย่างใด ข้อความเท็จที่จำเลยเบิกความต่อศาลดังกล่าวนั้น ล้วนเป็นข้อสำคัญในคดีทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 177, 181


ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้วสั่งว่าคดีมีมูลให้ประทับฟ้อง


จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ และยื่นคำร้องว่าโจทก์ไม่ใช่ผู้เสียหายไม่มีอำนาจฟ้อง ขอให้ยกฟ้อง


ศาลชั้นต้นสั่งงดสืบพยาน แล้ววินิจฉัยว่าโจทก์ไม่ใช่ผู้เสียหายโดยตรงไม่มีอำนาจฟ้อง พิพากษายกฟ้อง


โจทก์อุทธรณ์


ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน


โจทก์ฎีกา


ศาลฎีกานำปัญหาคดีนี้ปรึกษาในที่ประชุมใหญ่แล้ว เห็นว่าความผิดฐานเบิกความเท็จตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 177,181 ที่โจทก์ฟ้องนี้เป็นความผิดในประมวลกฎหมายอาญา ภาค 2ลักษณะ 3 หมวด 1 ว่าด้วยความผิดต่อเจ้าพนักงานโดยการยุติธรรมซึ่งกฎหมายหมวดนี้มุ่งคุ้มครองเจ้าพนักงานในการยุติธรรมและคู่ความให้ได้รับผลในความยุติธรรมในคดีเป็นสำคัญ ไม่เกี่ยวกับบุคคลนอกคดี นอกจากนี้ยังต้องพิจารณาอีกด้วยว่าบุคคลนั้นเป็นผู้ได้รับความเสียหายโดยตรงจากการกระทำของจำเลยหรือไม่จะเห็นได้ว่าโจทก์ในคดีนี้ไม่ได้ถูกฟ้องคดีอาญาเรื่องบุกรุก ทำให้เสียทรัพย์และเสื่อมเสียเสรีภาพนั้นด้วย ฉะนั้นแม้จำเลยจะเบิกความในคดีนั้นว่าอย่างไรก็ไม่มีทางที่โจทก์จะได้รับความเสียหายจากคำเบิกความของจำเลยได้ ที่โจทก์ฎีกาว่าแม้โจทก์จะไม่ใช่ตัวความที่ถูกฟ้องในคดีนั้นแต่โจทก์ก็เป็นทนายความในคดีนั้น การที่จำเลยเบิกความเช่นนั้นอาจทำให้โจทก์ถูกดูหมิ่นเกลียดชังว่าโจทก์ประพฤติผิดมรรยาทได้นั้น เห็นว่า ความผิดเกี่ยวกับชื่อเสียงนั้นได้มีบัญญัติไว้แล้วในประมวลกฎหมายอาญา ภาค 2 ลักษณะ 11 หมวด 3 ว่าด้วยความผิดฐานหมิ่นประมาท อันเป็นกฎหมายที่คุ้มครองผู้ได้รับความเสียหายเกี่ยวกับชื่อเสียงโดยเฉพาะอยู่แล้ว สำหรับกรณีที่โจทก์ฟ้องนั้น ศาลฎีกาโดยมติที่ประชุมใหญ่ เห็นว่าโจทก์ไม่ใช่ผู้เสียหายโดยตรงจากคำเบิกความของจำเลย โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยในความผิดฐานเบิกความเท็จได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 28


พิพากษายืน





( ทวี กสิยพงศ์ - ธาดา วัชรานันท์ - พินิจ สังขนันท์ )

 

sebe9999
ความเห็นที่ 1
sebe9999

ผมไม่ได้เชียร์ แต่เกียด พาลทะมาร มากกว่าเยอะ
เอางี้ก็ได้
ทักสิน ผิด ติดคุก หรือ ประหารไปเลย ก็ได้
ถ้าพวก พาลทะมาร มีอะไรแอบแฝง ก็ขอให้รับผลกรรม ในชาตินี้ เลยละกัน

กกกก
ความเห็นที่ 2
กกกก

จขกท. ควายสมองฝ่อดีๆนี่เอง

ซ้อ8
ความเห็นที่ 3
ซ้อ8

กระทู้พวกนี้ รับจ้างมาโพส ยาวจนมันไม่เคยอ่านหรอกหลับหูหลับตาโพส แล้วคนตอบก็ออกมาสรรเสริญ ถึงโคตรเหง้าคนตั้งทู้สังเกตุดู หากพวกรับจ้างมาโพส ไม่เคยเห็นมันโพล่หัวจากกระโปรง มาตอบโต้คนด่ามันเลย ไอ้พวกเห็นแก่เศษเงิน เพราะมันเป็นเศษมนุษย์

fff
ความเห็นที่ 4
fff

จับให้หมดประเทศเลย เพราะคนที่ไม่เลี้ยงภาษี คนที่ไม่ทำผิดมันหายาก

คอ
ความเห็นที่ 5
คอ

ไอ้พวกคอสั้น คบไม่ได้

maleong
ความเห็นที่ 6
maleong

บางคดี มีการศาลหลักฐานเท็จ แต่ศาลท่านว่าเป็นเจตนาลวง ทำให้สัญญาเป็นโมฆะ... แหม เคยทำมาหมดทุกอย่างเลยนะ... ที่ว่าๆ เขา ตัดสินเขาอยู่นี่...

เทพคนเดม
ความเห็นที่ 7
เทพคนเดม

จขกท เขายังไม่เลิกกินหญ้า อยู่ฝ่ายทักษิณนะครับ จำไว้
คนโพสต์สงสัยสติไม่ดี ก่อนโพสต์เอ็งอ่านก่อนรึเปล่าว๊ะ หรืออ่านแล้วตีความไม่ถูกว่าอะไรเป็นอะไร สมองมีแค่นี้รึ ระวังเขาจะฤองเอานะมึงทำเล่นไป ไอ้พวกเชียร์แม่รงก็หลับหูหลับตา กณุอ่านตั้งหลายรอบ ยังไม่เห็นมีตรงไหนบอกว่าโกง แค่เขาสงสัยว่ามีการประเมินภาษีไม่ถูกต้องเท่านั้น อย่าประจานความโง่ตัวเองให้คนอื่นเห็นเลยว่ะ ขำกลิ้งลิงกับหมา ( maleong กับ sebe9999 )

cowc
ความเห็นที่ 8
cowc

พวกไอ้ลิ้มคงรับไม่ด้ายยยยยยยยย