ไขปมปัญหา คิง เพาเวอร์ ปฏิบัติตามกฎหมาย "ทำไมต้องจ่ายแพง" ตอนที่ ⅔

 

ก่อนจะไปกล่าวถึงกระบวนการตรวจสอบคิงเพาเวอร์ที่เยิ่นเย้อยาวนาน และแสนจะมีมูลค่าแพงลิบลับขนาดนั้น

เราขอพาท่านผู้อ่านไปดูกระบวนการตรวจสอบซ้ำซาก ล่าสุด เมื่อวันที่ 5 มิ.ย.2560 ของ นายชาญชัย อิสระเสนารักษ์ รองประธานคณะกรรมาธิการด้านกลไกการปราบปรามการทุจริต คณะกรรมาธิการวิสามัญป้องกัน และปราบปรามการทุจริต สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) ที่ประกาศเป็นโจทก์ยื่นฟ้อง คณะกรรมการบอร์ด ทอท. กับพวก รวมถึงกลุ่มบริษัท คิง เพาเวอร์ และผู้บริหารของบริษัทรวม 18 คนด้วยกัน

นายชาญชัย กล่าวหาว่า จำเลยทั้งหมดปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบจนเป็นเหตุให้ ทอท.ได้รับความเสียหาย หรือทำให้ผู้อื่นได้รับประโยชน์จากการฝ่าฝืน หรือไม่ปฏิบัติหน้าที่ พร้อมกล่าวหากลุ่มบริษัท คิง เพาเวอร์ และผู้บริหารว่ากระทำการทุจริตเพื่อแสวงหาประโยชน์ที่มิควรได้โดยชอบด้วยกฎหมาย

การยื่นคำฟ้องต่อศาลอาญาในคดีทุจริตและประพฤติมิชอบครั้งนี้ ถือเป็น 1 ใน 5 คดีที่นายชาญชัยขอให้ศาลนัดไต่สวนมูลฟ้อง และออกหมายเรียกเจ้าหน้าที่รัฐรวม 14 คน ตัวแทนกลุ่มบริษัทคิง เพาเวอร์ 3 บริษัท และกรรมการผู้มีอำนาจลงนามอีก 1 คน ไปให้ปากคำต่อศาล

โดยนายชาญชัย ระบุว่า เขาคำนวณดูความเสียหายที่กลุ่มบุคคลข้างต้นดำเนินการแล้ว คิดเป็นวงเงินออกมาได้รวมกว่า 14,290.66 ล้านบาท จึงได้ขอให้ศาลพิพากษาลงโทษผู้กระทำผิด และสั่งริบเงินทั้งหมดรวมดอกผล หรือประโยชน์อื่นใดอันเกิดจากเงินจำนวนนี้ให้ตกเป็นของแผ่นดิน

ทีมเศรษฐกิจ หยิบยกเอาเรื่องนี้ขึ้นมากล่าวถึงอีกครั้ง ก็เพราะเห็นว่าพฤติกรรมการเสพข้อมูลข่าวสารของผู้คนในสังคมเปลี่ยนแปลงไปชนิดพลิกหน้ามือเป็นหลังมือ ขณะที่สื่อปัจจุบันเกิดขึ้นมากมาย ทั้งบนหน้าหนังสือพิมพ์ วิทยุ โทรทัศน์ หรือแม้แต่ในโทรศัพท์มือถือ แต่หัวใจของการทำงานในฐานะสื่อตัวจริง รวมถึงจริยธรรม และจรรยาบรรณ ย่อมแตกต่างและใช้มาตรวัดเดียวกันไม่ได้

ข่าวลวง ข่าวหลอก ข่าวเท็จ ข่าวเก่าเอามาเล่าใหม่ ข่าวตัดต่อดัดแปลงด้วยกลเกมต่างๆ จึงเกิดขึ้นมากมายด้วยเพราะมีพื้นที่ให้สร้างข่าวประเภทนี้ได้อย่างไม่อั้น และไม่มีที่สิ้นสุด แล้วแต่ว่าจะสลับผู้เล่นหน้าใหม่ๆ เข้ามา

นายชาญชัย อ้างว่า ก่อนหน้านี้เขาได้นำเรื่องข้างต้นไปยื่นเสนอ นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรีให้เรียกผู้เกี่ยวข้องไปสอบสวนและดำเนินการเพื่อสั่งการแก้ไขแล้ว แต่ปรากฏว่า ขณะนี้ยังไม่ได้ดำเนินการแก้ไข จึงนำเรื่องมาฟ้องร้องต่อศาล

คำกล่าวอ้างนี้ มีหลักฐานว่าเมื่อวันที่ 11 พ.ค.2560 นายวิษณุ ได้ให้สัมภาษณ์ที่ทำเนียบรัฐบาลต่อกรณีที่มีกระแสข่าวว่าตัวเขาได้เห็นชอบตามที่ กมธ.ด้านการป้องกัน และปราบปรามการทุจริต สภาขับเคลื่อนฯ (สปท.) เสนอให้ปลดบอร์ด และผู้บริหาร ทอท.รวมถึงให้ยกเลิกสัญญาพื้นที่ให้บริการส่งมอบสินค้าปลอดภาษีในสนามบินสุวรรณภูมิว่า เขาไม่ทราบเรื่อง...ไม่เคยเสนอเรื่องนี้ และรัฐบาลไม่เคยยกเรื่องดังกล่าวมาพูดคุยกัน

นายวิษณุ ยอมรับว่า เรื่องนี้เกิดขึ้นนานแล้ว โดย กมธ.ของ สปท.ได้เสนอรายงานไปที่รัฐบาล และนายกรัฐมนตรี มอบหมายให้เขาเป็นผู้พิจารณา เพราะมีคดีที่เกี่ยวข้องกับร้านค้าปลอดภาษีด้วย จึงได้เชิญ กมธ.สปท. กรมธนารักษ์ กรมศุลกากร กรมสรรพากร สำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) กระทรวงการคลัง กระทรวงคมนาคม มาหารือกันเพื่อให้ทราบถึงประเด็นของ กมธ.สปท.

รองนายกฯ กล่าวว่า เขาได้เชิญทุกฝ่ายที่ถูกกล่าวหามาอธิบายความกันถึง 4 ชั่วโมง ยืนยันว่า ไม่มีข้อเสนอให้ปลดใครทั้งสิ้น แต่มีคนเล่าให้ฟังว่า ข่าวออกมาได้อย่างไรทั้งเรื่องการยกเลิกสัญญากับกลุ่มบริษัทที่เป็นข่าว หรือการปลดใคร นายวิษณุยืนยันด้วยว่า รัฐบาลรู้แล้วว่าใครเป็นคนปล่อยข่าว ซึ่งไม่เป็นความจริง...แต่ก็ไม่ได้ว่าอะไร

คำให้สัมภาษณ์ของนายวิษณุ ดูจะเป็นเครื่องยืนยันว่า ข้อกล่าวหาของนายชาญชัยตามคำฟ้องข้างต้นเชื่อมโยงกันกับกระแสข่าวที่ปล่อยออกมาก่อนหน้าว่า จะมีการปลดบอร์ดผู้บริหาร ทอท. และยกเลิกสัญญาพื้นที่ให้บริการส่งมอบสินค้าปลอดภาษีในสนามบินสุวรรณภูมิ ซึ่งรัฐบาลและหน่วยงานเกี่ยวข้อง ถูกกดดันจากผู้ที่เรียกตัวเองว่า สมาคมร้านค้าปลอดอากรไทย ที่ประสงค์จะให้ฉีกสัญญาสัมปทาน

โดยเฉพาะสัญญา ณ จุดส่งมอบสินค้าที่ทำกับ คิง เพาเวอร์ มาโดยตลอด ในขณะที่นายกสมาคมปลอดอากรไทยดังกล่าว ถือหุ้นในบริษัทที่เป็นเจ้าของร้านค้าปลอดภาษีจากเกาหลีใต้อยู่ 22.50%

ตามถ้อยแถลงของ ดร.นิตินัย ศิริสมรรถการ กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) หรือ ทอท. ระบุว่า คำฟ้องของนายชาญชัยและการคิดคำนวณรายได้ที่นายชาญชัยกล่าวหาพวกเขา รวมถึงกลุ่มบริษัท คิง เพาเวอร์ ว่า ทำให้รัฐเสียหายเป็นมูลค่ารวมกว่า 14,000 ล้านบาทนั้น

เป็นการอธิบายความที่คลาดเคลื่อนจากความเป็นจริงไปมาก….

**โปรดติดตามตอนที่ 3**