ดร.สมคิด "รำไม่ดี โทษปี่โทษกลอง"

            สิ่งที่ ดร.สมคิดทำนั้น จะกระตุ้นเศรษฐกิจได้จริงหรือ หรือเป็นเพียง "ลูกไม้" เก่า ๆ ที่อาจใช้ผิดกาลเทศะ  ไม่ได้ผลในปัจจุบัน  ถ้าทำได้ดีจริง ผู้คนจะรู้สึกได้  แต่นี่เศรษฐกิจไม่ได้เติบโตตามตัวเลข  ดังนั้น หากมีใครทัก ก็ควรมองความจริง ไม่ใช่ "รำไม่ดี โทษปี่โทษกลอง"

            เมื่อเร็วๆ นี้ ดร.สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี ปรากฏเป็นข่าวว่า "'สมคิด' ฉุนคนปูดข่าวเศรษฐกิจไทยทรุด ชี้ไม่รู้กาลเทศะ" (http://bit.ly/2eNUNss) โดยระบุว่า "ขณะนี้ประเทศไทยอยู่ในช่วงเศร้าโศกและอ่อนไหว คนที่ออกมาพูดไม่ใช้จังหวะนี้ออกมาพูด เหมือนคนไม่รู้กาลเทศะ ไม่ควรพูดในภาวะที่ประเทศเป็นอย่างนี้ และยืนยันได้ว่าศักยภาพไทยยังเข้มแข็ง และเศรษฐกิจยังโตได้ 3.5% แม้เดือนแรกของไตรมาส 4/2559 เศรษฐกิจชะลอตัวบ้างแต่ก็ไม่ได้ย่ำแย่ ซึ่งหลังจากนี้ก็จะมีข่าวดีทั้งเรื่องการส่งออกที่จะมีการแถลงตัวเลขเดือนกันยายนที่ดีขึ้น รวมถึงการเงิน และการลงทุน ที่จะทยอยออกมาต่อเนื่อง"

            ในกรณีนี้ ดร.โสภณ พรโชคชัย ประธานกรรมการบริหาร ศูนย์ข้อมูลวิจัยและประเมินค่าอสังหาริมทรัพย์ไทย (www.area.co.th) ขอเสนอข้อมูลในทางตรงกันข้าม เพื่อ ดร.สมคิดจะได้นำไปพิจารณาเพื่อการวางแผนพัฒนาเศรษฐกิจให้ดีกว่าที่ทำอยู่นี้

            1. ที่ว่าเศรษฐกิจของปี 2559 นี้จะเติบโต 3.5% นั้น ก็คงคล้ายกับที่รัฐบาลนี้เคยคาดการณ์ว่าเศรษฐกิจปี 2558 หรือ GDP จะเติบโต 5.5% ต่อมาก็ลดเป้าเหลือ 4% เหลือ 3.5% และที่เป็นจริงคือ 2.8% (http://bit.ly/2cElj5u)  ดังนั้นที่คาดการณ์ไว้ 3.5% ก็อาจต่ำกว่านี้เมื่อตัวเลขออกมาจริง  ดร.สมคิดจึงไม่ควรนำตัวเลขนี้มา "คุย"

            2. ที่รัฐบาลบอกว่ารายได้เกษตรกรดีขึ้น เช่นอ้างอิงว่า "รายได้เกษตรกรในไตรมาสที่ 2 ปี 2559 พบว่า เพิ่มขึ้น 3.7% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2558. . .ข้าวเปลือกเจ้า ราคา 8,100 บาทต่อตัน เพิ่มขึ้น 6.2% " (http://bit.ly/2eNV6Uk)  กรณีนี้เป็นการ "ปิดฟ้าด้วยฝ่ามือ" ชัด ๆ เพราะราคาข้าวที่เพิ่มขึ้นแบบ "จิ๊บจ๊อย" นี้ ต่างกันมากกันราคาข้าวสมัยรับจำนำข้าวที่ 13,000-15,000 บาทต่อตัน  เท่ากับชาวนายากจนลงอย่างทันตาเห็น  ในขณะที่ข้าราชการแทบทุกหมู่เหล่า ได้รับการปรับฐานเงินเดือนและสวัสดิการอย่างต่อเนื่อง  เป็นการเอาใจคนที่เป็นเครื่องมือบริหาร แต่ไม่ได้ดูแลชาวนา "เจ้าของประเทศ" ที่แท้จริง

            3. ในด้านการค้าปลีก ซึ่งเป็นดัชนีที่สำคัญที่สุดประการหนึ่งโดยมีข่าวเมื่อเร็วๆ นี้ (3 ตุลาคม 2559) ว่า "ค้าปลีกฮึดสู้ส่งท้ายปี เร่งโหมโปรโมชั่นดันยอดขาย" (http://bit.ly/2fhDVwZ) โดยต่างก็ประเมินว่ากำลังซื้อยังไม่ฟื้น แต่ที่อาจจะฟื้นขึ้นบ้างก็หวังจากมาตรการด้านภาษีจากทางรัฐบาล และการจับจ่ายที่จะสูงขึ้นในช่วงเทศกาลปลายปี  ดังนั้นจึงอาจกล่าวได้ว่าเศรษฐกิจยังไม่ได้ดีอย่างที่ ดร.สมคิดอ้าง

            4. การอัดฉีดของรัฐบาลไม่อาจจะได้ผล เช่น ล่าสุด ดร.สมคิดกะจะอัดงบประมาณ 250,000 บาทต่อหมู่บ้าน ถือเป็นเงินน้อยมาก ไม่พอเพียงที่จะกระตุ้นเศรษฐกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยเงินทั้งหมดรวมกันเป็นเงินเพียง 17,500 ล้านบาท ยังต่ำกว่าค่าซื้อเรือดำน้ำ 36,000 ล้านบาท (http://bit.ly/2dHwLNe)  เกรงว่าเงินที่ใส่ลงไปจะได้แก่ผู้รับเหมา บริษัทปูน บริษัทเหล็กมากกว่าจะถึงมือประชาชนในรูปค่าแรง ซึ่งถือว่าน้อยมาก

            5. การผลิตต่าง ๆ ในลักษณะของกิจการ SMEs หรือกิจการใหม่ (Start-up) ก็อาจไม่ได้ผลอะไรนักเพราะภาวะเศรษฐกิจเช่นนี้ ไม่ค่อยมีกำลังซื้อ  ดังนั้นจึงเท่ากับผลักดันให้กิจการใหม่ ๆ เหล่านี้พากันเจ๊งมากกว่าหรือไม่   จะกลายเป็นชนวนระเบิดเวลามากกว่าจะเป็นตัวกระตุ้นเศรษฐกิจหรือไม่  เป็นสิ่งที่พึงติดตามอย่างใกล้ชิด

            การที่มีผู้ท้วงติงด้านเศรษฐกิจ ก็คงเป็นความหวังดีต่อประเทศชาติ  ดร.สมคิดไม่ควรบังอาจที่จะอ้างกระทั่งว่า "ไม่ถูกกาลเทศะ"  ควรทำงานต่อไปให้ผลงานที่เป็นชิ้นเป็นอันมากกว่า ไม่ควร "รำไม่ดี โทษปี่โทษกลอง"
-------------------------------------------------------------------------
ที่มา: http://area.co.th/thai/area_announce/area_press.php?strquey=press_announcement1652.htm

 

ความเห็นที่ 1
wawit

:em19: