ไขปมปัญหา คิง เพาเวอร์ ปฏิบัติตามกฎหมาย "ทำไมต้องจ่ายแพง" ตอนที่ 3/3 จบ

 

 

จากตอนที่แล้ว (ตอนที่2)ที่ทิ้งท้ายเอาไว้ว่า

เป็นการอธิบายความที่คลาดเคลื่อนจากความเป็นจริงไปมาก….

เพราะค่าเช่าพื้นที่บริการจุดส่งมอบสินค้า หรือ Pick up Counter นั้น อยู่ในสัญญาย่อยที่คิง เพาเวอร์ เสนอเข้าไปเป็นผลตอบแทนพิเศษให้แก่ ทอท. ซึ่งในสัญญาหลักและในเงื่อนไข TOR ไม่ได้เขียนไว้

ในสัญญาหลัก คิง เพาเวอร์ ต้องจ่ายค่าเช่า หรือค่าบริหารพื้นที่เชิงพาณิชย์ ให้แก่ ทอท.ในอัตรา 15% ของมูลค่าสินค้าที่ขายได้

ส่วนในสัญญาย่อยที่ คิง เพาเวอร์ เสนอเป็นผลตอบแทนพิเศษเติมแต่งรายได้ให้กับ ทอท. ณ พื้นที่ส่งมอบสินค้านั้น ไม่ได้มีการประกอบการขายสินค้าใดๆ มีแต่เพียงเป็นจุดฝากสินค้าให้ผู้ซื้อไปรับสินค้าเท่านั้น จึงเสนอจ่ายให้ ทอท.ในอัตรา 3% ของ 15% หรือคิดเป็น 0.45% เท่านั้น

กระทั่งในปี 2555 คณะกรรมการบอร์ด ทอท.ยุค น.ต.ศิธา ทิวารี เป็นประธาน ในรัฐบาลนางสาว ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เป็นนายกรัฐมนตรี ได้สั่งการให้ ทอท.ทำหนังสือถึง คิง เพาเวอร์ ให้ปรับขึ้นค่าตอบแทนจากเดิม 0.45% ใหม่เป็นจำนวนเต็ม 3% นั่น ทำให้ ทอท.ได้ค่าตอบแทนพื้นที่บริการส่งมอบสินค้าเพิ่มขึ้น 2.55% จากที่เคยได้ 0.45% และสัญญาฉบับนี้ก็ดำเนินการอย่างถูกต้องครบถ้วนตามที่ ทอท.กำหนด

ข้อกล่าวหานี้ ดูจะเป็นข้อกล่าวหาข้อที่ 24 ที่ร้อยเรียงกันมาเนิ่นนานด้วยการสลับหน้า เปลี่ยนผ่านจากบุคคลหนึ่งไปยังอีกบุคคลหนึ่งมาเรื่อยๆ เริ่มต้นด้วยข้อหาแรกๆ ที่พูดถึงการได้สัญญามาโดยมิชอบ เช่น 1.สมคบกันหลีกเลี่ยง พ.ร.บ.ร่วมทุนปี 2535

2.สมคบกันคำนวณวงเงินลงทุนไม่ถึง 1,000 ล้านบาท 3.คำนวณค่าเสื่อมราคา มูลค่าสินค้าคงคลังผิดทั้งอายุสัญญา และขนาดพื้นที่ที่ใช้ 4.ถูกบอกเลิกสัญญาเป็นโมฆะแล้ว แต่หลังถูกฟ้อง ทอท.ขอเจรจาใหม่ 5.ในคำฟ้อง ทอท. ขอเรียกค่าลงทุน และค่าก่อสร้าง 1,700 ล้านบาท เป็นการผูกมัดตัวเองแล้ว 6.อ้างเหตุสนามบินถูกปิดจึงมีการต่ออายุสัญญาให้อีก 2 ครั้งๆละ 2 ปี รวมทั้งลดค่าตอบแทนให้ ทอท.อีกโดยอ้างเป็นค่าเยียวยาจากการปิดสนามบินและเหตุไม่สงบทางการเมือง รวมประเด็นเล็กๆ ที่ไม่เกี่ยวกับสัญญาสัมปทานอีก 4 ข้อ

ยังมีการตั้งข้อหากรณีจุดส่งมอบสินค้าปลอดอากร 7 ข้อ มีข้อหาหลีกเลี่ยงไม่ติดตั้งระบบบันทึกเครื่องเก็บเงิน 3 ข้อ และประเด็นอื่นๆ ซึ่งไม่ใช่สาระสำคัญในสัญญา และกฎหมายอีก 3 ข้อ สิริรวม 24 ข้อด้วยกัน

ว่าแต่ทุกข้อกล่าวหานี้ผ่านการตรวจสอบจากสำนักงานเลขาธิการ ปปช. สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา ผ่านการรับทราบ และพิจารณาคดีในศาลแพ่ง โดยมี นายบัณฑิต ศิริพันธ์ เป็นทนายความ ให้ คิง เพาเวอร์ ทั้งยังผ่านคณะกรรมการบริหาร ทอท.หลายชุด การพิจารณาของรองนายกฯ (นายวิษณุ เครืองาม) กรมศุลกากร ตลอดจนถึงกรมสรรพากร ของกระทรวงการคลัง จนไม่มีฝ่ายใดติดใจสงสัยในประเด็นที่ถูกหยิบยกมากล่าวหา คิง เพาเวอร์

เราอยากจะบอกว่า คิง เพาเวอร์ ไม่ใช่บริษัทเดียวที่ต้อง “จ่ายแพงกว่า” ยังมีอีกหลายบริษัทที่ประสบปัญหาแบบเดียวกันคือ ถูกใส่ร้ายป้ายสี ถูกบิดเบือนความจริง ถูกรังแก ข่มขู่ บังคับ ตรวจสอบ และถูกดูหมิ่นเกียรติยศศักดิ์ศรีความเป็นคน

เราได้ยินรัฐบาลนี้ประกาศบ่อยครั้งว่า ปักธงไว้แล้วว่า จะปราบปรามมาเฟีย และผู้มีอิทธิพลในทุกวงการให้หมด แต่ไฉนปล่อยให้กลุ่มบุคคลบางพวกรุกรานคนดีๆ ที่ทำธุรกิจสุจริต ทั้งยังปล่อยให้มีการละเมิดการดำเนินงานทางธุรกิจ จนอาจเกิดให้เสียหายต่อประโยชน์ของประเทศ รัฐบาล และประชาชนเช่นนี้

เฉพาะตัว นายชาญชัย อิสระเสนารักษ์ อดีต ส.ส.นครนายก พรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งจับผลัดจับผลูเข้ามาเป็นอนุกรรมาธิการชุดปราบโกง ของ สปท.เอง ก็เคยมีคดีที่ถูก ศาลรัฐธรรมนูญ วินิจฉัยชี้ขาดให้สิ้นสุดการเป็นสมาชิกภาพของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร(สส.) เพราะขาดคุณสมบัติเรื่องวุฒิทางการศึกษาที่เขาไม่สามารถนำมาแสดงได้ การนำเอกสารที่ไม่มีไปสมัครเรียนต่อมหาวิทยาลัย จึงไม่น่าจะกระทำได้...วุฒิการศึกษาของเขาจึงเป็นโมฆะ

แม้วันนี้นายชาญชัยจะเดินกลับเข้าสู่เส้นทางการเมืองได้อีก หลังสำเร็จการศึกษาปริญญาตรี มหาวิทยาลัยรามคำแหง แต่อดีตของเขาดูจะไม่เหมาะสมในการเข้าไปเป็นอนุกรรมการด้านการปราบปรามการทุจริตฯ เลยสักนิด

มนุษย์มีโอกาสปรับตัวเป็นคนดีได้ก็จริง ไม่ว่าจะติดคุกด้วยสาเหตุใด หรือ ถูกถอดถอนจากการเป็น ส.ส.เพราะแจ้งเอกสารอันเป็นเท็จแก่เจ้าพนักงาน...ก็ไม่ใช่ปัญหา!

แต่ปัญหาอยู่ที่ตัวของเขาเอง หากผู้คนทั่วไปสามารถพิสูจน์ในสิ่งที่เขาทำ และพูดได้ว่า มันเป็นเรื่องจริง หรือ เท็จ!!

 

ขอบคุณที่มา : https://www.thairath.co.th/content/1013475