รัฐบาลยิ่งลักษณ์ กับ “ทางนรก 3 แพร่ง!?”

สำหรับรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 ความจริงแล้วพันธมิตประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ไม่ได้เคยช่วยรณรงค์ฉบับนี้ให้ประชาชนมีความเห็นเป็นอย่างไร เพราะเห็นว่าความจริงแล้วรัฐธรรมนูญฉบับนี้ยังไม่ใช่คำตอบในการปฏิรูปประเทศอย่างแท้จริง ในขณะอีกด้านหนึ่งหากประเทศนี้ต้องมีการปฏิรูปครั้งใหญ่แล้วก็อาจจะต้องมีการแก้ไขรัฐธรรมนูญเสียด้วยซ้ำไป 
       
       แต่ที่ผ่านมา พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยได้ต่อสู้ในการพิทักษ์รัฐธรรมนูญฉบับนี้หรือคัดค้านการแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับนี้ตลอดหลายปีที่ผ่านมาก็ด้วยเหตุผล 2 ประการสำคัญคือ
       
       ประการแรกรัฐธรรมนูญฉบับนี้ได้ผ่านความเห็นชอบโดยการลงประชามติเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ชาติไทย ดังนั้น ถ้าจะมีการล้มเลิกรัฐธรรมนูญฉบับนี้ด้วยมือของนักการเมืองกันเอง ย่อมไม่สามารถตอบคำถามในกระบวนการประชาธิปไตยที่มีประชาชนได้ลงมติเห็นชอบรัฐธรรมนูญฉบับนี้ได้
       
       ประการที่สอง เนื้อหาและความพยายามในการล้มล้างรัฐธรรมนูญที่เกิดขึ้นมาในรอบหลายปีนั้น ไม่ได้เป็นประโยชน์ต่อประชาชน หากแต่มุ่งเน้นการเอื้อประโยชน์ให้กับนักการเมืองแต่เพียงอย่างเดียว เช่น ความพยายามทำให้นักการเมืองฝ่ายตัวเองมีประโยชน์ในอำนาจหรือการเลือกตั้งมากขึ้น ความพยายามทำให้การตรวจสอบอ่อนแอลงหรือถูกครอบงำจากฝ่ายตัวเองมากขึ้น ความพยายามในการลดบทลงโทษนักการเมืองให้น้อยลง หรือล้างความผิดในสิ่งที่นักการเมืองได้กระทำผิดกฎหมาย ซึ่งความพยายามแก้ไขรัฐธรรมนูญตลอดหลายปีที่ผ่านมานั้นไม่เคยเป็นประโยชน์ต่อประชาชนแต่ประการใด
       
       จากเหตุผลดังกล่าวข้างต้นจึงกลายมาเป็นจุดยืนของพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยตลอดระยะเวลาหลายปีที่ผ่านมาว่าหากจะมีการแก้ไขหรือร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่แล้ว จะต้องทำประชามติขอความเห็นชอบจากประชาชนก่อนที่จะมีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ
       
       ดังปรากฏเป็นหลักฐานว่าพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยได้ออกแถลงการณ์ฉบับที่ 7/25551 เมื่อวันที่ 22 เมษายน พ.ศ. 2551 ในข้อที่ 2 ความตอนหนึ่งว่า
       
       “ดังนั้น พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย และองค์กรเครือข่าย จึงยืนยันที่จะต่อต้านการแก้ไขรัฐธรรมนูญที่ฉ้อฉลในครั้งนี้ทุกรูปแบบ ตราบใดที่ไม่ได้มีการทำประชามติก่อนการแก้ไขรัฐธรรมนูญครั้งนี้”
       
       จุดยืนของพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ไม่ได้เลือกปฏิบัติต่อฝ่ายรัฐบาลในระบอบทักษิณเท่านั้น แม้แต่รัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ก็ได้เคยแถลงจุดยืนเดียวกันนี้ ดังปรากฏตามแถลงการณ์ของพันธมิตประชาชนเพื่อประชาธิปไตยฉบับที่ 12/2553 ลงวันที่ 4 พฤศจิกายน พ.ศ. 2553 ความท้ายอีกด้วยว่า
       
       “พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยยังเรียกร้องมายังรัฐบาลที่จะมีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2550 ให้ดำเนินการโดยขอมติจากประชาชนก่อนการแก้ไข เพราะรัฐธรรมนูญฉบับนี้มาจากการลงประชามติของประชาชนทั้งประเทศ”
       
       จากจุดนี้เองเป็นที่มาของพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยได้ประกาศเพิ่มเติมถึง “เงื่อนไข” ที่จะเป็นเหตุทำให้เกิด “การชุมนุม” อีก 3 ประการ 
       
       1. เมื่อมีความชัดเจนว่ามีการแก้ไขกฎหมายหรือการตรากฎหมายเพื่อลดพระราชอำนาจ หรือลดโครงสร้างของสถาบันพระมหากษัตริย์
       
       2. เมื่อมีความชัดเจนว่ามีการแก้ไขกฎหมายหรือการตรากฎหมายเพื่อล้างความผิดให้กับนักโทษชายทักษิณ ชินวัตร และพวก
       
       3. เมื่อประชาชนตื่นรู้และต้องการการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง หรือการปฏิรูปการเมืองครั้งใหญ่
       
       ดังนั้น ไม่ว่าจะใช้พิธีกรรมอย่างไร พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยก็จะดำรงเจตนารมณ์ดังที่ประกาศเอาไว้อย่างชัดเจน
       
       แต่ความจริงในวันนี้รัฐบาลยิ่งลักษณ์อาจไม่ได้มีความวิตกกังวลในจุดยืนของพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย แต่กำลังวิตกในปัญหาที่ไม่ว่าจะหันไปทางใดก็ล้วนแล้วแต่เจอ “กับดักทาง 3 แพร่ง” ที่รออยู่ข้างหน้ามากเสียยิ่งกว่า
       
       ครั้นจะให้รัฐสภาลงมติวาระที่ 3 เพื่อเริ่มต้นในการฉีกรัฐธรรมนูญทั้งฉบับ ก็คงจะต้องมีคนยื่นให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยตีความซ้ำอีกที สมมติว่ามีคนยื่นให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความทันทีตามมาตรา 68 ถามว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ซึ่งมีหน้าที่ในการยื่นทูลเกล้าฯ ให้ได้ภายใน 20 วัน ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 150 จะดำเนินการต่ออย่างไร?
       
       ก. ตัดสินใจทูลเกล้าฯ ภายใน 20 วัน โดยยอมรับการเผชิญหน้าและข้อหาว่านำเรื่องมิบังควรที่มีความขัดแย้งว่าเป็นเรื่องที่ขัดต่อบทบัญญัติในรัฐธรรมนูญ และนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ ชินวัตร ต้องยอมเสี่ยงร่วมเป็น “จำเลย” ในคดีที่กระทำผิดต่อรัฐธรรมนูญซึ่งมีโทษสูงสุดคือการยุบพรรคและเพิกถอนสิทธิ์ในการเลือกตั้ง และคดีอาญาฐานล้มล้างรัฐธรรมนูญซึ่งมีความเสี่ยงที่มีโทษสูงสุดคือ “ประหารชีวิต”
       
       ข. ตัดสินใจไม่ทูลเกล้าฯ ภายใน 20 วัน ก็จะเป็นการกระทำความผิดต่อบทบัญญัติในรัฐธรรมนูญมาตรา 150 และทำให้กระบวนการเสนอกฎหมายฉบับดังกล่าวนี้ขัดต่อรัฐธรรมนูญไปด้วย
       
       ยังไม่ต้องพูดถึงว่าศาลรัฐธรรมนูญจะมีคำวินิจฉัยอย่างไรในท้ายที่สุดหากมีการลงมติในวาระที่ 3 เอาแค่ตัวอย่างว่า หากมีการยื่นต่อตุลาการศาลรัฐธรรมนูญอีกรอบและสมมติกระบวนการพิจารณาของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญใช้เวลานานเกินกว่า 90 วัน (เพราะมีผู้ร้องหลายรายและพยานของแต่ละผู้ร้องมีเป็นจำนวนมาก) จะเกิดอะไรขึ้น?
       
       สมมติว่าในระหว่างนั้น พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวยังไม่ทรงลงพระปรมาภิไธย จะไม่มีใครทราบเหตุผลที่แท้จริงได้ว่าทรงไม่เห็นด้วยจึงไม่ทรงลงพระปรมาภิไธย หรือยังไม่ทรงลงพระปรมาภิไธยเพราะทรงรอคำวินิจฉัยของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญเสียก่อน แน่ใจหรือว่ารัฐบาลจะทนแรงกดดันนั้นได้!?
       
       โดยเฉพาะแรงกดดันที่จะต้องมีคนเริ่มถามในวันนี้ว่า มันบังควรแล้วหรือที่เอาเรื่องที่รู้อยู่แล้วว่าจะมีความขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญขึ้นทูลเกล้าฯ ถวายพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว?
       
       และตามรัฐธรรมนูญมาตรา 151 หากพ้นเวลา 90 วันแล้ว หากยังไม่มีการพระราชทานคืนพระราชบัญญัติกลับคืนมา รัฐสภาจะต้องปรึกษาร่างพระราชบัญญัตินั้นใหม่โดยทันที โดยคราวนี้จะยิ่งยากไปกว่าเดิม เพราะมาตรา 151 บัญญัติอีกด้วยว่า รัฐสภาจะต้องยืนยันตามเดิมด้วยคะแนนเสียงไม่น้อยกว่า 2 ใน 3 ของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของทั้ง 2 สภา แน่ใจหรือว่าถึงเวลานั้นรัฐสภาจะผ่านเกณฑ์นี้ได้!?
       
       ดังนั้น เรื่องข้ออ้างที่นักโทษชายทักษิณ ชินวัตรที่เพิ่งจะวิดีโอลิงก์ยอมหักแกนนำเสื้อแดงอ้างว่าจะมีเสียงในรัฐสภาไม่เพียงพอนั้น เป็นเพียงเรื่องที่มีแต่เด็กอมมือเท่านั้นที่จะเชื่อ
       
       เพราะความจริงแล้วนักโทษชายทักษิณ ชินวัตร อาจไม่พร้อมที่ให้ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร จะเอาตัวเข้าไปเสี่ยงด้วย จึงให้ความสำคัญกับคนในครอบครัวให้มาก่อนอุดมการณ์และข้อเรียกร้องของเหล่าแกนนำเสื้อแดง และ นักการเมืองในบ้านเลขที่ 111 
       
       เพราะจะสังเกตให้ดี การเคลื่อนไหวให้ลงมติวาระที่ 3 ส่วนใหญ่ก็จะมีแต่แกนนำคนเสื้อแดงที่พลาดจากตำแหน่ง และคนในบ้านเลขที่ 111 ที่อยากนั่งตำแหน่งแทน ส.ส. และคณะรัฐมนตรีชุดนี้เต็มทีแล้ว จึงเร่งรัดจะให้ลงมติในวาระที่ 3 กันอย่างคึกคัก เพราะตัวเองไม่ได้ไปเสี่ยงคดีความด้วย หากได้รับชัยชนะก็แก้รัฐธรรมนูญได้ตัวเองก็ได้ประโยชน์ หากไม่สำเร็จการต่อสู้ของคนเสื้อแดงรอบใหม่ก็จะได้กำจัดคู่แข่งทางการเมืองในพรรคเพื่อไทยที่กำลังนั่งบริหารอยู่ในคณะรัฐมนตรีชุดนี้ไปด้วย
       
       เพราะความรู้เท่าทันเช่นนี้ นักโทษชายทักษิณ ชินวัตร จึงยอมฉีกหน้าแกนนำเสื้อแดงต่อหน้ามวลชนคนเสื้อแดง ให้เห็นและรู้ฤทธิ์ว่า “ครอบครัวชินวัตร” สำคัญเสียยิ่งกว่าข้อเรียกร้องของแกนนำคนเสื้อแดง ใครจะทำไม?
       
       แต่ในที่สุด นักโทษชายทักษิณ ชินวัตร จึงเลือกหนทางที่อ้างว่ามีโอกาสชนะ 60% !?
       
       ตามพ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการลงประชามติ พ.ศ. 2552 ในมาตรา 9 บัญญัติชัดเจนว่า จะต้องมีคนมาใช้สิทธิ์เกิน 25 ล้านคน แต่เสียงของพรรคเพื่อไทยและพรรคร่วมรัฐบาลบวกกับฝ่ายค้านในส่วนที่อยากแก้ไขรัฐธรรมนูญอย่างมากสุดก็อยู่ประมาณ 17-18 ล้านคน ยังขาดเสียงอยู่อีกประมาณ 7 ล้านคะแนน หากพรรคประชาธิปัตย์รณรงค์ให้คนไม่ไปใช้สิทธิ์ฐานเสียง 11 ล้านคนอาจหายวับไปกับสายตา จะรณรงค์ให้กับคนที่ไม่ได้เลือกฝ่ายค้านกับรัฐบาลชุดนี้หรือคนที่นอนหลับทับสิทธิ์ก็คงจะไม่ใช่เรื่องง่าย
       
       ยิ่งเรื่องรัฐธรรมนูญถือว่าไกลตัว ไม่มีประชานิยม ไม่มีเดิมพันตำแหน่ง ส.ส. แรงจูงใจจะให้มีคนไปใช้สิทธิ์ยิ่งไม่ใช่เรื่องง่าย ดูตัวอย่างการลงประชามติเห็นชอบรัฐธรรมนูญฉบับที่ใช้ในปัจจุบันเมื่อวันที่ 20 สิงหาคม พ.ศ. 2550 มีคนมาลงประชามติทั้งสิ้น 25.98 ล้านคน จากจำนวนผู้มีสิทธิ์ออกเสียง 45.09 ล้านคนเท่านั้น และมีผู้ไม่ไปใช้สิทธิ์สูงถึง 19.11 ล้านคน 
       
       นั่นขนาดยังไม่ได้มีการรณรงค์ให้คนไม่ต้องไปใช้สิทธิ์ในการลงประชามติ!!?
       
       ถึงแม้สมมติว่านักโทษชายทักษิณ ชินวัตร จะมีความมั่นใจ 60% เพราะคิดว่าหากมีการรณรงค์ให้ไปใช้สิทธิ์ จะทำให้วัดผลง่าย ซื้อเสียงง่าย เพราะไม่ต้องสนใจว่าเข้าคูหากากบาทในช่องใด แต่วัดผลว่า “มาใช้สิทธิ์” หรือ “ไม่มาใช้สิทธิ์” จึงสามารถวัดเป้าเป็นแรงกดดันให้ข้าราชการและนักการเมืองทำตามเป้าให้ได้ แต่เอาเข้าจริงก็ยังไม่ใช่เรื่องง่ายอีก เพราะเป็นตัวเลขจำนวน 6-7 ล้านคน ที่หวังจะได้จากคะแนนที่เหลือทั้งจากคนที่นอนหลับทับสิทธิ์เดิม 11-12 ล้านคน (ตลอด 10 ปีที่ผ่านมา) หรือได้จากคนที่ไม่ได้เลือกขั้วการเมืองใดประมาณ 5 ล้านคน มันไม่ใช่เรื่องง่ายเลย
       
       ความจริงแล้วก่อนจะไปไกลถึงวันลงประชามติได้ รัฐบาลก็คงจะต้องเผชิญกับปัญหาอีกมาก เพราะรัฐธรรมนูญกำหนดให้ลงประชามติได้ในสิ่งที่ไม่ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญเสียเอง ดังนั้น การตั้งคำถามผิดถึงขั้นจะฉีกรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันก็อาจทำไม่ได้ ยังไม่นับว่าหากหวังจะนำไปเชื่อมโยงกับการลงประชามติวาระที่ 3 ของสมาชิกรัฐสภาซึ่งได้ทำผิดขั้นตอนไปแล้ว อาจทำไม่สำเร็จอีกเช่นกัน
       
       เหลือเพียงอย่างเดียวที่ไม่อยากจะเดินทาง 2 แพร่ง แรกที่ดูจะมีความเสี่ยงสูงและเป็นไปได้ด้วยความยากลำบาก คงเหลือแต่ “ทางแพร่งที่ 3 คือการแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นรายมาตรา” ซึ่งถ้าเริ่มคิดเช่นนี้เมื่อไหร่ ก็ขอให้ตอบให้ได้ว่าประโยชน์และมาตราที่จะแก้ไขรัฐธรรมนูญนั้นจะเป็นไปเพื่อประโยชน์ของประชาชนหรือนักการเมืองกันแน่!?
       
       เพราะถ้าเลือกแก้ไขมาตราเพื่อประโยชน์ของนักการเมืองด้วยกันเอง ก็ต้องให้พิจารณารัฐธรรมนูญมาตรา 122 ให้ดี ซึ่งบัญญัติเอาไว้ว่า :
       
       “มาตรา 122 สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภาย่อมเป็นผู้แทนปวงชนชาวไทยโดยไม่อยู่ในความผูกมัดแห่งอาณัติ มอบหมาย หรือความครอบงำใดๆ และต้องปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริต เพื่อประโยชน์ส่วนรวมของปวงชนชาวไทย โดยปราศจากการขัดกันแห่งผลประโยชน์
       

       การเมืองน้ำเน่าแบบนี้ จะเลือกนรกโดยใช้เส้นทางใดก็ขอให้สรุปกันเร็วๆหน่อย เพราะรอดูจนเมื่อยแล้วจริงๆ!!! 

ชายไร้พุง
ความเห็นที่ 2
ชายไร้พุง

ก๊อปปี้ ยาวเหมือนเดิม... ไม่สรุป ....ไม่ได้ค่าจ้างโพสต์นะ ..

m9etbs
ความเห็นที่ 3
m9etbs

มันจะสรุปได้ไง .. ก็ตัวมันเองก็ไม่ได้อ่าน

อออ่ออ้ออ๊ออ๋อ
ความเห็นที่ 4
อออ่ออ้ออ๊ออ๋อ

ภาพเดิม เดิม..
คนเดิม เดิม..
ใจเดิม เดิม..
อาชีพเดิม เดิม..
.
ป.ล. เฮ้!..กูมีภาพใหม่..ภาพหลานกูนั่งขี้อยู่ข้างบ้าน..เนี่ย!..กูไปถ่ายภาพไว้ได้..ตอนกะลังเอาไม้เสียบลูกชิ้นเขี่ยขี้เล่นเนี้ย..มึงเอาเปล่าว?..สด สดเลยน๊ะมึง!..
(((ใครคิดจะกระทืบแมลงสาย..เราขอสนับสนุนทุกการกระทำ.. /// ช่วงนี้ตั้งกระทู้ไม่ไหว!..[แต่ละคนพรั่งพรูเหลือเกิน..])))

kokocun
ความเห็นที่ 5
kokocun

จขกท. มรึงย่อมา 3 บรรทัดได้ไม จะได้มีแต่เนื้อไม่มีน้ำ นี้มันมีแต่น้ำ ไม่มีเนื้อ

acman07
ความเห็นที่ 6
acman07

ณ...The Bonanza

เเม้ว...พี่น้องครับ.. ถามว่าอยากกลับบ้านไหม? ตอบ.อยากกลับมากเลยครับ...เเงๆ
ถ้าไม่กับได้ไหม? ได้...น่าสงสารจัง :em12:

คางคก...พี่น้องเสื้อเเดง เราต้องผ่านวาระ3ไปเลย ครับ ...

เวลาเเค่อึดไจเดียว..........

เเม้ว..เราต้องลง มติ

คางคก...เเป่วๆๆๆๆ...โดดนํ้าตาย ปั่นจิ้งหรีดก็ได้คางเอ๊ยๆ :em12: :em12: :em12:

ชายไร้พุง
ความเห็นที่ 7
ชายไร้พุง

ไม่ค่อยมีใครพูดถึงเวทีสีฟ้า บลูสกายบ้างเลย

...เวทีร้างหรือเปล่า...มีคนไปร่วมบ้างไหม...อยากเห็นภาพ ..เห็นบรรยากาศบ้าง

เห็นคุยกันแต่เวทีเสื้อแดง...

ตกสำรวจ
ความเห็นที่ 8
ตกสำรวจ

ปีหน้า ....... เหลือ 4 ทู้ / 100

guyoo710
ความเห็นที่ 9
guyoo710

เมื่อไหร่จะออกมาล่ะ ใกล้จะลงโลงแล้วนะ

จะทำไรก็รีบทำ สงครามครั้งสุดท้ายรออยู่

:em13: :em13: :em13:

JFK Sriracha
ความเห็นที่ 10
JFK Sriracha

เปลี่ยนใจแระ อยากให้ลงมติวาระ 3 เลยครับ
:em01: :em02: :em01: