การเมืองสีรุ้งมุ่งสู่ความเท่าเทียม

ในการอบรมเรื่องความเท่าเทียมทางเพศให้กับเจ้าหน้าที่สำนักงานเลขาธิการอาเซียนในกรุงจาการ์ต้าเมื่อที่ผ่านมา

 

นายเล เลือง มินห์ เลขาธิการอาเซียนได้กล่าวว่า การรณรงค์เรื่องความเท่าเทียมทางเพศควรเป็นส่วนหนึ่งของนโยบายและเป็นโครงการสำคัญของอาเซียนเมื่อประชาคมอาเซียนมาถึงในเวลาข้างหน้า และชี้ว่าเป้าหมายของความเท่าเทียมทางเพศควรจะเป็นศูนย์กลางของทั้ง 3 เสาหลักอีกด้วย

 

ทรรศนะดังกล่าวของเลขาธิการอาเซียนสอดคล้องเป็นอย่างดีกับกระแสการเรียกร้องความเท่าเทียมทางเพศของกลุ่มเลสเบียน เกย์ คนรักสองเพศ และคนข้ามเพศ (Lesbian, Gay, Bisexual and Transgender: LGBT) ที่เกิดขึ้นอย่างกว้างขวางในอาเซียนในรอบที่ผ่านมา อย่างเช่น ในกรณีของพม่าที่มีชาวสีรุ้งจำนวนมากได้ออกมารณรงค์เรียกร้องเรื่องสิทธิของคนรักร่วมเพศอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากในปัจจุบันมีกฎหมายอาญามาตรา 337 บัญญัติไว้ว่าการร่วมประเวณีที่ผิดธรรมชาติเป็นสิ่งที่ผิดกฎหมายและหากผู้ใดฝ่าฝืนก็อาจถูกจำคุกสูงสุดถึง 10 ปีเลยทีเดียว นอกจากการณรงค์ตามสถานที่สาธารณะแล้ว ชาวสีรุ้งพม่ายังจัดทำนิตยสารราย 3 เดือนชื่อ Colours Rainbow แจกฟรีอีกด้วย

 

นอกจากนี้ยังมีรายการ “โทรทัศน์สีรุ้ง” ซึ่งออกอากาศเดือนละครั้งผ่านทางอินเทอร์เน็ตโดยมีผู้เข้าชมประจำกว่า 3,000 คน แม้ว่าในปัจจุบันจะมีชาวพม่าเพียงร้อยละ 1 เท่านั้นที่สามารถเข้าถึงอินเทอร์เน็ต การเคลื่อนไหวของกลุ่มคนข้ามเพศดังกล่าวมีส่วนทำให้รัฐบาลพม่าอนุญาตให้มีการจัดงานฉลองวันยุติการเกลียดกลัวการรักเพศเดียวกัน การเกลียดกลัวคนที่รักได้มากกว่าหนึ่งเพศ และการเกลียดกลัวการข้ามเพศสากล (International Day Against Homophobia, Biphobia and Transphobia : IDAHOBIT) ขึ้นเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ ตรงกับวันที่ 17 พฤษภาคม ของทุกๆปี โดยมีการจัดงานใน 4 เมืองใหญ่ โดยในกรุงย่างกุ้งมีประชาชนเข้าร่วมกว่า 400 คน เช่นเดียวกับในกัมพูชาที่มีการจัดงานเดียวกันโดยมีผู้เข้าร่วมจำนวนมากเช่นกัน

 

ส่วนในกรณีของลาว ชาวสีรุ้งจำนวนหนึ่งได้ชูแคมเปญ “ภูมิในที่เป็นเรา” ในการรวมตัวกันที่หน้าสถานทูตสหรัฐในกรุงเวียงจันทน์ เพื่อเรียกร้องให้ยกเลิกการเลือกปฏิบัติต่อคนรักร่วมเพศ โดยเฉพาะการไม่ให้เข้าทำงานในหน่วยราชการซึ่งนายไมค์ ไพร์ออร์ ผู้ช่วยทูตด้านการสาธารณสัมพันธ์กล่าวชื่นชมว่า ชาวลาวได้ตระหนักว่าเหตุการณ์นี้เป็นก้าวแรกของการเรียกร้องสิทธิของคนกลุ่มน้อยในสังคม คนกลุ่มนี้ได้ส่งสารว่าพวกตนมีคุณค่าที่จะได้รับความรักและความเข้าใจและได้รับการปฏิบัติอย่างมีศักดิ์ศรี ยอมรับและยอมให้พวกเขาเข้าร่วมสังคมอย่างเต็มที่

 

ความเคลื่อนไหวที่น่าสนใจที่สุดเห็นจะได้แก่กรณีของเวียดนามที่กระแสการเรียกร้องเรื่องเสรีภาพและความเท่าเทียมทางเพศดูจะก้าวหน้ามากที่สุด เนื่องจากชาวสีรุ้งได้ออกมาเดินขบวนอย่างกว้างขวางหลายระลอกเพื่อสนับสนุนร่างกฎหมายการแต่งงานและครอบครัวฉบับใหม่ (ที่แม้จะไม่ได้รับรองการแต่งงานของคนเพศเดียวกันให้ถูกต้องตามกฎหมาย แต่ก็จะยกเลิกข้อกำหนดที่ห้ามคนเพศเดียวกันแต่งงานกันรวมถึงบทบัญญัติเกี่ยวกับการใช้ชีวิตร่วมกันของคนกลุ่มนี้) ที่กำลังอยู่ในวาระการประชุมในสภาอยู่ในปัจจุบัน และผู้คนในฮานอยราว 300 คนได้ร่วมออกมาโบกธงสีรุ้งเพื่อเป็นสักขีพยานให้กับพิธีแต่งงานของคนรักร่วมเพศสองคู่ ซึ่งเป็นกิจกรรมหนึ่งที่จัดขึ้นเพื่อสนับสนุนร่างกฎหมายดังกล่าวอีกด้วย (ในบ้านเราก็กำลังมีการพิจารณากฎหมายลักษณะนี้อยู่เช่นเดียวกัน)

 

สำหรับประเทศที่พัฒนาแล้วอย่างสิงคโปร์ สถานการณ์ของชาวสีรุ้งกลับดูจะไม่สู้ดีเท่าใดนัก และเมื่อไม่นานมานี้ ชายรักชายชาวสิงคโปร์รายหนึ่งได้ยื่นอุทธรณ์ต่อศาลสูงเพื่อพิจารณากฎหมายอาญา มาตรา 377A ซึ่งมีบทบัญญัติให้ลงโทษจำคุก 2 ปี สำหรับการกระทำอนาจารของชายรักชายทั้งในที่ส่วนตัวและสาธารณะ ว่าขัดต่อรัฐธรรมนูญหรือไม่ นอกจากนี้นักการเมืองฝ่ายค้านรายหนึ่งก็ได้ออกมาประกาศตัวว่าเป็นเกย์ ซึ่งถือได้ว่าเป็นการชูประเด็นเรื่องเพศเพื่อการต่อสู้ทางการเมืองในฐานะการยืนยันถึงจุดยืนเรื่องเสรีภาพและความเท่าเทียม ที่แตกต่างกับรัฐบาล

 

ส่วนมาเลเซียที่เป็นประเทศแนวหน้าทางเศรษฐกิจของอาเซียนเช่นกัน ก็ปรากฏว่าผู้หญิงข้ามเพศชาวมุสลิม 4 คนได้ประกาศท้าทายกฎหมายอิสลามหรือกฎหมายชารีอะห์ ซึ่งห้ามผู้ชายแต่งกายเป็นหญิงหรือประพฤติเป็นหญิง โดยกล่าวว่ากฎหมายดังกล่าวขัดกับรัฐธรรมนูญของประเทศเหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นในขณะเดียวกันกับที่หน่วยงานของรัฐกำลังแจกจ่ายคู่มือบ่งชี้ลักษณะอาการของคนรักร่วมเพศให้แก่ประชาชน 

 

จากที่กล่าวมาข้างต้น การออกมารณรงค์ของชาวสีรุ้งในหลายๆ ประเทศ นอกจากชี้ให้เห็นว่าพวกเขาต้องการเสรีภาพในการแสดงออกถึงตัวตนและเรียกร้องความเท่าเทียมทางเพศที่มีความหมายมากกว่าชายหรือหญิงแล้ว ปรากฏการณ์ดังกล่าวยังถือเป็นการท้าทายระเบียบทางสังคมแบบเดิมในแต่ละประเทศอยู่ไม่น้อย

 

นอกจากนี้ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นที่ดูเหมือนจะเป็นเรื่องภายในของแต่ละประเทศก็จริง แต่กระแสการเรียกร้องที่เกิดขึ้นอย่างกว้างขวางในเวลาเดียวกันเช่นนี้ ย่อมชี้ให้เห็นว่า ประเด็นเรื่องเสรีภาพและความเท่าเทียมทางเพศของกลุ่มคนข้ามเพศได้เป็นกระแสร่วมที่เกิดขึ้นในอาเซียนอย่างปฏิเสธไม่ได้ น่าสนใจว่าอาเซียนจะคำนึงถึงสิ่งที่เกิดขึ้นนี้อย่างไร และความเท่าเทียมทางเพศที่เลขาธิการอาเซียนกล่าวถึงนั้นจะหมายถึงความเท่าเทียมทางเพศที่มากกว่าชาย-หญิงด้วยหรือไม่ นี่เป็นสิ่งที่ชาวสีรุ้งในอาเซียนกำลังตั้งคำถาม

  

 ที่มา www.bangkokbiznews.com

 

ความเห็นที่ 1
wawit

หาความเท่าเทียมในกะลาแลนด์แดนเผด็จการไม่ได้หรอกคับ

ชาวสีม่วง สีรุ้งทั้งหลาย เพราะมันขาดประชาธิปไตยมาตั้งแต่เริ่ม