MThai Talk http://talk.mthai.com/section/lifestyle This is a discussion board for mthai people en เชื่อหรือไม่!!! ภาพกฎแห่งกรรม(๑) http://talk.mthai.com/topic/101311                   ขออนุโมทนา...กับทุกคนที่เชื่อเรื่องกฎแห่งกรรมนะครับ         http://talk.mthai.com/topic/101311#reply Mon, 22 Mar 2010 15:18:44 +0700 keroky 101311 at http://talk.mthai.com/ ขี้เกียจปฏิบัติในรูปแบบ http://talk.mthai.com/topic/101221 ขี้เกียจปฏิบัติในรูปแบบ ธรรมะจากพระผู้รู้ - ฉบับที่ ๘๕ โดย หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช ถาม - บางวันทำงานหนักและเหนื่อยมาก จนขี้เกียจปฏิบัติในรูปแบบครับ ถ้าจะขอเว้นไปบ้างแต่ยังตามรู้ในชีวิตประจำอยู่ แบบนี้ได้ไหมครับ ถ้าขี้เกียจแล้วไม่ได้กินหรอก แต่ถ้าเราต้องการแค่อยู่บนโลกอย่างมีความสุขนะ แค่ใจเราตื่นขึ้นมา แล้วก็คอยดูกายดูใจไป กิเลสผ่านมาแรงๆ แล้วก็รู้สึกเอา อะไรเงี้ย เป็นครั้งเป็นคราว แบบนี้เราก็อยู่บนโลกอย่างมีความสุขได้ ถ้าอยากพ้นโลกก็ต้องจริงจังมากกว่านั้นหน่อย ต้องมีระเบียบมีวินัย ในการปฏิบัติ ทุกวันต้องปฏิบัติให้ได้ แบ่งเวลาเอาไว้เลย ทุกวันต้องไปนั่งสมาธิ เดินจงกรม ไหว้พระสวดมนต์ ทำในรูปแบบ ทำในรูปแบบก็คือหัดเจริญสติในรูปแบบนะ เราจะมาเจริญสติในชีวิตประจำวันอย่างเดียวเนี่ย ส่วนมากสมาธิมันจะไม่พอ จิตจะไม่มีกำลัง เรามาทำในรูปแบบ เช่น เดินจงกรมไป เห็นร่างกายมันเดิน ใจเป็นคนดูไปเรื่อยๆ นะ ตัวรู้ตัวดูเราจะเด่นขึ้นมา มีเรี่ยวมีแรงขึ้นมา ทีนี้ก็มาเจริญสติในชีวิตประจำวัน ได้ทั้งวันเลย ทุกวันก็ซ้อมในรูปแบบนะ ใจของเราก็จะเป็นผู้รู้ผู้ดู ตั้งมั่นขึ้นมา ต้องอดทนมาก กว่าจะข้ามภพข้ามชาติได้คนหนึ่ง คนหนึ่ง ไม่มีลูกฟลุคนะ ไม่มีของฟรี ไม่มีของฟลุค มีแต่ต้องลงทุนลงแรง ทุกสิ่งที่ยุติธรรมที่สุด ใครทำใครได้ ใครไม่ทำไม่ได้ ทำแค่ไหนก็ได้แค่นั้น ถ้าแค่เจริญสติดูจิตในชีวิตประจำวันไปวันหนึ่ง วันหนึ่งนะ ถึงเวลาก็ไปคลุกอยู่กับโลก เราก็อยู่กับโลกได้อย่างมีความสุขมากกว่าคนทั่วๆ ไป ถ้าอยากได้มรรคผลนิพพานในชีวิตนี้ ต้องเข้มงวดมากกว่านั้น ศีลต้องเคร่งครัด ศีลขาดไม่ได้ ถ้าศีลขาดแล้วจิตจะฟุ้งซ่าน ศีลน่ะถ้ารักษาไว้ได้จิตใจจะสงบง่าย ศีลจำเป็นมาก ใครอยากไปนิพพานไม่ถือศีลไม่ได้ ไปไม่รอดหรอก มีศีลเอาไว้ พอมีศีลก็ฝึกของเราทุกวัน ถึงเวลาไหว้พระสวดมนต์ ทำสมาธิ เดินจงกรมนะ รู้สึกกาย รู้สึกใจไป บางครั้งจิตก็สงบ บางครั้งจิตก็เดินปัญญา ขณะที่ทำตามรูปแบบ อย่างเราเดินจงกรมอยู่เนี่ย เดินไป เดินไป จนจิตมันเหนื่อย จิตมันเหนื่อยมันจะรวม จิตมันรวม บางทีขามันหยุดเดิน ยืนนิ่งๆ ใจสว่าง รู้เนื้อรู้ตัว บางทีร่างกายก็หายไป เหลือแต่จิตอันเดียวสว่างอยู่ ไม่ใช่ภาวนาวูบ หมดความรู้สึกไปสามชั่วโมง แล้วว่าปฏิบัติดี อันนั้นขาดสติใช้ไม่ได้เลย อย่างเราเดินจงกรมไปนะ ตอนที่ร่างกายมันเหนื่อยมากๆ หรือจิตมันเหนื่อยมากๆ บางทีมันเดินๆไปจิตรวมลงมาเป็นสมาธิ พักผ่อน พอจิตมีเรี่ยวมีแรงแล้วนะ ก็ขึ้นมา รู้กาย รู้ใจต่อไป พอซ้อมอยู่ในการปฏิบัติ ในรูปแบบ ทุกวันๆ เวลาเรามาฝึกจริงในชีวิตประจำวัน สติอัตโนมัติจะเกิดง่าย จะเกิดได้บ่อย ถี่ ถี่ยิบเลยแทบไม่ขาดเลย วับ วับ รู้สึกตลอดเลย หรืออย่างเวลาเราไปนั่งสมาธิ บางคนชอบดูจิต นั่งสมาธิแล้วดูจิต บางคนสงสัยว่าถ้าดูจิตแล้วจะเกิดสมาธิได้มั้ย เกิดได้แน่นอนเลย คราวหนึ่งหลวงพ่อเคยไปหาหลวงปู่ดูลย์ ท่านก็พูดเรื่องดูจิตแล้วมันมีสมาธิ หลวงพ่อก็พูดกับท่านนะ เอ๊ะ หลวงปู่ ช่วงนั้นผมไม่ได้ฝึกเข้าสมาธินะ ทำไมหลวงปู่บอกจิตผมเข้าสมาธิ ท่านบอกว่าเวลาเราดูจิตมันได้สมาธิโดยอัตโนมัติ จิตเป็นตัวอรูป จิตเป็นตัวอรูปนะ ถ้าเวลาที่เรามีสติพอ มีใจที่เป็นผู้รู้ผู้ดูเนี่ย เราเห็นจิตเกิดดับ เคลื่อนไหว เปลี่ยนแปลง ตรงนี้เราทำวิปัสสนา แต่ถ้าเมื่อไหร่มันหมดแรงเนี่ยนะ แล้วมันจะจับความเข้าในว่างๆ ความสว่าง อันนี้เป็นการเพ่งความว่างๆ อันนี้เรียกว่าอากาสานัญจายตนะ อันนี้เป็นสมถะ หรือว่ามาเพ่งมาจับที่ตัวผู้รู้ จับตัวผู้รู้ เห็นตัวผู้รู้ซ้อนตัวผู้รู้ จับอยู่ที่รู้ไปเรื่อยๆ เรียกว่าวิญญาณัญจายตนะ ก็เป็นสมถะ ดูไปดูไปไม่มีอะไรเลย ไม่เหลืออะไรเลย ไม่มีอะไรซักอย่าง ว่าง ไปหมดเลย จับอยู่ในว่าง ความไม่มีอะไรเลย เรียกว่าอากิญจัญญายตนะ เพราะฉะนั้นดูจิตดูใจนะ จิตมันจะพลิกไปพลิกมาตลอดเวลา มันไม่ได้เจริญวิปัสสนารวดนะ เวลาทำสมถะ ทำสมถะรวดเดียวได้ ทำวิปัสสนารวดเดียวไม่มีจริงหรอก ถึงเรารู้กายอยู่นะ บางทีจิตก็รวมมาเป็นสมถะ บางทีดูจิตอยู่ จิตก็รวมเข้ามาเป็นสมถะ จะพลิกไปพลิกมา ระหว่างสมถะกับวิปัสสนา ถ้ารู้ไม่ทันนะ ก็เสียท่าเหมือนกัน บางคนไม่รู้จิตเกิดนิมิตขึ้นมาเพราะตอนนั้นพลิกเป็นสมถะ เกิดนิมิตขึ้นมาแล้วไปคิดว่าบรรลุมรรคผล ไปเข้าใจผิด เพราะในความเป็นจริง จิตจะพลิกไปพลิกมา พลิกไปพลิกมา ระหว่างสมถะ กับวิปัสสนา มันเป็นสมถะมันก็ได้พักผ่อน พักผ่อนแล้วมันเกิดติดอกติดใจ ในความสุขความสงบ แล้วเรามีสติรู้ทันนะ จิตก็หลุดออกจาการติดในความว่างอันนั้น หลุดออกมา อย่าเอาว่างนะ อย่าเอาความว่าง ความสว่าง ความสงบ อะไรพวกนั้น พวกนั้นเป็นแค่สมถะ ตอนนี้ไม่ใช่เวลาเอาความสุข ความสงบ ตอนนี้เป็นเวลาที่ต้องต่อสู้เรียนรู้เอาความจริงของชีวิต เรียนรู้ เอาความจริงของกายของใจ ให้เห็นทุกข์ให้แจ้ง ถ้าเห็นทุกข์แล้วจิตถึงจะวางกายวางใจนะ พอพ้นทุกข์ไป คนละขั้นคนละตอนกัน อย่ารีบร้อน ค่อยๆ ฝึกเอานะ ไม่ยากหรอก http://www.dharmamag.com/index.php?o...Apra&Itemid=27 _________________ http://talk.mthai.com/topic/101221#reply Mon, 22 Mar 2010 04:59:46 +0700 ขี้เกียจนั้นไม่ดีเลย 101221 at http://talk.mthai.com/ อธิษฐานให้บุญมาช่วย บ่อยๆ จะมีโอกาสไหม ? http://talk.mthai.com/topic/101220 อธิษฐานให้บุญมาช่วย บ่อยๆ จะมีโอกาสไหม ? ถาม : การอธิษฐานให้บุญมาช่วยเรื่องโน้นเรื่องนี้บ่อยๆ จะมีโอกาสไหม ? ตอบ : มีโอกาสไหม ? ก็ถ้าหากวาระของกุศลเข้ามาถึงก่อนที่เราจะตายเสียก่อนมันก็ต้องมี เอาเถอะตราบใดที่ยังเวียนว่ายตายเกิดอยู่ตรงนั้นบุญยังมีความสำคัญ เวลา เขาเกิดอีกนานเราก็อย่าไปโมทนากับเขามาก ทำไปเถอะกุศลกรรมไม่ว่าจะส่งผลชั้นกามาวจรสวรรค์ก็ดี ชั้นพรหมก็ดี หรือว่าเป็นพระอริยเจ้าเข้านิพพานไปก็ดี พระอริยเจ้า ทุกท่านๆ ก็สรรเสริญบุญทั้งนั้น เพราะว่ามันจะเป็นเครื่องมือส่งเราให้หลุดพ้นได้ ถึง เวลาเขายิงจรวดขึ้นไปดวงจันทร์หรือขึ้นไปอวกาศก็มีท่อเชื้อเพลิงอยู่ใช่ ไหม ? อันนั้นก็เป็นบุญส่งขึ้นไป พอขึ้นไปถึงเขาสลัดทิ้งเห็นไหมล่ะ ? ดูจากทีวีถึงเวลากดปุ่มสลัดท่อเชื้อเพลิงทิ้ง ตอนเขากลับก็อาศัยแรงโน้มถ่วงของโลกดึงกลับมาได้ ก็ไม่จำเป็นต้องใช้แล้ว เพราะหลุดไปในอากาศในสภาพที่ไร้น้ำหนักแล้ว ตอน ที่จะหนีแรงดึงดูดโลกนี่แหละ ต้องส่งด้วยจรวด เราจะหนีโลกก็ต้องส่งด้วยบุญเหมือนกัน ถาม : จะอธิษฐานให้บุญช่วยผิดไหมคะ ? ตอบ : อธิษฐานไม่ใช่ความผิด ตั้งใจขอให้บุญเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ไม่ใช่ความโลภ หากเป็นการเจาะจงว่าจะให้ส่งผลในลักษณะไหน มันเป็นการกันเหนียว ไว้ก่อน กันผิดพลาดไว้ก่อน ถึงเวลาเราอยากได้อย่างนี้ เอาอย่างอื่นมาเราก็ไม่รู้ จะเอาไปทำอะไร คนหนาวสั่นจะเอาผ้าห่ม แทนที่จะได้ผ้าห่มดันได้จักรยานมาขี่สักคันหนึ่ง เอาไหมล่ะ ? สนทนา กับพระเล็ก สุธมฺมปญฺโญ เดือนมิถุนายน ๒๕๔๕ ณ บ้านอนุสาวรีย์ฯ http://talk.mthai.com/topic/101220#reply Mon, 22 Mar 2010 04:58:53 +0700 บูญมี จงทํา 101220 at http://talk.mthai.com/ อดทนอดกลั้น http://talk.mthai.com/topic/101217 อดทนอดกลั้น ถาม : บวชรอบหน้าก็ยังเฮฮาเหมือนรอบนี้หรือครับ ? ตอบ : ถ้า บวชแล้วตั้งใจปฏิบัติตามศีล เฮฮาอย่างนี้ไม่ได้หรอก เพราะกลัวพลาด เราต้องปรับตัวไประยะหนึ่ง ประมาณสัก ๒ - ๓ พรรษา แล้วแต่ว่ารู้ตัวช้าเร็ว แล้วเราจะเป็นอันหนึ่งอันเดียวกับศีล ชนิดที่ว่าขยับตัวก็รู้ว่าศีลจะขาด ถาม : รอบที่ผ่านมาก็เฮฮาแล้ว กลัวรอบหน้าจะเฮฮากว่าเดิมครับ ตอบ : อย่าลืมว่าสมัยก่อนศีลครบถ้วนสมบูรณ์ทุกสิกขาบท พระท่านไปนิพพานกันนับไม่ถ้วน สมัยนี้ศีลเกี่ยวกับภิกษุณีก็ดี เกี่ยวกับการสร้างเครื่องใช้ไม้สอยก็ดี เราไม่จำเป็นต้องทำอย่างนั้นแล้ว เพราะว่าภิกษุณีไม่มี เครื่องใช้ไม้สอยต่างๆ ญาติโยมถวายให้ใช้พอเพียง เราได้กำไรมา ๖๐ - ๗๐ ข้อแล้ว ต้นทุนขนาดนี้ถ้ายังเอาดีไม่ได้ ก็เอาหัวโขกข้างฝาเถอะ..! อย่าลืมว่าในการบวชนั้น แรกๆ เราก็คือลูกชาวบ้าน รัก โลภ โกรธ หลงเต็มตัวเหมือนกัน แต่ว่าเปลี่ยนเครื่องแบบ เปลี่ยนกฎกติกาในการดำเนินชีวิตมา กว่าจะปรับให้คุ้นชินได้ก็นาน ฉะนั้น..ก่อนที่จะปรับให้คุ้นชินได้ จะเป็นตอนที่ลำบากที่สุด เพราะโลภะ ราคะ โทสะ โมหะ ไม่รอเราปรับ มันเข้ามาตลอด มีอย่างเดียวก็คือ ต้องดื้อสู้กับมัน อย่าลืมว่าโอวาทปาฏิโมกข์พระพุทธเจ้าท่านขึ้นต้นว่าอย่างไร ขันตี ปรมัง ตโป ตีติกขา ขันติ เป็นเครื่องประดับอย่างยิ่งของนักปราชญ์ คือไม่มีอะไรที่จะประดับนักปราชญ์ให้งามไปยิ่งกว่าความอดทน การสู้กับกิเลสมีอะไรที่ไม่ต้องทน ถามหน่อย ? ถ้าทนไม่ไหวก็สึกหาลาเพศ กระเด็นจากผ้าเหลืองไป หรือไม่ก็ยอมเลวหน้าด้านอยู่กับผ้าเหลือง มีเยอะแยะอีกเท่าไรก็ไม่รู้ แต่ว่าจะไปรู้เอาตอนตาย ซึ่งตอนนั้นก็แก้ตัวไม่ทันแล้ว ฉะนั้น...ครูบาอาจารย์ในอดีตท่านอดทนอดกลั้นมาตลอด จนกระทั่งประสบความสำเร็จ ต้องบอกว่าคนเกิดมาบุญไม่เท่ากัน บางทีต้นทุนเรามากกว่าท่านด้วย คำว่าต้นทุนมากกว่าท่าน ก็คือ ท่านไปหมดแล้ว แต่เรายังมีเวลาสะสมอีกนาน แต่สะสมดีหรือชั่วไม่รู้นะ แสดงว่าต้นทุนเราเยอะกว่า เมื่อต้นทุนเราเยอะกว่า ท่านทำได้เราต้องทำได้ แล้วก็บ้าลุยไปเลย ถาม : เอาต่ออีกรอบนะ ตอบ : เอาบ่อยๆ เอาหัวเป็นเขียงลับมีดไปเรื่อย เดี๋ยวพอมีดคมได้ที่ เราก็ได้ที่เหมือนกัน พระครูธรรมธรเล็ก สุธมฺมปญฺโญ ถาม-ตอบ ช่วงเย็น ณ บ้านอนุสาวรีย์ วันศุกร์ที่ ๑ มกราคม ๒๕๕๓ ที่มา : [url=http://www.watthakhanun.com/webboard/showthread.php?t=1501]ʹ _________________ http://talk.mthai.com/topic/101217#reply Mon, 22 Mar 2010 04:55:10 +0700 อดเข้าไว้ ทนเข้าไว้ 101217 at http://talk.mthai.com/ ผลของกรรมไม่ดี 10 ข้อ http://talk.mthai.com/topic/101216 ผลของกรรมไม่ดี 10 ข้อ อกุศลกรรมบททั้งสิบเหล่านี้ ถ้าหากผู้นั้นไม่ได้ลงนรก เมื่อมาเกิดเป็นมนุษย์แล้วจะได้รับสิ่งเหล่านี้ ได้แก่ ปาณาติบาต ผลของการฆ่าสัตว์ตัดชีวิต (รวมไปถึงการทำร้ายสัตว์ด้วยแม้ไม่ถึงตายก็ตาม)มี ๙ ประการ คือ ๑. พิการ ๒. รูปไม่งาม ๓. กำลังกายอ่อนแอ ๔. กำลังกายเฉื่อยชา ๕. เป็นคนขลาด ๖. ฆ่าตนเอง หรือถูกฆ่า ๗. โรคภัยเบียดเบียน ๘. ความพินาศของบริวาร กำลังปัญญาไม่ว่องไว ๙. อายุสั้น อทินนาทาน ผลของการลักทรัพย์ของผู้อื่น แม้เพียงเงินหนึ่งบาทมี ๖ ประการ คือ ๑. ด้อยทรัพย์ ๒. ยากจน ๓. อดอยาก ๔. ไม่ได้สิ่งที่ตนปรารถนา ๕. พินาศในการค้า ๖. ทรัพย์พินาศเพราะอัคคีภัย อุทกภัย ราชภัย โจรภัยเป็นต้น กาเมสุมิจฉาจาร ผลของการล่วงละเมิดในคนรักของผู้อื่น มี ๑๑ ประการ คือ ๑. มีผู้เกลียดชังมาก ๒. มีผู้ปองร้ายมาก ๓. ขัดสนทรัพย์ ๔. ยากจนอดอยาก ๕. เป็นหญิง (เป็นหญิงที่อับโชค) ๖. เป็นกระเทย ๗. เป็นชายในตระกูลต่ำ ๘. ได้รับความอับอายเป็นอาจิณ ๙. ร่างกายไม่สมประกอบ ๑๐. มากไปด้วยความวิตกห่วงใย ๑๑. พลัดพรากจากผู้ที่ตนรัก มุสาวาท ผลของการพูดเท็จ มี ๘ ประการ คือ ๑. พูดไม่ชัด ๒. ฟันไม่เป็นระเบียบ ๓. ปากเหม็นมาก ๔. ไอตัวร้อนจัด ๕. ตาไม่อยู่ในระดับปกติ ๖. กล่าววาจาด้วยปลายลิ้น และปลายปาก ๗. ท่าทางไม่สง่าผ่าเผย ๘. จิตไม่เที่ยงคล้ายวิกลจริต ปิสุณาวาท ผลของการพูดยุยงนินทา ให้ผู้อื่นรังเกียจ แตกสามัคคีรักใคร่กัน มี ๔ ประการ คือ ๑. ตำหนิตนเอง ๒. มักจะถูกลือโดยไม่มีความจริง ๓. ถูกบัณฑิตตำหนิติเตียน ๔. แตกมิตรสหาย ผรุสวาท ผลของการพูดเพราะความโกรธ การด่า ให้ผู้อื่นเจ็บปวดช้ำใจ หรือพูดหยาบให้เขาโกรธเคือง มี ๔ ประการ คือ ๑. พินาศในทรัพย์ ๒. ได้ยินเสียง เกิดไม่พอใจ ๓. มีกายและวาจาหยาบ ๔. ตายด้วยอาการงงงวย สัมผัปปลาปะ ผลของการพูดเพ้อเจ้อ เช่น การล้อเล่น ,พูดจาไม่มีประโยชน์, พูดเล่น พูดเรื่องหนัง เรื่องดารา เรื่องไม่มีเหตุผล ฯลฯ มี ๔ ประการ คือ ๑. เป็นอธัมมวาทบุคคล (เป็นคนพูดไม่มีสาระที่จะถือเอาได้) ๒. ไม่มีผู้เลื่อมใสในคำพูดของตน พูดอะไรก็ไม่มีใครเชื่อฟัง ถูกรังเกียจ ๓. ไม่มีอำนาจ เป็นคนต้อยต่ำ ๔. จิตไม่เที่ยง คือ วิกลจริต อภิชฌา ผลของความอยากได้ อยากมีในทรัพย์ของผู้อื่นมี ๔ ประการ คือ ๑. เสื่อมในทรัพย์และคุณงามความดี ๒. ปฏิสนธิในตระ***ลต่ำ ๓. มักได้รับคำติเตียน ๔. ขัดสนในลาภสักการะ ผลในปวัตติกาลของพยาบาท(ความเพ่งเล็ง คิดร้าย อยากให้ผู้อื่นเสียหาย - เช่นขอให้ตายไวไวเป็นต้น) มี ๔ ประการ คือ ๑. มีรูปทราม ๒. มีโรคภัยเบียดเบียน ๓. อายุสั้น ๔. ตายโดยถูกประทุษร้าย มิจฉาทิฏฐิ ผลของความเห็นผิด มี ๔ ประการ คือ ๑. ห่างไกลรัศมีแห่งพระธรรม ๒. มีปัญญาทราม ๓. ปฏิสนธิในพวกคนป่าที่ไม่รู้อะไร ๔. เป็นผู้มีฐานะไม่เทียมคน สุราเมรัย ผลของเสพสุราเมรัย มี ๖ ประการ คือ ๑. ทรัพย์ถูกทำลาย ๒. เกิดวิวาทบาดหมาง ๓. เป็นบ่อเกิดของโรค ๔. เสื่อมเกียรติ ๕. หมดยางอาย ๖. ปัญญาเสื่อมถอย สาธุ กรรมทางใจทีทำให้รวย กรรมทางใจที่ทำให้ร่ำรวยสูงสุด ให้ ของเหมือนกัน แต่ใจแตกต่าง ก็ให้ผลผิดกันได้ลิบลับ พระพุทธเจ้าจำแนกอาการของใจในขณะให้ไว้เป็นต่างๆ แต่ละอาการล้วนเป็นกำลังหนุนให้วิบากออกดอกออกผลเป็นความมั่งคั่ง หากใครให้ทานด้วยอาการของใจดังต่อไปนี้ครบถ้วนเป็นประจำสม่ำเสมอ ก็จะมีผลไพบูลย์สูงสุด ส่งผลเป็นความมั่งคั่งถึงที่สุดเท่าที่ทานนั้นๆจะอำนวย ๑) ให้ด้วยความศรัทธา คือมีความเลื่อมใสอยู่ก่อนว่าทานเป็นของดี เป็นของที่ให้ความสุขในปัจจุบัน และเที่ยงที่จะติดตามไปให้ความสุขแก่เราในอนาคต ทั้งนี้ไม่ได้หมายเอาอาการโลภแบบจำเพาะเจาะจงว่าขอให้รวยเท่านั้นเท่านี้ เมื่อนั่นเมื่อนี่ อาการทางใจเช่นนั้นไม่ใช่ศรัทธาในบุญ แต่เป็นการลงทุนของนักธุรกิจอย่างหนึ่งผู้ศรัทธาในการเอากำไรเข้าตัว หรือถ้าให้โดยปราศจากศรัทธา ให้อย่างเสียไม่ได้ ให้เพราะจำใจ ให้เพราะตามๆญาติมา แม้เกิดบุญขึ้นมากก็ไม่ได้เป็นกรรมสว่างสร้างภพแห่งความมั่งคั่งแต่อย่างใด และเมื่อมีนิสัยให้ด้วยความศรัทธาดีแล้ว ยังมีผลให้รูปร่างหน้าตาและผิวพรรณงดงามยิ่งอีกด้วย ๒) ให้ด้วยความเคารพ คือมีความรู้สึกอยู่ว่าการทำทานเป็นของสูง ไม่ใช่ของต่ำ จึงไม่ควรโยนให้หรือเสือกให้เหมือนเป็นของเหลือเดน การถวายทานแด่สงฆ์จัดเป็นการฝึกใจให้ทำทานด้วยความเคารพได้อย่างดี เพราะรู้สึกอยู่ว่าท่านใช้ชีวิตที่สะอาดสูงส่งกว่าเรา หรืออย่างน้อยพวกท่านก็นุ่งห่มจีวรอันเป็นธงชัยพระอรหันต์ สืบทอดพระศาสนาให้ต่อเนื่องไม่สาบสูญ ถ้าให้ทานโดยปราศจากความเคารพ ให้แบบโยนกระดูกลงพื้น ให้ด้วยความเหยียดหยาม หรือให้แบบแดกดัน แม้เกิดบุญขึ้นมากก็ไม่ได้เป็นกรรมสว่างสร้างภพแห่งความมั่งคั่งแต่อย่างใด และเมื่อมีนิสัยให้ด้วยความเคารพดีแล้ว ยังมีผลให้ดูเป็นคนน่าเลื่อมใสควรแก่การเชื่อฟังอีกด้วย ๓) ให้โดยกาลอันควร คือให้อย่างรู้จักความเหมาะสมกับสถานการณ์ในเวลาหนึ่งๆ เช่นเมื่อเห็นพระตาแดง ก็ขวนขวายเป็นธุระหายาหยอดตามาให้ท่าน เห็นวัดมีทางโคจรของพระที่เฉอะแฉะ ก็ร่วมแรงร่วมใจกันทำทางให้แห้งหรือเทปูนให้พวกท่านไปเลย ไม่ใช่เห็นท่านอยู่ปกติก็เอายาหยอดตาไปถวายขวดเดียวโดดๆด้วยความคิดว่าสัก วันหนึ่งท่านอาจจะตาแดง แต่ถ้าซื้อยาสามัญครบชุดไปถวายด้วยความคิดว่าเป็นหนึ่งในปัจจัย ๔ เผื่อไว้ว่าท่านอาจจำเป็นต้องใช้ อย่างนี้ถือว่าให้โดยกาลอันควร ถ้าให้ทานโดยปราศจากความเหมาะสมกับกาล แม้เกิดบุญขึ้นมากก็ไม่ได้เป็นกรรมสว่างสร้างภพแห่งความมั่งคั่งแต่อย่างใด และเมื่อมีนิสัยให้โดยกาลอันควรดีแล้ว ก็จะเป็นผู้ได้ของตามต้องการในเวลาไม่เนิ่นช้าอีกด้วย ๔) ให้ด้วยจิตอนุเคราะห์ คือให้ด้วยความปรารถนาจะช่วยผู้รับในเรื่องหนึ่งๆอย่างแท้จริง เช่นเมื่อเลือกซื้อยาสีฟันถวายพระ ก็หยิบเอายี่ห้อดีที่สุดที่เราทราบว่ามีคุณภาพในการรักษาเหงือกและฟัน โดยไม่เกี่ยงงอนเรื่องราคา อย่างนี้ถือว่าให้ด้วยจิตอนุเคราะห์ ถ้าให้ทานโดยปราศจากจิตคิดอนุเคราะห์ แม้เกิดบุญขึ้นมากก็ไม่ได้เป็นกรรมสว่างสร้างภพแห่งความมั่งคั่งแต่อย่างใด และเมื่อมีนิสัยให้ด้วยจิตคิดอนุเคราะห์ดีแล้ว ก็จะเป็นผู้มีรสนิยมดี เลือกใช้ของมาทำความเพลิดเพลินเจริญสุขอันเป็นไปด้วยกามคุณ ๕ ได้อย่างฉลาดอีกด้วย (ตรงนี้ขอให้สังเกตว่าบางคนเงินไม่ได้เนรมิตทุกสิ่งในชีวิตให้ดูดีโดย อัตโนมัติ บางคนมีเงินมากก็จริง แต่ไม่รู้จักร้านอร่อย ซื้ออาหารผิดสุขลักษณะ เลือกของแต่งบ้านไม่เป็น นั่งทำงานในที่สกปรกรุงรัง งกเสียจนแม้ข้าวของเครื่องใช้ผุพังก็ดันทุรังใช้ต่อ ในขณะที่บางคนมีทรัพย์สมบัติเพียงปานกลาง แต่ความเป็นอยู่ดูดีคุ้มเงินยิ่ง ฯ ๗๑ พระลาภวัต ธมฺมกาโม [url=http://www.bloggang.com/viewdiary.php?id=transportvehicle&month=06-2009&date=27&group=1&gblog=12] _________________ http://talk.mthai.com/topic/101216#reply Mon, 22 Mar 2010 04:54:18 +0700 สร้างกรรมดี ลดกรรมชั่ว 101216 at http://talk.mthai.com/ รู้สึกว่าตัวเองดีเมื่อไร ให้รู้ว่าตัวเองใกล้พังเต็มทีแล้ว http://talk.mthai.com/topic/101215 รู้สึกว่าตัวเองดีเมื่อไร ให้รู้ว่าตัวเองใกล้พังเต็มทีแล้ว ถาม : (พระหลวงตาถามปัญหา) ตอบ : หลวงตาครับ... อะไรบางอย่างที่มันเกิดขึ้นจริงๆ มันไม่ใช่เรื่องของเรานะ ถ้าหากว่าเรารับเข้ามา มันทำให้เราวุ่นวายเสียเปล่าๆ สำคัญที่สุด ต้องรักษาใจของเราให้ดี ทุกสิ่งทุกอย่างมันไม่มีใครผิด ไม่มีใครถูกหรอกครับ มันเป็นสมมติทั้งนั้น ทุกคนต่างเห็นว่าสิ่งที่ตนเองทำดีแล้วทั้งนั้น ถึงได้ทำ แต่จริงๆ แล้ว อาจดีแค่นั้น ถูกแค่นั้น ส่วนที่ดีกว่านั้น ถูกกว่านั้นยังมี เราต้องหาให้เจอ ที่อะไรล่ะ ? สิ่งที่บรรพชิตต้องพิจารณาเนืองๆ หลวงตาคงศึกษามา ที่บอกว่า กายวาจาใจ ที่ดีกว่าอย่างนี้ยังมีอยู่ เราต้องทำกาย วาจา ใจนั้น เราตัวติตัวเราเองโดยศีลได้หรือไม่ ? ผู้รู้ใคร่ครวญแล้วติเราโดยศีลได้หรือไม่ ? สิ่งทั้งหลายเหล่านี้เป็นสิ่งที่เราสมควรจะต้องทำ เรื่องอื่นมันจะเป็นอย่างไรก็ช่างมัน ถ้าตราบใดที่ เรายังหวังพึ่งพิงคนอื่นอยู่ ตราบนั้นเราก็ยังเดินเองไม่ได้ ยืนเองไม่ได้ คนอื่นจะเป็นแบบอย่าง จะเป็นบทเรียน จะเป็นสิ่งที่เราอาศัยเพื่อก้าวไปสู่จุดหมายสิ่งที่เราต้องการ ต่อให้เป็นกัลยาณมิตรที่เป็นครูบาอาจารย์ก็ตาม เพื่อนสหธรรมมิกก็ตาม สิ่งทั้งหลายเหล่านี้ เราอาศัยได้ระดับนี้เท่านั้น สุดท้ายก็ต้องอัตตาหิ อัตตาโน นาโถ ตนเป็นที่พึ่งของตนเอง เพราะฉะนั้นสิ่งต่างๆ ที่มันเกิดขึ้น บอกตรงๆ ว่าเรื่องของคนอื่นทั้งนั้น ไม่ใช่ของเรา ใครเขาจะมีความคิดอย่างไร ใครเขาจะมีความเห็นอย่างไร ก็ไม่ต้องไปฟุ้งซ่านตามเขา รักษาใจเราให้ดีก็พอ มันปกติของเราบางทีมันก็อดไม่ได้ใช่ไหม ? ถึงเวลามันก็ต้องคิดบ้างใช่ไหม ? ถาม : เข้าใจแล้วครับ ? ตอบ : ของเราเองก็ไม่ต้องไปใส่ใจมันหรอก ใครจะว่าอย่างไรก็ช่าง เรามีพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ เป็นที่พึ่งก็พอ เรื่องพรรค์นี้ต่างคนต่างความเห็น ต่างคนต่างความคิด ประเภทความเห็นไม่ตรงกัน สำหรับฆราวาสการพนันมันเลยเกิดใช่ไหม ? ของพระความเห็นไม่ตรงกันขัดคอกันมันก็มี อยู่สุขอยู่สบายเกินไป มันก็ไม่ใช่โลกสินะ คำว่าโลกนี้เป็นทุกข์ครับ อนิจจังไม่เที่ยง ทุกขังเป็นทุกข์ ไม่มีอะไรยึดถือมั่นหมายได้ ผมเองนอนป่วยอยู่โรงพยาบาล พอได้ข่าวก็เออ...มันชักจะไปกันใหญ่แล้วล่ะ ถาม : ..................................... ตอบ : มารเขาจะพยายามดึงเราออกจากความดี ทีละนิดๆ โดยเฉพาะเขาจะให้ความสามารถจนเรานึกไม่ถึง แต่มันไม่ใช่ความสามารถจริงๆ ของเรา มันเป็นความสามารถที่เขาให้ แล้วเขาจะดึงเราให้เป๋ไปจากพระธรรมวินัยไปทีละน้อยๆ โดยที่เราไม่รู้ตัว กว่าจะรู้ตัวก็เสร็จเขาไปแล้ว แล้วส่วนอื่นทั้งหมดจะเป็นลักษณะที่ว่า ทำเพื่อคนอื่น ทำเพื่อสงเคราะห์เขา ซึ่งเป็นจริตนิสัยของตัวเอง แต่ว่าลักษณะของการทำไปทำมาเขาจะชักให้เป๋ไปได้เอง คนเรามีวิสัยทางด้านไหน เขาก็จะเอาตัวนั้นแหละมาหลอก ส่วนนี้ต้องระวังให้มากๆ เชื่อตัวเองไม่ได้เด็ดขาด รู้สึกว่าตัวเองดีเมื่อไร ให้รู้ว่าตัวเองใกล้พังเต็มทีแล้ว สมัยก่อนผมเคยเตือนท่านทีหนึ่ง จนท่านไม่อยากดูหน้าคน หนีเข้าป่าไปเลย แล้วลูกศิษย์ไปตามออกมาใหม่ ตามออกมาใหม่ก็ตั้งท่าได้อยู่ระยะหนึ่ง ระวังไว้แล้วก็เผลอเสร็จไปอีก แต่แหม... พระเขาก็ทำรุนแรงกัน แล้วผมมารู้ทีหลัง ว่าเขามาอ้างชื่อผมด้วย ไปกันใหญ่ เรานอนป่วยอยู่โรงพยาบาลแท้ๆ กลายเป็นหัวหน้าทีมไปได้อย่างไรก็ไม่รู้ เอาเถอะ เราทำมาขนาดนี้แล้ว ถ้าบางอย่างมากระทบแล้วเราท้อถอย มันจะเสียประโยชน์ไปเปล่าๆ ฉะนั้นก็ทำตัวเหมือนบ้านว่างๆ ไม่มีหลังคา ไม่มีข้างฝา ขว้างมามันก็เลยไปหมด ถ้ามีข้างฝา มีหลังคา เสียงมันปึงปัง เราก็รู้สึกไปกระทบ สมัยก่อนผมทำ นั่งกำหนดใจเหมือนกับอยู่ในห้องว่างๆ ไม่ว่ารูป รส กลิ่น เสียง ไม่ว่าอะไร ไม่รับทั้งนั้นแหละ ทำเหมือนบ้านว่าง ไม่มีให้ขว้างหรอกครับ หลังคาก็ไม่มี ข้างฝาก็ไม่มี มันเลยไปหมด พอทำๆ แล้วก็ เออ... ดีเหมือนกันแฮะ มันไม่ต้องไปรับแรงกระทบของใคร ถาม : แล้วถ้ามีใครมาถาม ? ตอบ : ไม่ควรยุ่งเลยครับ คือในระหว่างนั้นนี้ ต่างคนต่างทำ ถ้าเราไปเข้าข้างใครก็จะกลายเป็คนผิดในสายตาของอีกคนหนึ่ง นิ่งไว้เสียดีกว่า นานๆ ไปอะไรจะชัดเจนขึ้น ในช่วงนั้นถ้าเราไปใส่อารมณ์ตามใคร มันจะขาดทุนทั้งขึ้นทั้งล่อง โอกาสที่ถูกมันน้อย เรื่องของทิฐิความเห็นนี่พูดยาก ดูที่ตัวแก้ที่ตัว ดูแค่นั้น ดูผิดที่เมื่อไรก็ลำบาก จำไว้ว่าเรื่องของคนอื่นเป็นเรื่องของโลกทั้งหมด เราแก้ไขโลกไม่ได้ เราต้องดูที่ตัวแก้ที่ตัว แก้ไขโลกมันเกินกำลังไป ดีชั่ว ใครทำ คนนั้นรับ ถ้าหากว่าเขาไม่ละอายชั่วกลัวบาป เขาสามารถทำของเขาได้ เราเองก็ถอยห่างออกมา แต่ขณะเดียวให้ดูว่าตัวของเราเองเป็นอย่าง ไร มีความดีส่วนไหนที่ควรจะเร่งทำ มีความชั่วส่วนใหญ่ที่เราจะละให้หมดไป ให้ตั้งหน้าตั้งตาแก้ไขตรงจุดนั้น ดูที่ตัวเอง แก้ที่ตัวเอง อัตตา โจทะยัตตานัง กล่าวโทษโจทย์ตัวเองอยู่เสมอๆ อย่าเข้าข้างตัวเอง ให้เห็นอยู่เสมอว่าจริงแล้วๆ ที่เกิดขึ้นนั้น เราเป็นคนผิด ถ้ามันหาจุดผิดไม่ได้ก็ ผิดตั้งแต่เกิด มาแล้ว อยากเกิดมาเอง รับยากเหมือนกัน ถ้าไม่เกิดมามันไม่เจอหรอก ไม่รู้จะโทษใคร โทษตัวเองสบายใจที่สุด สนทนากับพระเล็ก สุธมฺมปญฺโญ เดือนตุลาคม ๒๕๔๕ ณ บ้านอนุสาวรีย์ฯ _________________ http://talk.mthai.com/topic/101215#reply Mon, 22 Mar 2010 04:53:06 +0700 คนกึ่งดี กึ่งเลว 101215 at http://talk.mthai.com/ กรรม นี่ มีจริงใช่มั๊ย http://talk.mthai.com/topic/101144 เมื่อก่อนเรานิสัยไม่ดีเลยชอบเล่นกับความรู้สึกคนอื่น คิดว่ามันก็แค่เรื่องสนุก  สนใจก็ทำให้รัก พอเบื่อก็บอกเลิกเลย รถไฟชนกันฉันก็เฉย ๆ ปล่อยให้เค้าทะเลาะกันไปเอง จนเพื่อนเราเคยพูดว่า  ระวังเถอะทำกับคนอื่นไว้มาก เจอเข้ากับตัวเองจะรู้สึก ตอนนั้นเราเฉย ๆ มั่นใจว่า ฉันไม่มีทางรักใคร  ถ้ารู้ว่าเค้าไม่รักก็เลิก แค่นั้น จบ   แต่เอาเข้าจริงไม่ใช่นะ  แล้วฉันก็มีโอกาสฉันอกหัก  ครั้งแรกจากผู้หญิง  ก่อนที่เราจะรักผู้หญิงด้วยกันเราพูดคำหนึ่งว่า พวกที่รักผู้หญิงด้วยกันนี่  รักเข้าไปได้ยังไง  ขยะแขยงว่ะ และไม่กี่เดือนหลังจากนั้นเราก็รู้เลย เวลามันรักผู้หญิงด้วยกัน มันไม่สนใจเรื่องเพศหรอก รู้แค่ว่ารัก  และรักมาก  แต่ไม่มานมันก็จบลง จากเพื่อนคนหึ่งที่พูดขึ้นว่า - ปลาทอง เค้าเป็นแฟนเพื่อนนะ ปลาทองอย่าแย่งแฟนเพื่อนสิ - นั่นแหล่ะ  ฉันฟังทั้งตกใจ  เพราะถึงฉันจะนิสัยไม่ดี  แต่ที่ไม่ทำอย่างหนึ่งคือแย่งแฟนคนอื่น  ยิ่งเป้นเพื่อน  ฉันเลยรู้ว่าเค้าเคยเป็นแฟนกับเพื่อนสมัยมัธยมของฉัน เค้าสองคนเรียนด้วยกัน แต่ฉันไม่รู้ ฉันร้องไห้อยู่ตั้งหลายเดือน  นั่นเป้นครั้งแรกที่อกหัก ครั้งที่สองห่างกันไม่นานฉันก็ได้รู้จักกับน้องชายเพื่อน  ซึ่งฉันเคยพูดกับเพื่อนอีกคนที่ถูกรุ่นน้องหักอกว่า  ร้องไห้ให้มันทำไม มันก็แค่เด็ก  แล้วฉันก็เจอรุ่นน้องคนนี้ ที่ต่อมาเค้าก็ทำให้ฉันเสียใจ  อกหัก กับคำว่า  -ไปเลย จะไปไหนก็ไป  อย่ามาให้เห็นหน้าอีก ไม่อยากได้ยินชื่อ ไม่อยากได้ยินเสียง  ไม่อยากเห็น-   ซึ่งตอนนั้นฉันไม่รู้ว่าฉันทำผิดอะไร ฉันร้องไห้ เสียใจ มันแค้น จนเป็นปีกว่าจะรู้ว่าที่เค้าเกลียดฉันเพราะมีคนไปใส่ความว่าฉันคบเค้าไว้ใช้ แถมฉันยังคบกับเพื่อนเค้าอีก  ซึ่งฉันเองไม่มีโอกาสแก้ตัวเลย ครั้งที่สาม  ผู้ชายรุ่นพี่  ที่รักฉันมาก  รักฉันแทบเป็นแทบตายอยู่สามปี  จนเค้าต้องไปทำงาน อยู่ห่างกันสองปีแรกเค้ายังเหมือนเดิม แต่พอขึ้นปีที่สามเค้าเริ่มเปลี่ยนไป และฉันก็ต้องเสียใจอีกครั้งจัได้ว่าเค้านอกใจมีคนอื่น และที่เสียใจที่สุดคือที่เค้าบอกว่า เค้ารักผู้หญิงคนนั้นเท่าฉัน ฉันไม่รู้ว่านี่เป็นเวรกรรมรึเปล่าที่ฉันต้องวอกหักติดต่อกัน หรือเพราะฉันนิสัยของฉัน ทำตัวเอง  ใคร ๆ ก็ว่าฉันเย็นชา  ใจร้าย พูดจาขวานฝ่าซาก ถ้ารัก ก็บอกตามตรงว่ารัก พอเบื่อก็บอกตามตรงว่าเบื่อ  บางคนอาจจะคิดว่าผิด แต่ฉันแค่คิดว่าฉันก็แค่ไม่อยากโกหก ถ้าฉันมีคนอื่น ฉันก็ยอมรับว่ามี    http://talk.mthai.com/topic/101144#reply Sun, 21 Mar 2010 17:29:06 +0700 แป้ง 101144 at http://talk.mthai.com/ เพราะอย่างนี้เราจึงควรขอขมาพระรัตนตรัยบ่อยๆ...!!! http://talk.mthai.com/topic/101044     การขอขมาพระรัตนตรัย เราไม่รู้ว่า ในอดีต ทั้งในอดีตชาติที่ล่วงมาหลายภพชาติ จนถึงปัจจุบัน เราได้เคยปรามาส ล่วงเกินพระรัตนตรัย พระธรรม พระอริยเจ้าผู้ทรง  คุณธรรมสูง ด้วยความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ไว้บ้างหรือไม่ เราได้เวียนว่ายตายเกิดมาหลายชาติจนนับไม่ถ้วน และไม่รู้ว่าเคยได้ล่วงเกินปรามาสใครไปบ้างหรือไม่ เพราะกรรม การกระทำที่ทำแล้วต่อพระอริยเจ้า ผู้มีคุณธรรมสูง ถ้าเป็นกรรมดี ย่อมส่งผลดีมหาศาลและรวดเร็ว แต่ถ้าเป็นกรรมชั่ว ย่อมให้ผลเป็น ความทุกข์มากและยาวนาน ผลจากเศษกรรมที่อาจได้รับในชาติปัจจุบัน เช่น การศึกษาไม่ก้าวหน้า เรียนไม่รู้เรื่อง ความรู้ไม่เข้าหัว การทำมาหากินเป็นไปด้วย ความยากลำบาก งานไม่ก้าวหน้า ตกงาน ครอบครัวแตกแยก ถูกข่มเหง หรือ ทุกข์จนอยากฆ่าตัวตาย หาทางออกในชีวิตไม่ได้ ดังนั้นเราจึงควรขอขมาพระรัตนตรัยบ่อยๆเพื่อให้จิตของเราได้ขอขมาท่าน และคลายจากกรรมที่ไม่ดี การทำบารมีใหม่ จะง่ายขึ้น ไม่ติดขัดทั้งทางโลกทาง ธรรม   คนที่ปรามาสพระรัตนตรัย ปฏิบัติธรรมไม่สำเร็จ การขอขมาฯ ด้วยใจ ควรกระทำต่อหน้าพระประธานในโบสถ์ หรือหน้าเจดีย์บรรจุพระบรมสารีริกธาตุสามารถทำ ได้ แต่เมื่อขอขมาแล้วต้องไม่ละเมิดอีก ดร.สนอง วรอุไร กัลยาณธรรม ..คำถาม-คำตอบ ดร. สนอง ที่มหาวิทยาลัยศิลปากร     ผู้ถาม เรื่องพระอริยเจ้าก็มีอยู่นิด คือว่าการปรามาสพระอริยเจ้าด้วยเจตนาก็ตาม ไม่เจตนาก็ตาม โมโหด้วยความตั้งใจก็ตาม อยากเรียนถามว่า จะมีกรรมมากไหมครับ? หลวงพ่อ ก็ลงนรก! ด้วยเจตนาก็ตาม ไม่ เจตนาก็ตาม ลงเหมือนกัน! ผู้ถาม ไม่ต้องสอบสวนหรือครับ? หลวงพ่อ ไม่ต้องสอบ สบาย...ก็ไม่ยากก็ไปขอขมาต่อพระพุทธเจ้าเสียซิ ถ้าไม่พบพระพุทธเจ้าก็พระพุทธรูป จาก พระอริยะบุคคล - PaLungJit.com       คำขอขมาพระรัตนตรัย (ขอขมาต่อพระพุทธรูปแทนองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า) นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสะฯ (ว่า 3 จบ) สัพพัง อะปะราธัง ขะมะถะ เม ภันเต อุกาสะ ทวารัตตะเยนะ กะตัง สัพพัง อะปะราธัง ขะมะถะ เม ภันเต อุกาสะ ขะมามิ ภันเตฯ หากข้าพระพุทธเจ้า ได้เคยประมาทพลาดพลั้ง ล่วงเกินต่อพระรัตนตรัย อันมีพระพุทธเจ้าทุกๆ พระองค์ พระปัจเจกพุทธ เจ้าทุกๆ พระองค์ พระธรรม และ พระ อริยสงฆ์ทั้งหลาย ในชาติก่อนก็ดี ชาตินี้ก็ดี ด้วยทางกาย หรือวาจาก็ดี และด้วยเจต นา หรือ ไม่เจตนาก็ดี รู้เท่าไม่ถึงการณ์ก็ดี ขอองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธ เจ้า ทุกๆ พระองค์ พระปัจเจกพุทธเจ้าทุก ๆ พระองค์ พระธรรม พระอริยสงฆ์ทั้งหลาย และผู้มีพระคุณทุกท่าน ได้โปรดอดโทษ ให้แก่ข้าพระพุทธเจ้า ตั้งแต่บัดนี้ เป็น ต้นไป ตราบเท่าเข้าสู่พระนิพพาน ด้วยเทอญ   ที่มาจาก www.dhammakid.com http://talk.mthai.com/topic/101044#reply Sat, 20 Mar 2010 20:49:23 +0700 keroky 101044 at http://talk.mthai.com/ ช่วยผมด้วย ชีวิตต่ำสุดแล้วครับ http://talk.mthai.com/topic/100996 ผม อายุ 35 มีเมียแล้ว ขอใช้คำว่า แฟนน่ะครับ.. คือผมกับแฟน อยู่กันมา 8 ปี แล้ว ไม่ได้แต่งงาน แต่ผูกข้อไม้ข้อมือ แล้ว ไม่มีลูก เรามีปัญหากันมา ตลอด หลายๆปีหลังเธอ ไม่ทำงาน ทำๆออกๆ อยู่ตลอด ตลอดเวลาที่ อยู่กันมา แกงถุง กับข้าวนอกบ้าน เธอทำกับข้าวไม่เป็น.. เราเช่าห้องอยู่ไมได้ เป็นบ้าน. ผมไปชอบน้อง คนนึงเข้า โดยบังเอิญ น้องเค้าอายุประมาณ 27 ปี ผมชอบน้องเค้ามาก ทำงานคล้ายกๆกัน เลยหาเบอร์โทรได้ไม่ยาก โทรไปหา น้องเค้าจำผมไม่ได้ ผม พยามยาม จนได้เจอน้องเค้าอีก  จนรู้ว่า น้องเค้าอยุ่คนเดีว เช่าบ้านอยู่ พ่อแม่อยู่ต่างจังหวัด คุยกันไป คุยกันมา นานพอสมควร จนเราเป็นแฟนกัน ผมบอกน้องเค้าว่า ผมไม่มีเมีย เพราะเลิกกันแล้วเค้าเลยตกลง เป็นแฟนผม พาผมไปเที่ยวบ้าน เจอพ่อแม่ ผมพาน้องเค้าไปเที่ยวบ้านผม ด้วย ได้เจอ พ่อแม่ ที่ต่างจังหวัด. ผม ตั้งใจ จะ ตกแต่งงานกับน้องคนนี้ ผมมีความสุขมาก ที่ได้ อยู่ด้วย มันสบายใจอย่างบอกไม่ถูก ตลอด 8 ปี ที่อยู่กับแฟน ผมไม่เคยนอกลุ่นอกทาง นี่เป็นครั้งแรก ทั้งๆที่น้องเค้าไม่ใช่คนสวยอ่ะไร แรกๆ คิดว่า ทำอะไรไม่เป็นดู เหมื้อนออกแนวคุณหนู แต่ น้องเค้าทำกับข้าวกินเอง ซักผ้าเอง รีดเอง ซักมือ ไม่ได้ ใช้เครื่อง บางที ชวนไป กินข้าวที่ร้าน น้องเค้าถามอยากกิน อะไร พอบอกไป เค้าว่าที่ร้านอ่ะ แพง ทำกินเองก็ ได้ ... ทำให้รู้สึกถึงความแตกต่าง ผมพยายาม บอกเหตุผลกับแฟน เรื่องที่จะเลิกกัน แต่เค้าไม่ยอมท่าเดียว เค้าบอกผม ว่า เลิกก็ ได้ แต่ ต้องไปแต่ตัว .ผมยอมไป แต่ตัว ไม่เอาอะไรไปสักชิ้น เค้าก็ อาละวาด แต่ผมไม่ได้ บอกว่า ผมมี น้องเค้า. น้องเค้าไม่ค่อยโทรหาผม ส่วนใหญ่ ผมจะโทรหา.. และที่สำคัญ ตอนนี้ น้องเค้าท้องแล้วผม จะรับผิดชอบเต็มที่ .. แต่ ความแตกซะ ก่อน อยู่ๆน้องเค้าก็ โทรหาผม เพราะน้องเค้าแพ้ท้อง หนัก แฟนผมรับ ผมเลยโดน ชุดใหญ่ หัวแตก ดั้งจมูกหัก .. ผมยืนยันจะ ไปคุยกับพ่อแม่ น้องเค้า เพื่อคุยเรื่องแต่งงาน แต่ แฟนผม ให้ผม พาน้องเค้าไปเอา เด็ก ออก แล้วเค้าจะให้ อภัยให้ผม กลับมาอยู่ด้วยกัน สัณญาจะทำงาน ทำตัวดีๆ เริ่มต้นใหม่.. น้องเค้าพอรู้ ว่าผมมีเมีย เค้าไม่คุยกับผม ไม่เคยโทรมาอีก มีแต่ แฟนผม ตามไป อาละวาดที่ทำงาน ไปด่า เค้าที่หน้าบ้าน จนน้องเค้าต้องย้ายบ้านหนี .. ผมเคลียด จนแทบบ้าตาย ทางนี้ก็ ไม่จบ ทางน้องเค้าผม ก็ ห่วง งานการทำแทบไม่ได้ นอนก้ ไม่หลับ เคลียด ครับ ยอมรับว่าเคลียดมาก ผมเคย เลิกกับแฟน แบบจริงจังมา 3 ครั้งแล้ว ก็มาอยู่ด้วยกันอีก  เลิกกันโดยที่ผมไม่ผิดอะไร แต่เค้าอยากไป อยู่เค้าก็ ถามมีใคร หรือยัง พอบอกไม่มีเค้าก็ มา ผมก้ ไม่ว่าอะไร แต่คราวนี้ ผมตัดสินใจแล้ว . แต่น้องเค้า ก็ บอกให้ผมกลับไปอยู่กับแฟน ลูกคนเดียว เค้าเลี้ยงได้ แต่อย่ามา ข้องเกี่ยวกับข้องอีก อย่ามาถามหาลุก ห้ามไปที่บ้านพ่อแม่ เค้า. น้องเค้า ก็ บอกแฟนผม แบบนี้ ผมตกลงกับพ่อแม่ของน้องเค้าว่า ผมจะจัดการปัญหา ให้จบ แล้ว จะแต่งงานกับน้องเค้า พ่อแม่ น้องเค้าก็ ให้โอกาศผม ทำให้มัน จบ แต่ถ้า เลือก ทางโน้นก้ ขออย่าให้ มาวุ่นวายกับน้องเค้า หรือ มาอ้างความเป็นพ่อเด็ก ให้ต่างคนต่างอยู่กัน ซ่ะ . ผมจะทำยังไงดี ตอนนี้ผม ยังอยู่กับแฟนที่ห้องพักเดิม อยู่ด้วยความกังวล  กับการพูดจากเสียดสี บางทีก็ ดี บางทีก็ ร้าย ผมควรทำไงดี... ตกลง ว่าจะส่งเสียให้แฟนทุกเดือนจนหว่าเค้าจะได้งานทำ ผมจะไปแต่ตัว ให้เค้าเดือนละ 3 พัน ค่าห้องผมก็ จะจ่ายให้ รถก้ให้ ให้ทุกอย่าง ยังไม่พอใจ จนผมอยาก หนีไปเอง ไปคนเดียว ไม่เอาใครสักคน แต่ ผมอยากเห็นหน้าลูก มีทางเลือกให้ผม มั้ยครับ   http://talk.mthai.com/topic/100996#reply Sat, 20 Mar 2010 13:47:54 +0700 พ่อของลูก 100996 at http://talk.mthai.com/ "พลังที่มีอำนาจมากที่สุดในจักรวาล" http://talk.mthai.com/topic/100939 พลังที่มีอำนาจมากที่สุดในจักรวาล   โดย -  อ. ดร. บุญเลิศ  สายสนิท  A.M.D., M.H.A., P.M.T., C.Ht  ถ้าผมเอ่ยนามชาวต่างชาติที่มีชื่อเสียงระดับโลกท่านหนึ่งขึ้นมา  ท่านจะรู้จักทันที  แต่ท่านรู้จักเพียงแต่ชื่อและเห็นภาพท่านเท่านั้น  เพราะท่านเสียชีวิตไปนานแล้ว  ท่านผู้นี้คือ  อัลเบิร์ท  ไอสไตน์  (Albert  Einstein)    ท่านกล่าวว่า  “จินตนาการเป็นพลังอำนาจสร้างสรรค์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในจักรวาล”   (Imagination is the greatest creative force in the universe)   ทำไมนักวิทยาศาตร์ท่านนี้จึงกล่าวเช่นนี้    ขอให้เรามาดูคำพูดที่ว่า  “พลังอำนาจสร้างสรรค์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุด”  กับคำว่า  “จินตนาการ”   ทำไมท่านไม่กล่าวถึง  การศึกษา  หรือ  เงิน  หรือ โชควาสนา    นักเขียนหรือนักประพันธ์ผู้มีชื่อเสียงที่ยิ่งใหญ่อีกผู้หนึ่ง  ซึ่งเป็นผู้เขียนหนังสือเล่มหนึ่งขื่อว่า  “คิดแล้วร่ำรวย”   (Think and Grow Rich)  เป็นหนังสือที่ขายดีอันดับหนึ่งของโลก   ท่านกล่าวว่า  “จินตนาการเป็นพลังอำนาจที่น่าพิศวงมหัศจรรย์อย่างประหลาดที่สุดที่โลกเคยรู้จัก”   ท่านผู้ที่กล่าวถ้อยคำนี้ก็คือ  นโปเลียน  ฮิล  (Napoleon  Hill)   ท่านผู้นี้เคยเป็นที่ปรึกษาแก่ประธานาธิบดีของสหรัฐถึง  2  ท่านด้วยกัน  เป็นผู้ที่ได้รับคำแนะนำจากอาจารย์ของท่านคือ  แอนดรู  คาร์เนกี  (Andrew  Carnegie)    ซึ่งเป็นผู้สอนคนให้รู้วิธีที่จะมั่งคั่งร่ำรวยและสานความฝันให้เป็นความ จริง   มีบุคคลสำคัญ บุคคลที่ยิ่งใหญ่ทั่วโลกได้ขอบคุณเขา  ช่วยพวกเขาได้วิธีคิดที่พัฒนาศักยภาพเขาให้ร่ำรวยได้อย่างสมความปรารถนา  ท่านยังได้ช่วยบุคคลเหล่านี้ประสบความสำเร็จเช่นเดียวกันกับ  วู๊ดโรว์  วิลสัน (อดีตประธานาธิบดีสหรัฐ)  จอร์จ  อีสท์แมน  (ผู้ก่อตั้งบริษัทโกดัก) และมีผู้อื่นอีกมากที่ได้ประสบความสำเร็จจากคำสอนของท่าน  การจินตนาการเป็นพลังอำนาจที่สามารถนำพาท่านไปพบเห็นสถานที่หรือสิ่งต่าง ๆ ที่ท่านยังไม่เคยเห็นและยังไม่เคยไปมาก่อนเลย  เฮนรี่  ฟอร์ด  (Henry  Ford)  มีความไว้วางใจในเรื่อง   การจินตนาการและความเชื่อ   และ  วอลท์  ดิสนี่ย์  (Walt  Disney)   กล่าวว่า  ถ้าเขาไม่ได้เห็นภาพ ดิสนี่แลนด์ ในจิตของเขา  บุคคลอื่น ๆ ในโลกนี้ก็คงไม่ได้เห็นดิสนี่แลนด์ (Disneyland) ด้วยเช่นกัน    แม้แต่  บิลล์  เกทส์  (Bill  Gates)  ก็ใช้ การจินตนาการ ต่อสินค้าที่เขาผลิตขึ้นมา  บุคคลที่ประสบความสำเร็จส่วนมากแล้วล้วนมีจินตนาการที่แจ่มชัดทำให้ความฝัน ของเขาเป็นความจริงขึ้นมาได้อย่างอัศจรรย์  จักรวาลจะช่วยให้ท่านได้รับประสบการณ์ดังจินตนาการของท่านไม่ว่าสิ่งนั้น ๆ จะเป็นอะไร    ดังคำปราชญ์กล่าวไว้ว่า  “บุคคลใดคิดเช่นใด  ก็จะได้และเป็นเช่นนั้น”    ชีวิตของเรามักจะเป็นไปตามจิตที่คิด หรือเป็นไปตามจิตที่สร้างภาพขึ้นให้เห็นวิธีดำเนินชีวิต  การเรียน  การทำงานหรือการทำธุรกิจ  ซึ่งจะเป็นไปตามความคิดหรือจินตนาการของเราทั้งสิ้น   ประสบการณ์จากความคิดของท่านเองจะเป็นเครื่องชี้บอกว่า  สิ่งใดที่ควรจะเลือกรับไว้  และสิ่งใดที่ควรจะละเว้นและขจัดตัดออกไป  ท่านรู้ได้ด้วยตัวของท่านเอง    ตาม ความเป็นจริงแล้ว  ในอดีตที่ผ่านมา  ไม่ว่าจะเป็นความผิดพลาด  ความสูญเสีย  ความผิดหวัง  และความล้มเหลว  ล้วนแล้วตัวของเราเองเป็นผู้เลือกรับเลือกทำและเลือกมีเองทั้งสิ้น  เราจะไปโทษใครไม่ได้  ตรงกันข้าม  อดีตที่ท่านสมหวัง  ประสบความสำเร็จ  ก็เป็นเพราะท่านเลือกเองทั้งสิ้นด้วยเช่นกัน    ความคิด  ภาพนิมิตรและความฝันของท่าน   ไม่ว่าจะเป็นอะไรหรือสิ่งใด ๆ  พอจะเป็นการพยากรณ์ได้ว่า  ท่านจะมี  จะได้  จะเป็น สักวันหนึ่งในอนาคตอย่างแน่นอน   พฤติกรรมของความคิด  และการกระทำของท่าน  ในปัจจุบัน  เป็นสิ่งบ่งบอกถึงสิ่งที่ท่านจะประสบในอนาตตอย่างแน่นอน     มีหลายสิ่งมากมายที่มีอิทธิพลต่อความคิดและการจินตนาการของท่าน  - ความกลัวในอดีต  ความประหม่าตื่นเต้น  การขาดความรู้ความเข้าใจชีวิตของตนเองและผู้อื่น  ขาดการตั้งเป้าหมายในชีวิต  ต่อไปนี้  ให้ท่านปรับเปลี่ยนความคิด   ปรับเปลี่ยนจินตนาการ  ปรับเปลี่ยนวิถีการดำเนินชีวิต  โดยหยุดพฤติกรรมใด ๆ ที่ทำให้ผิดพลาด  ทำให้ผิดหวัง  ทำให้ล้มเหลว และทำให้สูญเสีย  มาสร้างจินตนาการ  การดำเนินชีวิตเสียใหม่  สลัดทิ้งพฤติกรรมเก่า ๆ  ที่ล้วนแต่ไม่ดีทั้งหลายให้หมดสิ้นไป   เริ่มคิดใหม่  คิดบวก  คิดดี  คิดสร้างสรรค์  คิดพัฒนาตนให้เป็นผู้รักความเจริญก้าวหน้า  มุ่งทำงานหรือธุรกิจที่ตนเองชอบและรัก  ด้วยความขยันหมั่นเพียร  ด้วยความอดทน  ก้าวไปข้างหน้าโดยไม่หยุด  ทำตามแผนการณ์หรือแผนงานของเป้าหมายที่ได้กำหนดไว้  ต้องก้าวไปให้ถึงหลักชัยแห่งความสำเร็จให้ได้  โดยปราศจากความย่อท้อ  การผลัดวันประกันพรุ่ง   โดยคิดถึงด้วยความขยันหมั่นเพียร  ด้วยความอดทน  ก้าวไปข้างหน้าโดยไม่หยุด  ทำตามแผนการณ์หรือแผนงานของเป้าหมายที่ได้กำหนดไว้  ต้องก้าวไปให้ถึงหลักชัยแห่งความสำเร็จให้ได้  โดยปราศจากความย่อท้อ  ไม่ผลัดวันประกันพรุ่งอีกต่อไป  http://www.hypnoticquality.com  http://talk.mthai.com/topic/100939#reply Sat, 20 Mar 2010 00:54:43 +0700 qvpop 100939 at http://talk.mthai.com/