จากเว็บกิมหยงดอทคอม

บก.เท่ง..ทองแดง
ทีมข่าวกิมหยง
***
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 43


เจ้าของกระทู้นี้

« เมื่อ: 13:53:13 17 เมษายน 2008 » ตอบโดยอ้างถึงข้อความ



ในอดีตก่อนยุคของปี 2540 ยุคก่อนที่จะมีรัฐธรรมนูญฉบับประชาชน การซื้อเสียงเลือกตั้งเป็นสิ่งที่ทำกันอย่างโจ่งแจ้ง ทุกครั้งที่มีการเลือกตั้งในระดับต่าง ๆ จะมีขบวนหาเสียงที่เข้าหาชาวบ้านทุกรูปแบบ พื้นที่ชนบท ถนนที่เป็นหลุมเป็นบ่อ จะได้รับการถมก่อนถึงวันเลือกตั้ง รถบรรทุกต่างมีโลโก้นักการเมืองติดอยู่ทุกคันเพื่อให้ชาวบ้านรู้ว่านี่คือผลงานใคร งานเลี้ยงรื่นเริงมีกันแทบทุกวัน ไม่ใช่แค่เหล้า ยา ปลาปิ้ง แต่กับแกล้มชั้นดีประเภทล้มหมู ล้มวัว กินกันทั้งหมู่บ้าน

ในสมัยที่ผมอยู่ประถม ผมยังจำความได้ดีในฤดูกาลเลือกตั้ง 1 ครั้ง ผมมีรายได้วันละหลายร้อยบาท เพราะทุกครั้งจะโดนใช้ไปซื้อสินค้าส่วนใหญ่เป็นประเภทเหล้า บุหรี่ และเมื่อมีเงินทอนก็ไม่ต้องทอนเพราะช่วงเลือกตั้งเขาต้องใจถึงกันอยู่แล้ว แต่ในสมัยก่อนการเลือกตั้งมีไม่บ่อยเหมือนเช่นปัจจุบัน มีเพียง ส.ส. สจ. และมามี อบต. การเมืองยุคนั้นการแข่งขันจึงวัดกันที่ว่าใครเข้าถึงชาวบ้านมากกว่า ใครเก๋ากว่าในการซื้อใจชาวบ้าน หรือการซื้อเสียงเก่งกว่า เงินหนากว่านั่นเอง

มาในยุคสมัยนี้การเมืองเปลี่ยนไป มี กกต. มีกฎหมายคอยควบคุมและเอาผิดมากยิ่งขึ้น สำนึกทางการเมืองของคนมีมากขึ้น แต่ไม่ใช่ว่าการซื้อเสียงจะลดลงหรือหมดไป สิ่งเหล่านี้ยังคงมีอยู่ นักการเมืองต่างต้องใช้วิธีการที่แนบเนียนมากขึ้น เดินสายกระจายการซื้อเสียงผ่านหัวคะแนนที่มีความไว้ใจเพราะหากเกิความผิดพลาดนั่นอาจหมายถึงอนาคตทางการเมืองต้องยุติหรือเสียเครดิตครั้งสำคัญทางการเมืองก็ว่าได้ ความรอบคอบในการหาเสียงจึงมีมากขึ้นปรับยุทธศาศตร์กันมากขึ้น

การเลือกตั้งในสนาม อบจ.ภาคใต้ ในครั้งนี้ก็มีความสำคัญอย่างยิ่งของนักการเมืองท้องถิ่นทั้งหลาย การแข่งขันที่มีสูงทำให้เชื่อว่าเงินใต้ดินจะสะพัดในแต่ละพื้นที่ไม่ต่ำกว่าจังหวัดละ 100 ล้านบาท โดยจังหวัดใหญ่อย่างสงขลา นครศรีธรรมราช น่าจับตาอย่างยิ่ง เนื่องจากการเชือดเฉือนของผู้สมัครมีความรุนแรง ภาพแห่งการซื้อเสียงไม่ได้มีเพียงในส่วนใดส่วนหนึ่งเท่านั้น แต่ต้องยอมรับว่าในพื้นที่ชนบทมีมากกว่าในเมือง บางพื้นที่ผู้สมัครตกลงกันเลยว่าใครซื้อเสียงได้เท่าไหร่ ซื้อไปเลยจะไม่มีการฟ้องร้องกัน

นักการเมืองท้องถิ่นระดับ สจ.ที่เคยเป็นอดีตนายก อบจ.ในสมัยที่มีการเลือกตั้งโดยอ้อม บอกว่าในการเลือกตั้งครั้งแรกต้องใช้เงินกว่า 16 ล้านบาทในการเลือกตั้งในเขตเภอเล็ก ๆ แห่งหนึ่ง และต้องใช้เงินเพื่อหาเสียงสนับสนุนให้ได้นั่งเก้าอี้นายก อีกกว่า 10 ล้านบาท แต่ก็คุ้มค่าเพื่อแลกกับตำแหน่งที่ไม่เพียงเป็นเก้าอี้แห่งผลประโยชน์อันหอมหวนแต่ยังหมายถึงศักดิ์ศรีที่เหนือกว่าคู่แข่งและเป็นความปราถนาของนักการเมืองทั้งหลายที่จครองเก้าอี้สูงสุดในระดับจังหวัด

วังวนทางการเมืองไทยยังไม่มีสีขาวบริสุทธิ์อย่างดีที่สุดก็มีเพียงสีเทาเท่านั้น บางคนก็มากกว่าสีดำเสียอีก จนทำให้คนที่ตั้งใจเลือกตั้งต้องบอกว่าในเมื่อหาคนดีไม่ได้ก็ดูแล้วกันว่าใครเลวน้อยกว่ากันจะได้เลือกคนนั้น แม้ใครจะบอกว่าคนใต้คือคนที่มีความตื่นตัวทางการเมืองมากที่สุด แต่ในความเป็นจริงแล้ววังวนทางการเมืองในภาคใต้ก็มีอยู่เหมือนภาคอื่น ๆ  แต่อาจน้อยกว่า คนใต้เลือกตั้งเพราะพรรคพวกเพื่อนฝูง เลือกคนที่หรอย คนที่ใจถึง เบื้องหน้า เบื้องหลังไม่ค่อยดูกันสักเท่าไหร่

มิติทางการเมืองยังต้องใช้เวลาอีกนานกว่าจะให้คนเข้าใจความหมายของคำว่านักเมือง คนที่ทำหน้าที่แทนประชาชน โดยการเลือกของประชาชน และทำเพื่อประชาชนอย่างแท้จริง ความเป็นญาติ เป็นพวกพ้อง ต้องแยกออกจากมิติแห่งผลประโยชน์ของชาติบ้านเมือง มิเช่นนั้นแล้วการกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่นอาจเป็นเพียงแค่การกระจายความอุดมสมบูรณ์สู่คนบางกลุ่มเท่านั้น 
 
   
จ้อย
ความเห็นที่ 1
จ้อย

sasi14
ความเห็นที่ 2
sasi14

บทความนี้แสดงว่า คนไทยที่ลงเสียงเลือกตั้ง
คือ ผู้ที่ถูกซื้อด้วยเงิน
ทำไมไม่มองว่าคนไทย มีสายสัมพันธ์ มีความรัก
และผูกพัน เงินร้อยสองร้อยบาทไม่มีความหมายดอก
คนไทยในระดับปานกลาง จนถึงรากหญ้า รู้หมดแล้ว
แต่เขาไม่พูดเท่านั้น

อ้วนวันยาว
ความเห็นที่ 3
อ้วนวันยาว

เลือกตั้งท้องถิ่นมักจะเป็นแบบนี้ คืนหมาหอนคืนเดียวเสียงเปลี่ยนไปใด้ เพราะเงินมาถึงบ้านเดี๊ยวนี้เขาไม่ใด้เดินแจก แต่ใช้วิธีโทร(มือถือ)แทนโดนมากับตัวเองถึงรู้ดี แจกข้าวสารกันเป็นถัง แถมเงินอีกต่างหาก กกต.คงไม่รับรู้ด้วย เพราะกกต.จะไม่รับรู้เรื่องทุจริตที่ชาวบ้านรู้ แต่ดันไปรู้เรื่องไม่เป็นเรื่องที่มีอีกฝ่ายนำมาร้องเรียน แต่เรื่องจริงๆในพื้นที่ กกต.แปลว่า.......

อาลีบาบา
ความเห็นที่ 4
อาลีบาบา

สัมมนาประชาชน - ติดอาวุธทางปัญญา

“ยามเฝ้าแผ่นดินภาคพิเศษ ครั้งที่ 2”

วันศุกร์ที่ 25 เมษายน 2551

เวลา 16.00-22.00 น.
ณ หอประชุมใหญ่ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์


เวลา 16.00 น. พิธีกรเปิดเวที
เวลา 16.05-16.40 น. ปูชนียบุคคลอำนวยพรปีใหม่ และเตือนสติสังคมไทย
ดร.ปราโมทย์ นาครทรรพ กล่าวแนะนำ
- ม.ล.อนงค์ นิลอุบล
- พล.อ.สายหยุด เกิดผล
- ศ.นพ.ประสาน ต่างใจ

เวลา 16.45-17.05 น. วงดนตรี “หงา คาราวาน”

เวลา 17.10 -17.30 น. น.ต.ประสงค์ สุ่นศิริ กับเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ 2550

เวลา 17.35 -18.35 น. ทางออกประเทศไทย วิกฤตหรือโอกาส

ผู้ร่วมอภิปราย
-ปราโมทย์ นาครทรรพ
-น.ต.ประสงค์ สุ่นศิริ
-สุรพงษ์ ชัยนาม
-เจิมศักดิ์ ปิ่นทอง
ดำเนินรายการ โดย พิจิตรา ศุภสวัสดิ์กุล