รัททำนวยยโคตคุณธรรมสูงส่ง ทะลุมิติจักรวาล จากเผด็จการ โดยเผด็จการ และเพื่อเผด็จการรัฐราชการ

 

 

 

 

                       ประเทศไทยมีคนจนที่ลุงตู่ต้องแจกตังค์ 1,500-3,000 ถึง 8.3 ล้านคน คนไทย

ครึ่งประเทศมีรายได้ต่ำกว่าเดือนละ 6,485 บาท ตามตัวเลขสภาพัฒน์ แต่ใครอยากตั้ง

พรรคการเมือง ต้องควักกระเป๋าคนละ 2,000 บาทรวมกัน 500 คน นั่นละ พรรคใน

อุดมคติของ กรธ. ซึ่งไม่อยากให้เป็นของนายทุน แต่ตัดสิทธิคนจน

แค่เริ่มต้นก็สะท้อนแนวคิด "การเมืองใสสะอาด" ไม่ใช่เรื่องปากท้อง เป็นเรื่องของ

คนชั้นกลางกินอิ่มแล้วฝันเฟื่อง ไม่ใช่เรื่องของกรรมกรชาวนาที่ควรก้มหน้าก้มตาพึ่ง "ประชารัฐ"

พรรคการเมืองในอุดมคติไม่ควรเป็นพรรคเล็ก พรรคท้องถิ่น หรือพรรคอุดมการณ์เฉพาะ เพราะต้อง

มีสาขาครบ 4 ภาค มีกรรมการสรรหาผู้สมัคร กึ่งๆ Primary Vote ขณะที่ระบบเลือกตั้งบัตรใบเดียว

ก็ปิดทางพรรคเล็กและผู้สมัครอิสระ

พรรคในอุดมคติของ กรธ.คือพรรครีพับลิกัน เดโมแครต ที่หวังสร้างได้ในวันเดียว ทั้งที่ประเทศนี้มี

รัฐประหารซ้ำซาก ยุบพรรคตัดสิทธิถี่ยิบ ใครด่ากราดประณามนักการเมืองเป็นคนดี

มีตำแหน่งแต่งตั้ง ไม่มีใครอยากลงเลือกตั้ง ร่างรัฐธรรมนูญเขียนให้เลือกตั้งเป็นพิธีกรรม

พรรคเสียงข้างมากถ้าไม่ได้เสียง 250 ส.ว.แต่งตั้งก็ไม่ได้เป็นรัฐบาล พรรคการเมืองไม่มีอำนาจ

ต้องทำตามยุทธศาสตร์ชาติ ไม่สามารถเสนอนโยบาย ฯลฯ แต่กลับเข้มงวดกวดขัน

หวังเป็นพรรคคุณภาพ ประชาชนมีส่วนร่วม

ร่วมเพื่ออะไร? เมื่อพรรคการเมืองเป็นแค่ไม้ประดับ ใต้อำนาจรัฐราชการ ชนะเลือกตั้งก็ทำตาม

ความต้องการของประชาชนไม่ได้

หนำซ้ำยังเขียนกฎหมายบังคับจุกจิก ใครเป็นกรรมการเป็นสมาชิก ติดคุกง่ายๆ

เพราะมีบทกำหนดโทษมากมายตั้งแต่มาตรา 90 ถึง 121 มีโทษยุบพรรคตาม

มาตรา 81 อ้างถึงมาตรา 28,29,30,43,44,65,90 แถมมาตรา 23 อีกต่างหาก

พรรคการเมืองไม่ต้องกลัว Set Zero เพราะไม่จำเป็นเลย ครับ จะยุบพรรคเมื่อไหร่ก็ยุบได้ เช่น

มาตรา 81 กระทำการล้มล้างหรือกระทำการอันอาจเป็นปฏิปักษ์ต่อการปกครองระบอบ

ประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขตามรัฐธรรมนูญ

ซึ่งถ้าตีความตามที่ศาลรัฐธรรมนูญเคยวินิจฉัย แค่แก้รัฐธรรม นูญให้ ส.ว.มาจาก

เลือกตั้งทั้งหมด ก็เข้าข่าย"ล้มล้างการปกครอง"

มาตรา 23 กำหนดหน้าที่พรรคการเมืองต้องมีกิจกรรม 4 ข้อ เช่น เสริมสร้างความเข้าใจที่ถูกต้อง

เกี่ยวกับการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข การใช้เสรีภาพ

อย่างรับผิดชอบ สร้างเสริมความสามัคคีปรองดอง ยอมรับความเห็นต่าง ฯลฯ

ฟังเข้าท่าใช่ไหมครับ แต่มาตรา 97 บอกว่าใครไม่ทำตามให้ กกต.ส่งศาลรัฐธรรมนูญยุบพรรค

คุณเขียนสิ่งดีๆ กว้างกว่ามหาสมุทร กว้างเป็นอวกาศ แล้วบอกว่าถ้าไม่ทำมีความผิด

แบบนี้อยากจับผิดเมื่อไหร่ก็ได้หมด

กฎหมายนี้ไม่ได้จ้องยุบพรรคการเมืองอย่างเดียว แต่จ้องฆ่านักการเมืองด้วย ฆ่าจริงๆ

เพราะมาตรา 105 เขียนว่าผู้ใดฝ่าฝืนมาตรา 43 หรือ 44 มีโทษจำคุก 5-20 ปี

หรือตลอดชีวิตหรือประหารชีวิต

มาตรา 44 คือห้ามซื้อขายตำแหน่ง ฟังเหมือนเข้าท่า แต่ถามหน่อยสิว่าทำไมมา

เขียนในกฎหมายพรรคการเมือง ทำไมไม่เขียนในกฎหมาย ป.ป.ช. ทำราวกับว่าจะ

ประหารชีวิตเฉพาะนักการเมืองซื้อขายตำแหน่ง แล้วนายกฯ คนนอก

รัฐมนตรีคนนอก ปลัด อธิบดี ข้าราชการทหารตำรวจล่ะ

มาตรา 43 หนักกว่า เพราะเขียนมาเป็นอวกาศอีกว่า ห้ามสนับสนุนการบ่อนทำลาย

ความมั่นคงของราชอาณาจักร ราชบัลลังก์ เศรษฐกิจของประเทศ ราชการแผ่นดิน ก่อกวนคุกคาม

ความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีงามของประชาชน หรือทำลายทรัพยากร

ธรรมชาติของประเทศ

ถ้าตีความตามนี้ แจกปฏิทินนู้ด ทำลายศีลธรรม เสนอโครงการระเบิดภูเขา เผากระท่อม ถมทะเล

ฯลฯ มีโทษถึงประหารพร้อมยุบพรรคเลยนะครับ

นี่มัน "พรรคการเมืองในโอวาท" ชัดๆ ตีกรอบให้ตั้งพรรคพับเพียบเรียบร้อย ลงสมัครรับเลือกตั้ง

เป็นตัวประกอบ หากเคลื่อนไหววิพากษ์รัฐธรรมนูญไม่เป็นประชาธิปไตย โจมตีทหารขุนนาง

อำมาตย์ ก็มีโอกาสถูกยุบพรรคฐาน "ไม่ปรองดอง" หรือติดคุกฐานบ่อนทำลายความมั่นคง

ท้ายที่สุด กฎหมายนี้คงผ่าน เพราะผู้ร่างผู้พิจารณาผู้มีอำนาจ กรธ. สนช. สปท. เอาแต่ปลุกความ

เกลียดชังนักการเมือง โดยไม่เคยคิดจะเป็นนักการเมืองจากการเลือกตั้งของประชาชน

คิดแต่จะมีตำแหน่งแต่งตั้ง นั่งเก้าอี้ ส.ว. องค์กรอิสระ คณบดี อธิการบดี หรือเก้าอี้พิเศษ

ที่ล็อกสเป๊กไว้เฉพาะพวกพ้องของตน

ขณะที่ประชาชนและนักการเมืองก็ตกอยู่ในยุคแห่งความหวาดกลัว กลัวอำนาจ

กลัวกฎหมาย กลัวทำอะไรก็ผิด ไม่ต่างจากพ่อค้าเร่บุรีรัมย์ ที่ต้องเอาใบอนุญาตมา

แปะเป็นตับข้างประตูรถเพื่อป้องกันตำรวจ นั่นคือชะตากรรมประชาชนใน

ยุครัฐราชการเป็นใหญ่ แค่ทำมาหากินต้องขอใบอนุญาตเป็นสิบ นักการเมือง

ในยุคต่อไปก็จะถูกจับผิดนับร้อยนับพัน