MThai Talk http://talk.mthai.com/section/lifestyle This is a discussion board for mthai people en การตำหนิติเตียนผู้อื่น http://talk.mthai.com/topic/64878 การตำหนิติเตียนผู้อื่น โดย หลวงปู่มั่น ..คติธรรม.. การตำหนิติเตียนผู้อื่น ถึงเขาจะผิดจริงก็เป็นการก่อกวนจิตใจตนเอง...ให้ขุ่นมัวไปด้วย ความเดือดร้อนวุ่นวายใจที่คิดตำหนิผู้อื่น...จนอยู่ไม่เป็นสุขนั้น นักปราชญ์ถือเป็นความผิดและบาปกรรม...ไม่มีดีเลย จะเป็นโทษให้ท่านได้สิ่งไม่พึงปรารถนา...มาทรมานอย่างไม่คาดฝัน การกล่าวโทษผู้อื่นโดยขาดการไตร่ตรอง เป็นการสั่งสมโทษและบาปใส่ตนให้ได้รับความทุกข์ จึงควรสลดสังเวชต่อความผิดของตน งดความเห็นที่เป็นบาปภัยแก่ตนเสีย ความทุกข์เป็นของน่าเกลียดน่ากลัว แต่สาเหตุที่ทำให้เกิดทุกข์ ทำไมพอใจสร้างขึ้นเอง โดย หลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต ที่มา :จากหนังสือ ขันธะวิมุติสะมังคีธรรมะ http://talk.mthai.com/topic/64878#reply Sat, 04 Jul 2009 05:22:15 +0700 ไม่ติ ไม่เตียน 64878 at http://talk.mthai.com/ คน ทั้งโลก ลืมไปแล้วจริง จริง ว่า ....** http://talk.mthai.com/topic/64729 คน ทั้งโลก ลืมไปแล้วจริง จริง ว่า ....** ลืมกันไปแล้วหรือว่า เกิดมาแล้วควร สำรวม กรรม 3 ประการ กายกรรม วจีกรรม มโนกรรม ลืมกันไปแล้วหรือว่า ควรพิจารณา พระธรรม อันแสดงถึง อริยสัจ 4 ประกอบด้วย ทุกข์ ควรรู้ สมุทัย เหตุแห่งทุกข์ ควรละ นิโรธ การดับทุกข์ ควรแจ้ง คือนิพพาน มรรค วิธีปฏิบัติให้พ้นทุกข์ ควรเจริญ พิจารณาความไม่เที่ยงของรูปนาม ซึ่งเป็นไปตามกฏไตรลักษณ์ เกิดขึ้น ตั้งอยู่ และดับไป เพื่อมิให้ต้องมาเวียนว่ายตายเกิดอีก �š�ä�����ٻ�Ҿ��� Google ����Ѻhttp://www.palungjit.com/buddhism/gallery/data/541/medium/Bhudda1.jpg http://talk.mthai.com/topic/64729#reply Fri, 03 Jul 2009 09:48:13 +0700 ลืมโลก โขกสับ 64729 at http://talk.mthai.com/ วิธีเยี่ยมคนป่วย http://talk.mthai.com/topic/64711 วิธีเยี่ยมคนป่วย ถาม: หากเราต้องไปเยี่ยม หรือไปดูแลญาติที่ป่วยหนัก เราควรจะดูแล หรือให้กำลังใจเขาอย่างไรดี ตอบ : ขอตอบรวมทั้งผู้ป่วยหนักและป่วยไม่หนัก โดยแบ่งผู้ป่วยออกเป็น ๒ กรณี คือ ผู้ป่วยซึ่งไม่สนใจธรรมะเลย และผู้ป่วยที่สนใจธรรมะ เข้าวัดปฏิบัติธรรม ตักบาตร รักษาศีล สวดมนต์ภาวนาเรื่อยมากรณีที่ ๑. ผู้ป่วยไม่เคยสนใจธรรมะมาก่อน ถ้าเขาป่วยหนัก จะได้กลับบ้านหรือไม่ได้กลับบ้านก็ไม่รู้ อย่างนี้หากปล่อยเขาไป ถ้าเขาต้องเสียชีวิตไป ในครั้งนี้ คงไปไม่ค่อยดี เพราะในเมื่อเขาไม่สนใจธรรมะ บุญก็ไม่ทำ บาปกรรมก็แถมยังสร้างอีกด้วย ซึ่งพระพุทธองค์ ตรัสไว้ชัด ใครที่ใจขุ่นมัวแล้วละโลก ก็จะไปไม่ดี เพราะฉะนั้นต้องหาทางให้เขาสนใจธรรมะให้ได้ สิ่งแรกที่เราต้องทำ คือ ให้กำลังใจ ให้กำลังใจใน ที่นี้ไม่ใช่ ปลอบ ใจว่ายังไม่ตายหรอก แต่หมายถึงให้เขานึกถึงความดี คนเราจะสนใจธรรมะหรือไม่สนใจก็ตาม ก็ต้องมีความดี อยู่บ้าง ความไม่ดีไม่พูดถึง พูดถึงแต่ความดีที่เขาเคยทำ ให้ใจเขาฟูเสียก่อน เช่น เคยทำทานกับโรงพยาบาล เคยสร้างโต๊ะเก้าอี้ให้โรงเรียน เคยตักบาตร เคยเลี้ยงดูพ่อแม่ อะไรเหล่านี้เป็นต้น ให้เขาได้นึกถึงความดีเสียก่อน ใจจะได้ฟู เมื่อใจฟูแล้ว ก็ต้องให้ความเข้าใจที่ถูกกับเขาต่อไป ถ้าใจยังไม่ฟู ยังพูดไม่ได้ พอใจฟูแล้ว ก็บอกให้เขาลืม งานการทั้งหลายแหล่ที่มีอยู่ไปชั่วคราว ให้ตัดใจเสียบ้าง อะไรมันจะเกิด มันก็ต้องเกิด อย่าไปกังวล ให้มากนัก หัดให้เขา ตัดกังวล แล้วถ้าเขาพอจะฟังธรรมะบทไหนได้ ก็พูดให้ฟังไปบ้างพอสมควร สิ่ง ที่จะต้องตบท้ายลงไปเลย คือให้เขาทำสมาธิให้ได้ จะวิธีไหน สำนักไหนก็ได้ แต่ว่าเนื่องจาก เขาไม่ค่อยได้สนใจธรรมะมาก่อน อาจจะต้องแนะนำเขาในเชิงของวิทยาศาสตร์ อาจจะเล่าประสบ การณ์ในการทำสมาธิของเราให้เขาฟัง เพื่อที่เขาจะได้รู้สึกว่าเราไม่ได้ไปสอนเขา แล้วให้เขาทดลองทำดู โดยบอกว่าเมื่อทำสมาธิแล้วจะช่วยคลายเครียดได้ เมื่อคลายเครียดแล้ว จะยาฉีด ยากิน ยาทา อะไร ก็ตาม มันก็ออกฤทธิ์ได้เร็ว ออกฤทธิ์เต็มที่ โอกาสที่จะหายป่วยหายไข้ก็จะมีขึ้น ถ้าดูแล้วอาการหนักมาก จะอยู่จะไปเท่ากัน อย่างนี้ก็ต้องยิ่งตัดใจ เขาเองเขาก็ต้องรู้ตัวพอสมควร ถึงเขาไม่ค่อย จะสนใจธรรมะ ตอนนี้ก็ต้องหาทางแล้ว เราก็บอกให้เอาบุญช่วย กายก็ให้หมอเขาดูแลแล้ว ใจก็นึกถึงความดีของ ตัวเอง อยู่แล้ว ก็ให้เขาลองทำสมาธิดู แล้วถ้าทำบุญทำทานอะไรตอนนี้ได้ ก็รีบทำเสีย ให้เขาเอาบุญช่วย ไม่ต้องถึงกับบอกว่า เดี๋ยวตายแล้วไม่ได้ทำบุญ ถ้าเขาจะทำบุญทำทานอะไรตอนนั้น ก็แนะนำเลยว่าน่าจะไปทำที่ไหน แล้วก็ให้ลูก ให้หลาน ให้คนเฝ้าไข้เอาไปทำ ให้ตอนนั้นเลย แล้วก็อาจจะบอกเขาว่า ก่อนนอนคืนนี้ คุณก็เอาพวกผลไม้ หรือของแห้งของกระป๋องเตรียมไว้ อธิษฐาน ให้ดี แล้วพรุ่งนี้คุณก็ให้ใครช่วยเอาไปตักบาตรให้ อย่างนี้เขาก็จะได้บุญติดตัวไปเฮือกสุดท้าย ก็ยังดี นี่กรณีที่ ๑ สำหรับ คนที่ไม่ค่อยจะสนใจธรรมะ กรณีที่ ๒. ผู้ป่วยสนใจปฏิบัติธรรมตลอดมา ส่วนคนที่เขาสนใจธรรมะแล้ว ไม่ยาก ช่วยทบทวนเรื่องที่เขาเคยทำบุญทำทาน และได้ปฏิบัติธรรมมา มากมาย ทบทวนความดีของเขามากๆ เลย หากว่าเขาทำบุญทำทานไว้มาก ให้ทางบ้านเอาใบอนุโมทนาบัตรมา มีเท่าไรเอา มาให้หมด ให้คนเฝ้าไข้อ่านให้เขาฟัง เขาจะได้อิ่มอยู่ในบุญ ยิ่งถ้าเขาเคยสร้างโบสถ์ สร้างศาลา สร้างโรงพยาบาล สร้างโรงเรียน สร้างอะไรมาสารพัด สร้างพระพุทธรูป สร้างมหาธรรมกายเจดีย์ร่วมกันมา ไปเอารูปใหญ่ๆ มาให้เขาดู ถ้าเขาเป็นผู้ชาย เคยบวช ก็เอารูปพระอุปัชฌาย์มา เอารูปตัวเขาสมัยบวชมาตั้งให้ดูเลย ให้ใจเขาอิ่มอยู่ในบุญอย่างนี้ ทบทวนบุญของเขาอยู่เรื่อยไป ส่วนบรรยากาศในห้อง ถ้ามีเทปธรรมะก็เอามาเปิดให้ฟังเป็นช่วง เป็นเทปสวดมนต์ก็ได้ เทปเทศน์ก็ได้ เทปนำ นั่งสมาธิก็ได้ เอามาสร้างบรรยากาศไว้ เหมือนจำลองวัดไปไว้ในห้องคนป่วย ยิ่งไปกว่านั้น ถ้าในช่วงนี้ จะชักชวนให้เขา ทำบุญทำทานอะไรเพิ่ม ให้ทำไป เพราะเขานักทำบุญอยู่แล้ว อะไรที่เห็นว่าเป็นบุญใหญ่ เขาควรจะได้บุญนี้ แม้เฮือกสุด ท้ายเขาก็น่าจะได้ อย่างนี้ก็ต้องทำ หลวงพ่อเคยไปเยี่ยมคนไข้ประเภทที่ไม่รู้ตัวแล้ว อยู่ห้องไอซียูด้วยซ้ำ ดูแล้วเหมือนเจ้าชาย เจ้าหญิงนิทรา เคยใช้วิธีพูดดังๆ ใส่ข้างหูเลย แล้วถามว่าได้ยินเสียงไหม ถ้าได้ยินช่วยกระพริบตาด้วย ถ้าหางตาขยับได้สักนิดหนึ่ง แสดงว่าข้างในยังใช้ได้อยู่ เพื่อให้แน่ใจลองถามดูใหม่ว่า ถ้าได้ยินเสียง ถ้าจำได้ ให้กระพริบตา ๒ ครั้ง ถ้า กระพริบ ๒ ครั้ง อันนี้เป็นต่อแล้ว ทบทวนบุญของเขาเลย ตะโกนดังๆ เขาจะรับบุญได้ เมื่อรับบุญได้ เดี๋ยวบุญจะ มาเลี้ยง ที่ว่ากำลัง จะไป มีโอกาสกลับมาได้อีกครั้ง ทำเป็นช่วงๆ อย่างนี้ บุญเก่าที่เขาเคยทำอยู่ ก็ทบทวนให้เขานึกถึง พวกนี้จะรู้ตัว เป็น ครั้งคราว ไม่ได้รู้ตัวตลอด เพราะว่าอยู่ไอซียู ทบทวนกัน ๑๐ นาทีครั้ง ๑๕ นาทีครั้ง แล้วก็อาจจะบอกว่า เดี๋ยวจะเอาผ้าป่าไปทอดที่นั่นที่นี่ เช้านี้จะเอาไอ้นั่นไอ้นี่ไปตักบาตรให้ ตักบาตรกี่องค์เสร็จ แล้วมารายงานให้เขาฟัง ทบทวนอยู่อย่างนี้ บุญเก่าก็ทบทวน บุญใหม่ก็สร้างขึ้น บุญเก่ากับบุญใหม่ บรรจบกันมี โอกาสหายได้ แม้ไม่หาย ได้บุญใหม่เฮือกสุดท้ายก็ยังดี อย่างนี้สมกับที่เขาเป็นเพื่อน เป็นญาติเรา ไม่ทิ้งกันแม้กระทั่ง วินาทีสุดท้าย ถ้าจะให้ดีรีบเข้าถึงธรรมกายเร็วๆ จะได้ไปส่งเขาให้ถึงวิมานเลย วารสาร อยู่ในบุญ (หลวงพ่อตอบปัญหา โดยพระภาวนาวิริยคุณ) http://talk.mthai.com/topic/64711#reply Fri, 03 Jul 2009 02:16:37 +0700 ไม่ป่วย สวยใส 64711 at http://talk.mthai.com/ วิธีอยู่กับคนที่เราเกลียด http://talk.mthai.com/topic/64563 วิธีอยู่กับคนที่เราเกลียด รู้ ไหมว่า...เรามีเวลาอยู่ในโลกนี้คนละกี่ปี ชีวิตนั้นสั้นยิ่งกว่าหยดน้ำค้างเสียอีก จะตายวันตายพรุ่งก็ไม่มีใครรู้ล่วงหน้า ถ้าเราใช้เวลาอันแสนสั้นนี้ไปมัวหลับๆตื่นๆอยู่ในความรัก โลภ โกรธ หลง หมั่นไส้คนนั้น ปลาบปลื้มคนนี้ ริษยาเจ้านายใส่ไคล้ลูกน้อง ปกป้องภาพลักษณ์ (อัตตา) กด (หัว) คนรุ่นใหม่หลงใหลเปลือกของชีวิต โดยลืมไปเลยว่าอะไรคือสิ่งที่ตนควรทำอย่างแท้จริง คิดดูเถิดว่า เราจะขาดทุนขนาดไหน ท่านอังคาร กัลยาณพงศ์ เขียนบทกวีไว้ว่า "น้ำไหลอายุขัยก็ไหลล่วง ใบไม้ร่วงชีพก็ร้างอย่างความฝัน ฆ่าชีวาคือพร่าค่าคืนวัน จะกำนัลโลกนี้มีงานใด" คนเราไม่ควรพร่าเวลาอันสูงค่าด้วยการปล่อยตัวปล่อยใจ ให้ตกเป็นทาสของความชอบ ความชัง มากนัก เพราะถ้าเราวิ่งตามกิเลส กิเลสก็จะพาเราวิ่งทำสิ่งนั้นสิ่งนี้ต่อไปไม่รู้จบ กิเลสไม่เคยเหนื่อย แต่ใจคนเราสิจะเหนื่อยหนักหนาสาหัสไม่รู้กี่เท่า ควรคิดเสียใหม่ว่า เราไม่ได้เกิดมาเพื่อที่จะชอบหรือไม่ชอบใคร หรือเพื่อที่จะให้ใครมาชอบหรือมาชัง แต่เราเกิดมาสู่โลกนี้เพื่อทำในสิ่งที่ดีที่สุดที่มนุษย์คนหนึ่งควรจะทำ เอาเวลาที่รู้สึกแย่ๆ กับคนอื่นนั้นหันกลับมามองตัวเองดีกว่า ชีวิตนี้เรามีอะไรบ้างที่เป็นแก่นสาร มีงานอะไรบ้างที่เราควรทำ นอกจากนั้นก็ควรมองกว้างออกไปอีกว่า เราได้ทำอะไรไว้ให้แก่โลกบ้างแล้วหรือยัง คนทุกคนนั้นต่างก็มีดีมีเสียอยู่ในตัวเอง ถ้าเราเลือกมองแต่ด้านเสียของเขา จิตใจของเราก็เร่าร้อน หม่นไหม้ เวลาที่เสียไปเพราะมัวแต่สนใจด้านไม่ดีของคนอื่นก็เป็นเวลาที่ถูกใช้ไปอย่าง ไร้ค่า บางทีคนที่เราลอบมอง ลอบรู้สึกไม่ดีกับเขานั้น เขาไม่เคยรู้สึกอะไรไปด้วยกันกับเราเลย เราเผาตัวเราเองอยู่ฝ่ายเดียวด้วยความหงุดหงิด ขัดเคืองและอารมณ์เสีย วันแล้ววันเล่า สภาพจิตใจแบบนี้ไม่เคยทำให้ใครมีคุณภาพชีวิตดีขึ้นมาได้เลย ลองเปลี่ยนวิธีคิด วิธีมองโลกเสียใหม่ดีกว่า คิดเสียว่าคนเราไม่มีใครดีพร้อมหรือ เลวไม่มีที่ติไปเสียทั้งหมดหรอก เราอยู่ในโลกกันคนละไม่กี่ปี ประเดี๋ยวเดียวก็จะล้มหายตายจากกันไปหมดแล้ว มาเสียเวลากับเรื่องไร้สาระทำไม อะไรที่ควรทำก็รีบทำเถิดปล่อยวางเสียบ้าง ความโกรธ ความเกลียดนั้นไม่มีคุณค่าอะไรต่อชีวิตอันแสนน้อยนิดนี้เลย มุ่งไปข้างหน้า ไปหาสิ่งที่มีคุณค่าให้ชีวิตดีงามดีกว่า วิธี ที่แนะนำทั้งหมดนั้น นักภาวนาเรียกว่า "การกลับมาอยู่กับตัวเอง" กล่าวคือ ถ้าเราเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องอยู่กับคนที่ไม่ถูกโฉลก แทนที่จะปล่อยใจให้อยู่กับความรู้สึกแย่ๆ ไปตลอด ก็ควรหันกลับเข้ามา ''มองด้านใน'' แก้ไขที่ตัวเอง อย่ามุ่งแก้ไขที่คนอื่น เพราะยิ่งพยายามแก้ไขคนอื่น ก็ยิ่งยุ่งเหมือนลิงทอดแห ยิ่งเราให้ความสำคัญกับคนที่เราเกลียดมากเท่าใด สภาพจิตใจก็ยิ่งแย่ลงมากเท่านั้น วิธี ที่ดีที่สุดในการอยู่กับคนที่เรารู้สึกไม่ดีหรือเป็นปฏิปักษ์ก็คือ การดึงความรู้สึกจากเขามาอยู่เราทุกขณะ หรือถ้าเช่นนั้นก็ย้ายตัวเองออกไปเสียจากสภาพแวดล้อมเช่นนั้นให้เร็วที่สุด อย่าอยู่นานจนทุกข์นั้นกลัดหนองเป็นมะเร็งร้ายในอารมณ์ ปราชญ์จีนบอกว่า "ถ้ามีขุนเขาขวางท่านอยู่ข้างหน้า อย่าเสียเวลาย้ายขุนเขาแต่จงย้ายตัวเอง" ดังนั้นเราควรจะย้ายภูเขาที่อยู่ข้างในหรือจะย้ายภูเขาที่อยู่ข้างนอก?  http://board.palungjit.com/f14/%E0%B8%A7%E0%B8%B4%E0%B8%98%E0%B8%B5%E0%B8%AD%E0%B8%A2%E0%B8%B9%E0%B9%88%E0%B8%81%E0%B8%B1%E0%B8%9A%E0%B8%84%E0%B8%99%E0%B8%97%E0%B8%B5%E0%B9%88%E0%B9%80%E0%B8%A3%E0%B8%B2%E0%B9%80%E0%B8%81%E0%B8%A5%E0%B8%B5%E0%B8%A2%E0%B8%94-194630.html http://talk.mthai.com/topic/64563#reply Thu, 02 Jul 2009 08:17:19 +0700 ไม่เกลียด เดียดฉันท์ 64563 at http://talk.mthai.com/ อารมณ์เบื่อของพระอรหันต์ ? http://talk.mthai.com/topic/64439 อารมณ์เบื่อของพระอรหันต์ ? ถาม : พระอรหันต์มีอารมณ์เบื่อๆ ? ตอบ: ก็หากว่าเป็นพระอรหันต์ ท่านก็ไม่รู้จะเบื่ออะไร อารมณ์เบื่อมันเป็นของพระตั้งแต่ปุถุชน หรือว่าคนทั่วๆ ไปขึ้นไปจนถึงพระอนาคามี พระอนาคามีท่านเบื่อในร่างกาย เบื่อภาระต่างๆ ที่มันผูกพันอยู่ พอถึงเวลาท่านก็สลัดหลุดมันไปเลย อนาคาคือผู้ไร้บ้านเรือน ไม่เอาอย่างอื่นแล้ว ของพระอรหันต์ท่านอยู่สุขในธรรม มีธรรมเป็นสุขวิหาร หาความเบื่อไม่ได้ มีแต่ความสุขโดยส่วนเดียว ความทุกข์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นท่านเห็นเป็นธรรมดา ไม่ไปต่อต้านมัน อะไรที่สามารถบรรเทาได้ก็รักษาดูแลเพื่อให้มันบรรเทาให้ทุกข์น้อยลง ถ้าดูแลรักษาแล้ว ไม่สามารถจะทำให้มันดีขึ้นได้ ท่านก็ยอมรับว่ามันเป็นกฎของกรรม ยอมรับสภาพธรรมดาของมัน ไม่ฝืนมัน ท่านก็มีความสุข สนทนากับพระเล็ก สุธมฺมปญฺโญ เดือนพฤศจิกายน ๒๕๔๕(ต่อ) ณ บ้านอนุสาวรีย์ฯ http://talk.mthai.com/topic/64439#reply Wed, 01 Jul 2009 06:03:24 +0700 ไม่เบื่อ เจือจุน 64439 at http://talk.mthai.com/ หนังสือพุทธทำนาย ข้อความจาก ปู่ฤษีมณีรัตน์ (สัมเด็ดรุ่ง) http://talk.mthai.com/topic/64387 ค้นพบ  “หนังสือ อินตก-เทพทำนายโดยย่อ หนังสือใบลานนี้ ได้ถูกตกมาในวัดแห่งหนึ่ง ในจังหวัดอัตตะบือ (ประเทสลาว) ข้าพเจ้าได้รับรู้จากพระอาจารย์ผุ้ทรงศีลองคืหนึ่งเผยแผ่ให้ เลยเกิดความศรัทธา เสียสละทรัพยืสินพิมพ์แจกจ่ายมายังพี่น้องชาวพุทธทั้งหลายเพื่อเป็นกุศล และเพื่อพิจารณาญาณด้วยตนเอง ถึงเหตุการณ์มหันตภัยของดลกยุคดลกาภิวัฒน์ซึ่งบังเกิดขึ้นตามพุทธทำนายไว้ ดังนี้ โลชังชม โทโพโส อินโตกรุณา พระอินทร์ พรหม ยมราช ได้สั่งไว้ว่า ถ้าบุคคลใดได้รู้แล้ว จงรีบบอกให้คนอื่นฟังหรือพิมพ์แจกตามกำลังศรัทธา จะเกิดมหากุศลช่วยให้ท่านได้หลุดพ้นจากมหันตภัยพิบัติทั้งปวง ถ้าบุคคลจะลงมาเกิดพร้อมหนังสือใบลานฉบับนี้ถ้าใครไม่มีไว้ในบ้านเรือนจะมี ภูติผีปีศาจเข้ามาทำลายอย่างแน่แท้ ในปีจอถึงปีกุน เมื่อเดือนหงายจะมีพิษอยู่บนศรีษะ ฉกกัดให้ถึงตาย และผู้คนทั้งหลายจะเกิดความเดือดร้อนหลทยประการ ทุกข์ยากฮ้อน         ย้อนศึกสงครามบ่แล้ว ทุกข์ยากฮ้อน         ย้อนน้ำและไฟ ทุกข์ยากฮ้อน         ย้อนบ่มีไผสิเบิ่งไผ ทุกข์ยากฮ้อน       ย้อนอึดข้าวปลาอาหาร ทุกข์ยากฮ้อน         ย้อนเพราะมีคนตายตามทุ่งนา ทุกข์ยากฮ้อน         ย้อนบ่มีผู้เฒ่า ทุกข์ยากฮ้อน         ย้อนไปต่างประเทศบ่สะดวก ทุกข์ยากฮ้อน         ย้อนนอนบ่หลับ ในปีจอนี้ ในเมืองจันทร์จะมีฤษีองค์ทองคำ สิกขาลาเพศออกมาเป็นพ่อค้าในปีจอขึ้น 8 ค่ำ ห้ามบ่ให้ตักน้ำอาบ น้ำกิน ตามห้อยหนองคลองบึงหลังพระอาทิตย์ตก (ก่อนค่ำ) พระยายมราชจะนำเอายาพิษมาพ่นใส่โลกมนุษย์ ในปีจอ เมืองกรุงเทพ จะแตกพังทลายเวลาไก่ขัน พระแก้วมรกตหัวเชียงเมี้ยงข้าวเม็ดใหญ่จะกลับสู่เวียงจันทร์ นี่คือ พระคาถาขององคือินทร์ พรหม ยมราช ได้เขียนไว้ในใบลาน จงเก็บรักษาไว้ให้ดีเพื่อช่วยหลุดพ้นจากภัยพิบัติได้ในยามเกิดเหตุการณ์ มหันตภัย พระคาถาเขียนไว้ว่า ปะโต เมตัง ปะระชีวินัง สุขะโต จุติ   จิตะเมตะ นิพพานัง สุขะโต จุติ พระ คาถาบทนี้ให้เขียนลงในใบลานแผ่นทองหรือแผ่นผ้าก็ดี ติดไว้ที่ประตูบ้านหรือในรถ หรือโพกศรีษะยามเกิดเหตุการณ์ จะช่วยให้หลุดพ้นจากอันตราย ในกาลเวลานี้ มนุษย์โลกทำกุศลผลบุญเพียง 3 ส่วน และทำบาปกรรมถึง 6 ส่วน จึงสั่งลงโทษมนุษย์ผู้ใจบาปถึง 9 ข้อ นับตั้งแต่ปีจอถึงปีกุน มีดังนี้ 1 จะเกิดพายุลมแรง แผ่นดินไหว 2. จะเกิดอัคคีภัย 3. จะเกิดอุทกภัย 4. จะเกิดฟ้าผ่า 5. จะเกิดร้อน หนาวเกินไป 6. จะเกิดสารพิษต่างๆ 7. จะเกิดกาฬโลกต่างๆ 8. จะเกิดข้าวยากหมากแพง 9. จะเกิดอาฆาตพยาบาทเบียดเบียนกัน มหันตภัยทั้ง 9 อย่างนี้ จะหลุดพ้นได้เฉพาะผู้มีบุญ คนที่ปฏิบัตตามคำสั่งสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเท่านั้นรู้จงบอกต่อกันไปให้ รับทำความดีมากมาก ถ้าเลย ปีจอ ปีกุน ไปแล้ว ทุกคนพร้อมลูกหลานจะได้รับความสุข กาย สบายใจ ให้ทุกคนเคร่งครัดในศีลข้อ 5 นอกจากหนังสือินตกที่ได้กล่าวมาแล้วยังมีผู้ทรงศีลองค์นึงได้พบเห็น คำสอนที่จารึกไว้ในแผ่นศิลาที่พบในภูเขาแห่งหนึงที่พระพุทธเจ้าได้เดินวิปัส นากรรมฐานผ่านไป พระผู้ทรงศีลกล่าวว่า พี่น้องทั้งหลายถ้าไม่เชื่อก็แล้วแต่ดวงจิต เพราะถึงเวลาแล้วที่สวรรค์จะไม่มีความลับ ถ้าท่านเชื่อก็เป็นกุศล รู้เพียงเท่านี้ข้าพเจ้าจึงขอบอกเล่าสู่ท่านฟังตามคำกล่าวขอพระผู้ทรงศีลรูป นี้ว่า ในแผ่นสิลาได้เขียนไว้โดยพระมหากัสสะปะ ว่าในปีระกา ปีจอ ปีกุน เดือน 7-8 จะเกิดเหตการณ์ร้ายตามหนทาง ในเดือน 9- 10 คนใจบาปจะถูกล้างผลาญให้หมดไป มีบ้านแต่ไม่มีคนอยู่ มีข้าวแต่ไม่มีคนกิน มีทางแต่ไม่มีคนเดิน     สุดท้ายนี้พระผู้ทรงศีลได้กล่าวย้ำถึงความศํกดิ์สิทธิ์ ของอินตกเพิ่มเติมว่า ถ้าท่านผู้เคารพบูชา หรือบนว่าจะบอกแกผู่อื่น หรือพิมพ์แจกจ่ายให้สาธุชนทั้งหลายได้รับรู้ ท่านปรถนาสิ่งไดจะได้สมใจนึกปราถนาจะปราศจาก ภัยพิบัตทั้งปวงตลอดไป ไม่เชื่ออย่าลบหลู่ พระพุทธเจ้าทำนาย ออกจากศิลาจารึกในมหาวิหารเจตมหาเชตวัน ณ สวน หฤคทายวันประเทศอินเดียโดยคณะทูตไทยที่ไปอันเชิญพระบรมสารีริกธาตุ เมื่อปี พศ 2485 ตามคำแปลเป็นภาษาไทยว่าดังนี้ สาธุ อรหังตา พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ทรงพระเมตตากรุณาสรรพสัตว์ทั่วโลก ที่เกิดมาแล้วแต่ลำบากทั่วหน้า ทุกชาติ ทุกศาสนาตามธรรมชาติ เมือ่อาตมาเข้านิพพานไปแล้ว 5 พันปีเป็นสุด โลกจะหมุนไปไกล้ถึงจำนวนที่ ตถาคตทำนายไว้สองพันห้าร้อยปีมนุษย์ และสัตว์จะได้รับภัยพิบัตเสียครั้งหนึ่ง ระยะ 30 ปี สิ่งที่สาธุชนไม่เคยเจอจะได้เห็น ไม่เคยพบจะได้พบยักษ์หินที่ถูกสาปให้หลับกลับตื่นขึ้นมาอาลวาดยิ่งหนัก ใกล้กับ พ ศ 2550 ยิ่งทวีคูณขึ้นทุกทิวาราตรี มนุษย์นอกศาสนาจะรบราฆ่าฟันกันจนถึงเลือดนองเต็มพื้น ดิน พื้นน้ำจะลุกลามเผามนุษย์ไม่ขาดะยะ ต่างฝ่ายต่างทำลายเหมือนยักษ์ กระหายเลือด แผ่นดินจะเป็น เปลวไฟจะตายไปอย่างละครึ่งหนึ่งจึงจะเลิกล้ม ต่างฝ่ายตางหมดกำลังด้วยกัน ตามวิสัยยักษ์ร้ายนอกศาสนาที่กำเนิดจากป่าอำมหิต ส่วนพุทธศาสนิกชนผู้ทำแต่บุญเดินตามทางตถาคตสมารถระงับร้อนไม่รุนแรง  บ้านใดได้บูชาพระโพธิสัตว์ ผ้ากาสวพัตร์ ก็จะรับภัยพิยบัตเบาบางแต่ธรรมชาติไม่พ้น ไฟจะลุกลามาทิศตะวันออกใหม้วัดวาอาราม สมณะชีพรหมณ์จะอดอยากยากเข็น ลูกไฟจะตกจากฟ้าเหล็กกล้าจะผุดจากน้ำ สงครามจะเกิดทั่วทิศพระยานาคจะพ่นพิษเป็นเพลิง ทหารจะเป็นเจ้า ข้าวสารจะขาดแคลน ทุกแคว้นจะอดอยาก พลูมากจะหมดเปลือง สีเหลืองจะชนะ พระยังอยู่คู่เมืองอีกต่อไป สีขาวจะแพ้ภัยในที่สุด ครุฑจะบินกลับฐาน คนจะกลับบำรุงพระพุทธเจ้าว่า ดังนี้ ชา ตะ มะ สะ ละ วา พระพุทธชินลิตท่านให้เขียนใส่กระดาษ หรือผ้าขาวติดไว้ในบ้าน หรือ หัวนอนดังนี้จะมีชีวิตยาว จะทันผู้มีบุญชื่อ พระยาธรรมิกราชา เมื่อแรกสถิตอยู่อยุธยา บัดนี้ท่านสถิตอยู่ลานช้าง ( ภาคอีสานในปัจจุบัน ) พระธรรมิกราชาเข้ามาปีกุน  เดือน 11 เป็นเที่ยงแท้หนักหนาท่านจะเสด็จมา ใน ปีระกา แรม 5 ค่ำ มหากษัตริย์มาทางทิศตะวันตก สมณะชีหรหมณ์ตามมาได้พอประมาณ 76,400 รูป ทั่วอาณาจักร สมเด็จพระบรมนักปราชญ์ได้ประกาศคาถา ว่าดังนี้ นะสัจจังทะ คะยังมะสำคำปัง คอยดูในปีมะโรง คนจะเดินโก่งโคง คลาน ผู้ใดอยากพบผู้มีบุญ ชื่อ พระยาธรรมิกราชา  ให้หมั่นรักษาศีล สดับรับฟังพระธรรมเทศนา คอยดูปีมะเส็ง ตลิ่งจะพัง มหาสมุทรจะชอกช้ำ อย่าเที่ยวไปกลางแจ้ง ท่านเข้ามาปีกุนเดือน 8 เป็นเที่ยงแท้ ผู้ใดไม่เชื่อจะรับ อันตรายคอยดูปีจอคนจะพ้นภัย สะโรนะโททายะโม พุทธตะยะ ภาวนาทุกค่าเช้าจะได้เห็นพระธรรมิกราชา (พระโพสัตว์หริออริยเมตไต ) ในปีกุนท่านจะเข้ามาอีก ถ้าไม่เห็นหนังสือบ้านได ผู้นั้นจะได้รับอันตรายรู้แล้วให้บอกต่อกันด้วย คำเตือนโลกมนุษย์จะเข้าสู่กาลียุค จะทำให้เกิดภัยธรรมชาติ จาก ดิน น้ำ ลม ไฟ จะเกิดมหาสงครมครั้งที่สามตามมา มนุษย์จะตายไปกว่าครึ่ง   สำหรับประเทศไทยจะเริ่มเกิดตั้งแต่ปี 2550 จะได้รับภัยทางน้ำและไฟเฉพาะที่ติดชายทะเลและกรุงเทพ แผ่นดินจะยุบตัว คลื่นน้ำจะพัดเข้าถล่มความสูงกว่า 200 เมตร มนุษย์จะล้มตายมากกว่าครึ่ง น้ำจะเข้าช่องแคบสระบุรี และด้านตอนล่างของทะเลบางส่วน จะเกิดขึ้นไปเรื่อยเรื่อย สุดท้านประเทศไทยจะเหลือประชากร สามสิบเปอร์เซ็น ส่วนประเทศอื่นทั่วโลกจะเหลือเพียงสิบเปอร์เซ็นเท่านั้น บุคคลที่รอดชีวิตก็สูญเสียสติสัมปชัญญะไม่ปลอดภัยเหมือนเมืองที่นับถือพระ พุทธศาสนาไม่เข้าใจบำเพ็ญฌาณภวนา ฉะนั้นอย่าหลงไหลทรัพย์สินของตนเองให้มากนัก เพราะเมื่อเข้ายุคศิวิลัย เงิน ทอง จะไม่มีค่าเลย เพราะมนุษย์จะวัดกันที่ความดี ศีลธรรม บุญกุศลเท่านั้น ปีมะโรง  พ ศ 2555 ปีมะเส็ง 2556 ปีระกา  พ ศ  2560 ปีกุน พ  ศ 2562 คำทำนายสมเด็จพระพุทธจารย์โต ( โต พรหมรสี  ) รัชกาลที่ 1 ทายว่า มหากาฬ ( ทำลายเพื่อน พี่น้อง ) รัชกาลที่ 2 ทายว่า ฌาณยักษ์ ( ชำนาญเวทมนต์ ) รัชกาลที่ 3 ทำนายว่า รักมิตร ( มีการค้าขายกับต่างชาติมากมาย ) รัชกาลที่ 4 ทำนายว่า สนิทคำ ( ออกบวช ) รัชกาลที่ 5 ทำนาบว่า จะแขนขาด ( คือต้องยอมเสียดินแดนฝั่งซ้ายแม่น้ำโขงและเขมร เพื่อป้องกัน อธิปไตย ) รัชกาลที่ 6 ทำนายว่า ราชโจร (เกิดสงครามโลกครั้งที่ 1 เกิดกลุ่มโจรมากมาย มีการก่อตั้งกองเสือป่าครั้งแรกของไทย ) รัชกาลที่ 7 ทำนายว่า ชนร้อนทุกข์ ( เกิกการเดินขบวนเพื่อเรียกร้องประชาธิปไตย ) รัชกาลที่ 8 ทำนายว่ายุคทมิฬ ( พระเจ้าแผ่นดินถูกรอบปลงพระชน ) รัชการที่ 9 ทำนายว่า ถิ่นกาขาว ( มีฝรั่งมากมานำเงินมาซื้อประเทศไทยเกิดวิกฤตการเงิน ) รัชกาลที่ 10 ทำนายว่า ชาวศิวิไลย์ ( จะมีเหลือเฉพาะผู้มีบุญเท่านั้นที่รอด คอยเป็นยุคของพระศรีอริยเมตไต ) พระคาถาบูชาพ่อ ร 5 ธูป 9 ดอก ตั้งนะโม สามจบ พระยาสยามมิน ทะโร วะโร อัตตัง        พุทธะสังมิ อิติ อรหัง วะรังพุทโธ นะโมพุทธายะ            โยเทวามนุสานัง ปิโยพรหมานะ มุตตะโย                ปินัน หริยัง นะมามิหัง ข้าพเจ้า ได้พบหนังสือเล่มนี้เข้าโดยบังเอิญเมื่ออ่านแล้วเกิดความเลื่อมใส ศรัทธาจึงไดพิมพ์แจกเป็นกุศลทาน ซึ่งในใจความหนังสือมีอยู่ว่า วัน หนึ่งในโบสถ์ของวัดศิริประสุประตินาถ ได้มีหลวฃพ่อองค์หนึ่งนั่งสวดมนต์อยู่ในโบสถ์ของวัด ในเวลานั้นได้มีงูตัวหนึ่งเลื้อยออกมาจากหน้าพระพุทธรูปในโบสถ์ หลวงพ่อเมือได้เห็นงูตัวนั้นก็เกิดอาการกลัว หลังจากนั้นงูก็ได้กลายเมนุษย์ในรูปของพรหมณ์ แล้วก็พูดกับหลวงพ่อว่า    เจ้าไม่ต้องกลัวและตกใจ เจ้าจงฟัง  ข้าพเจ้าคือพญานาคราชและได้จุติ ณ วัดแห่งนี้เพื่อบำบัดความชั่วร้ายและคนบาป คนที่ทำกรรมมากจะให้พินาศหายไปจากโลกนี้ และเจ้าจงประกาศให้รู้ว่าผู้ไดนำเรื่องของข้าพเจ้าไปพิมพ์แจก 1,000ใบ ภายใน 15-30 วันมันผู้นั้นจะมีโชคลาภมีความสุข ความเจริญ คิดสิ่งใดสมปราถนาทุกประการ และผู้ได้ได้รู้ได้อ่านอย่าคิดเป็นการหลอกลวงหรือไม่เชื่อ และผู้ใดคิดจะพิมพ์แจกต้องพิมพ์แจกภายใน 15-30 วันอย่าคิดพิมพ์พลัดวันประกันพรุ่ง หรืออ่านแล้วฉีกทิ้ง มันผู้นั้นจะมีเรื่องและภัยพิบัตต่อผู้นั้น ให้พิมพ์แจกหรือแจกต่อต่อไป ( หรือเก็บไว้สวดมนต์เพื่อเป็นศิริมงคลแก่ตนเองและครอบครัว )จากนั้นหลวงพ่อองค์นั้นได้พิมพ์แจก 1000 ใบ หลังจากนั้นประมาณ 3-4 วันเท่านั้น ท่านได้สำเร็จวิชาต่างต่าง  และคุณโกบินตะปราสาทคุปตาได้พิมพ์แจก 1000 ใบเขาก็ได้เงินทองที่ยิบยืมไปคืนมา อีกรายหนึ่งพิมพ์แจก  500 ใบ รายนี้เป็นชาวนาวันหนึ่งเขาไปไถนาเขาได้พบไหใบหนึ่งมีเงินทองเต็มไปหมด ส่วนอีกรายหนึ่งก็ได พิมพ์แจก 100 ใบเขาถูกรอตเตอรี่ 1,000,000 บาท อีกรายหนึ่งถีบสามล้อก็พิมพ์แจก 650 ใบเขาก็เจอแจกันทอง อีกรายหนึ่งคนตกงานไปสมัครงานที่ใหนก็ไม่มีใครรับเขาพิมพ์แจก 3-4 วัน เขาก็ได้งานทำเป็นงานที่ดีและอีกรายหนึ่งอ่านแล้วไม่เชื่อฉีกทิ้ง หลังจากนั้นประมาณ 1-2 วันลูกชายเขาก็ตาย อีกรายหนึ่งได้ อ่านแล้วคิดจะพิมพ์แจกและผลัดวันประกันพรุ่งจนเลยกำหนดผู้นั้นเป็นพ่อค้าทำ การค้าขายก็ขาดทุนและพ่อเขาก็มาตายจากไปอีกคน อีกรายหนึ่งพิมพ์แจก 1,000 ใบ ไม่กีวันเขาก็มีเงินทองแบบไม่น่าเชื่อ อยู่อยู่ก็มีเงินขึ้นมาเอง เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นมาในโบสถ์วัดศิริประสุนาถนี้ ต้องคิดด้วยความสัตย์จริงและศรัทธาอ่านแล้วต้องพิมพ์แจกอ่านแล้วอย่าฉีกทิ้ง ให้แจกต่อกันไปด้วยความศรัทธาและเชื่อถือจะเป็นผลดีแก่ตนเอง ขอให้ได้บุญกันทุกคนน่ะครับ สาธุ http://talk.mthai.com/topic/64387#reply Tue, 30 Jun 2009 16:03:59 +0700 ตั้งใจอยากให้ผู้คนได้อ่านครับ 64387 at http://talk.mthai.com/ มนุษศาสตร์ประกาศธรรม http://talk.mthai.com/topic/64378 อ่านกลอนเปล่า จดหมายถึงศิษย์ จากหนังสือมนุษย์หน้า ๒๐๔  แต่งโดย  ผู้ช่วยศาสตราจารย์ นภาจรี  นำเบญจพล  ความว่า  บทที่๔๙ธรรมที่ควรยึดมั่น ศิษย์รักของอาจารย์ เมื่อได้เกิดเป็นมนุษย์พึงมีหลักยึดมั่นเป็นธรรมประจำใจ - คือ ต้องมีศรัทธา เพราะเมื่อขาดศรัทธามนุษย์จะขาดแรงจูงใจใฝ่สัมฤทธิ์ - ต้องมีความเพียร เพราะปลายทางของความเพียรคือความสำเร็จ - มีสติตั้งมั่น ระลึกได้เสมอว่า ชั่วขณะของจิตคิดอะไร ทำอะไร ทั้งกาย วาจา ใจ - มีสมาธิ มั่นคง ไม่สับสน - มีปัญญาเป็นตัวชี้นำ ไปสู่องค์ความรู้ที่ครบถ้วนสมบูรณ์           เห็นว่าเป็นคำสอนที่ เป็นประโยชน์ต่อทุกคน สามารถนำไปยึดมั่นและปฏิบัติในชีวิตประจำวันได้เป็นอย่างดีเพราะใครที่มีธรรมในใจย่อมเป็นผู้ที่มีความสุข ทั้งกาย วาจา ใจและพบแต่ความสำเร็จในชีวิต http://talk.mthai.com/topic/64378#reply Tue, 30 Jun 2009 15:02:57 +0700 ฝน 64378 at http://talk.mthai.com/ กรรมที่นำไปสู่นรก http://talk.mthai.com/topic/64206 กรรมที่นำไปสู่นรก กรรมที่นำไปสู่นรก นี่การบำเพ็ญบารมีเพื่อจะอยู่นรกขุมใหญ่ บำเพ็ญกันให้ครบ ๑๐ อย่างดีไหม บรรดาญาติโยมพุทธบริษัท เอ๊ะ ๑๐ อย่างนี่ไม่มีน้ำเมาไว้ด้วยนะ น่ากลัวนรกขุมใหญ่นี่เขาไม่รับคนชอบดื่มเหล้า คนชอบดื่มเหล้านี่ควรจะดีใจนะ นรกขุมใหญ่เขาไม่รับแล้วมันดีไม่พอ อย่าลืมนะบรรดาท่านผู้ฟัง และญาติโยมพุทธบริษัทที่กำลังรับฟัง และพระคุณเจ้าที่เคารพ อยากจะไปนรกท่องให้ดีนะ เฉพาะนรกขุมใหญ่ ๑. พยายามฆ่าสัตว์เข้า ๒. ลักทรัพย์ ขโมยทรัพย์ ปล้นทรัพย์ แย่งชิงทรัพย์ คดโกงทรัพย์ใครเขามาทำบุญสุนทานกันเข้ากระเป๋าไว้บ้าง ๓. ไอ้เรื่องกาเมสุมิจฉาจาร เหมาะเมื่อไรว่าเมื่อนั้น ไม่ต้องห่วง ไม่ต้องเลือกจะเป็นลูกใคร เมียใคร ขี้ข้าใคร คนรับใช้ใคร ลูกจ้างใคร ไม่เกี่ยว มีโอกาสจัดการเรื่อยไปแล้วผัวใครด้วยนะ ๔. เรื่องความจริงไม่ต้องพูดกัน โกหกมันดะ ๕. ยุยงส่งเสริมให้แตกร้าวกันเสีย มันสนุกดี มันทะเลาะกันได้ มันตีกันได้ มันฆ่ากันได้ เราสบายใจ ๖. เรื่องวาจาสุภาพอย่าไปพูดมัน พูดหยาบๆคายๆมึงมาพาโวย ด่าพ่อล่อแม่ใครก็ได้ตามอัธยาศัย ๗. เรื่องที่เป็นเรื่องอย่าพูด พูดมันแต่เรื่องที่เลอะเทอะเปรอะเปื้อน ๘. ทรัพย์สินของใครมีอยู่ ถ้าชอบใจ ตั้งใจเลยว่าเราจะขโมยของเขา ๙. จองล้างจองผลาญ จ้องประหัตประหารมันเรื่อยไปไม่ว่าใคร ๑๐. คำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าไม่มีความหมาย เราไม่เชื่อ มาพูดอะไรกัน เรื่องสวรรค์เรื่องนรก เรื่องอะไรต่ออะไรไม่เห็นมีความหมาย เราไม่เชื่อ เอาละ บำเพ็ญบารมี ๑๐ อย่าง อย่างนี้พอ พอที่จะลงนรกขุมใหญ่ได้แบบสบายๆพระยายมไม่รังเกียจ ตา นี้ มานรกขุมเล็กอีก ๑๐ ขุม เรียกกันว่ายมโลกียนรก ทำรับเฉพาะ เรียกว่ารับเฉพาะ ไม่ใช่นรกแป๊ะเจี๊ยะ ทำอย่างนี้อยู่ขุม ๑ ได้ ทำอย่างนี้อยู่ขุม ๒ ได้ เขาเรียกกันว่าอะไร จะพูดบารมีให้ฟัง เวลามันใกล้จะหมด ถ้าอยากจะอยู่นรกขุมที่ ๑ ฆ่าสัตว์ให้หนัก อยากจะอยู่นรกขุมที่ ๒ เจ้าชู้ให้หนัก อยากจะอยู่นรกขุมที่ ๓ ลักขโมยให้หนัก คดโกงเขาให้หนัก ขุมที่ ๔ ดื่มน้ำเมาให้หนัก ขุมที่ ๕ โกงเงินทำบุญให้หนัก ทายกกับพระนี่ ระวังนะ ระวัง ถ้าชอบใจอยู่ขุมที่ ๕ สำหรับยมโลกียนรก โกงให้หนัก ๖ เป็นข้าราชการ โกงให้หนัก ๗ เรื่องซื่อตรงไม่มีสำหรับเขา ๘ เรื่องเมตตาปรานีไม่มีสำหรับเขา ๙ ด่าดะไม่เลือกว่าใคร ๑๐ ซ้อมคู่ครองให้หนัก นี่ เป็นบารมีสำหรับยมโลกียนรกส่วนใหญ่ คนฆ่าสัตว์แล้วก็เลยลงนรกขุมใหญ่มาก่อน พ้นจากนรกขุมใหญ่แล้วเข้านรกบริวาร ๔ ขุม แล้วจึงมาเข้าขุมที่ ๑ นี่เขามาคิดบัญชีกันต่างหากเฉพาะอย่าง สำหรับนรกขุมใหญ่น่ะ เป็นนรกแป๊ะเจี๊ยะไม่ยอมคิดบัญชีให้ เรียกว่าอะไรๆก็ไปรวมอยู่ก่อน เสร็จจากนรกขุมใหญ่ก็มาไล่เบี้ยกันทีหลังว่าแกมีโทษอะไรบ้าง ฉันจะจัดการกับแกตามโทษนั้น เอาละ บรรดาญาติโยมพุทธบริษัททุกท่าน นี่พูดไปพูดมา พูดมาพูดไป ก็เห็นว่าจะหมดเวลา ๓๐ นาทีเสียแล้วกระมัง เพราะดูเวลามันก็หมดแล้วนี่ เมื่อหมดแล้วสำหรับพุธนี้ก็ยังไม่ได้อะไร เพียงแต่ได้อารัมภบท มาบำเพ็ญบารมีลงนรกกัน เมื่อรู้บารมีแล้วก็ตั้งใจไว้จะไปนรกขุมไหน เอา ละ สำหรับวันนี้ก็หมดเวลาแล้ว อาตมาก็ขอลาก่อน ขอความสุขสวัสดิ์พิพัฒนมงคลสมบูรณ์พูนผล จงมีแด่บรรดาท่านศาสนิกชนผู้รับฟังทุกท่าน สวัสดี. . โดยหลวงพ่อฤาษีลิงดำ วัดท่าซุง หนังสือไตรภูมิ ที่มา http://www.agalico.com/board/showthread.php?t=1588 http://talk.mthai.com/topic/64206#reply Mon, 29 Jun 2009 04:23:31 +0700 ไม่ไป นะนรก 64206 at http://talk.mthai.com/ VDO การจัดการเวลานั่งสมาธิเเล้วยังไม่นิ่ง http://talk.mthai.com/topic/64118 ตามนี้ครับ อนุโมทนาครับทุกท่าน http://www.youtube.com/watch?v=Mc0UXMfhZRk&feature=related http://talk.mthai.com/topic/64118#reply Sun, 28 Jun 2009 05:59:54 +0700 นั่งนิ่ง สิ่งดี 64118 at http://talk.mthai.com/ ให้ตั้งสัจจะ...หลวงปู่แหวน http://talk.mthai.com/topic/64117 ให้ตั้งสัจจะ...หลวงปู่แหวนให้ตั้งสัจจะ การ ปฏิบัติเราจะเดินก็ให้ตั้งสัจจะไว้ว่า จะเดินเท่านี้เท่านั้น หรือเราจะนั่งวันหนึ่งคืนหนึ่ง หรือถ้าเราสู้ไม่ไหวเราก็เอาแต่พอสมควร ให้ตั้งใจจริงๆ กำหนด ตั้งสัจจะไว้ในจิตในใจ ละความมัวเมาออกให้หมด คอยกำหนดจิตเข้ามาสู่ภายในให้ใจเบิกบาน ตั้งความสัจจะว่าจะภาวนาเป็นเวลาเท่านั้นเท่านี้ หรือถ้าจะเดินก็ให้กำหนด ระวังรักษาจิตใจของเรา ให้แช่มชื่นเบิกบานไม่ปล่อยจิตปล่อยใจให้เป็นธรรมเมา รักษาจิตใจให้ตั้งอยู่เฉพาะธรรมโม อย่า ละความเพียรความพยายาม ให้เพียรไปติดต่อกัน จะเป็นวันหนึ่งหรือคืนหนึ่งก็ได้ เช่น ตั้งสัจจะว่าจะนั่งตลอดคืนจะไม่นอน อย่างนี้ตั้งสัจจะไว้อย่างนี้เป็นการดี ตั้งสัจจะต่อพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ แล้วตั้งใจให้ดี คอยระวังรักษาจิตใจของเรานั้นแหละ ให้ผ่องใสตลอดไป ให้ พยายามรักษาความดีความหมั่นความขยันของเราไว้ ให้สละความเกียจคร้านออกไปเสีย ปกติจิตของเรานี้มักจะไหลไปสู่ความเกียจคร้านความลุ่มหลง เรา ต้องพยายามหาอุบายมาเตือนตนอยู่เสมอ ด้วยความเพียรความหมั่น ให้รักษา กาย วาจา ใจ ของเราให้บริสุทธิ์บริบูรณ์ในสิกขาวินัย นำความผิดความชั่ว ออกจากกาย จากวาจา จากใจ อาศัย ความเพียรเป็นไปติดต่อ จึงจะชนะความเกียจคร้านได้ ความมัวเมา ความประมาทอันใดมีก็ให้ละเสีย ให้วางเสีย ทำจิตใจของเราให้ตั้งอยู่ในธรรมโม พิจารณากลับไปกลับมาอยู่อย่างนี้ ต้องอาศัยความเพียรความหมั่นความขยัน ไม่เช่นนั้นจิตมันจะตกไปสู่ความเกียจคร้าน เรา ต้องตักเตือนข่มขู่ ชักจูงแนะนำจิตของเราด้วยอุบายแยบคาย ถ้าจิตใจมันเกียจคร้าน เราต้องหาอุบายมาตักเตือน ชักจูงแนะนำ ให้มีความอาจหาญ ร่าเริง ให้เกิดความอุตสาหะขยันหมั่นเพียร ไม่ปล่อยให้จิตนิ่งเฉยเกียจคร้าน เรา ต้องละความเกียจคร้าน ความไม่ดีของจิตด้วยการอบรมภาวนาอย่างนี้ ถ้าเราตักเตือนชี้นำด้วยอุบายอันชอบ ในที่สุดจิตก็จะฟังเหตุผล เกิดความมุมานะพยายามในความเพียร เราต้องข่มขู่ตักเตือนบ่อยๆ ในสมัยที่จิตนิ่งเฉยต่อความเพียร ถ้า เราคอยประคับประคองจิต ด้วยอุบายข่มขู่ตักเตือน ด้วยอุบายแยบคาย จิตย่อมจำนนต่อเหตุผล ระวังรักษาสติไว้อย่าให้หลงลืม ฝึกหัดให้เกิดความรู้ความฉลาดเกิดขึ้นในจิตในใจของตน จิต ของเรา ถ้ามันเกียจคร้านขึ้นมา มันจะให้เรานอนท่าเดียว ถ้ามันเกิดอย่างนี้ขึ้นมา เราต้องหาอุบายมาข่มขู่ตักเตือน อุบายใดที่ยกขึ้นมาชี้แจงแล้วจิตยอมเชื่อฟังนั่นแหละคืออุบายที่ควรแก่จิตใน ลักษณะนั้น และในขณะนั้นๆ ถ้าเราไม่ข่มขู่ชี้โทษโดยอุบายที่ชอบ ใครเขาจะมาตักเตือนเรา บางครั้งจิตถ้ามันเกียจคร้านขึ้นมา มันจะวางเฉยในอารมณ์ทั้งหมด ในลักษณะเช่นนี้แหละ เราต้องหาอุบายมาทำให้จิตตื่นให้ได้ เช่นไหว้พระสวดมนต์ หรือยกธรรมบทใดบทหนึ่งขึ้นมาพิจารณา ให้ ตั้งอยู่ในความหมั่นความเพียร ในคุณงามความดีของตน พยายามเพ่งดูในจิตในใจของเรานี้แหละ ถ้าไม่อาศัยความขยันหมั่นเพียร ไม่ได้ จิตเรานี้มันมักจะไหลไปสู่อารมณ์ต่างๆ เป็นอดีตอนาคตไป เราต้องหาอุบายมาชี้แจงให้ตั้งอยู่ในปัจจุบันธรรม ถ้า เราไม่หมั่นหาอุบายมาอบรมจิตแล้ว ส่วนมากจิตมักจะเกิดความเฉื่อยชา วางเฉย ดังนั้น อุบายจึงเป็นของสำคัญ ยกขึ้นสู่การพิจารณาชี้แจง ให้จิตอาจหาญ ร่าเริง เห็นแจ้งในจิตในใจของเรา ถ้าจิตยิ่งเกิดเกียจคร้านเท่าไรเราก็ต้องเพิ่มความพยายามตักเตือน โดยอุบายให้มากขึ้นให้เท่าเทียมกัน จนเกิดความขยันขันแข็ง เบิกบานผ่องใส ให้ตั้งอกตั้งใจตั้งสัจจะ ตรงต่อคุณพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ให้เกิดความอุตสาหะวิรยะ ความพากความเพียร ในภาวนาในคุณความดี ให้ตั้งอยู่ในสิกขาวินัย ในความหมั่นความเพียร ให้ ตั้งความสัจจ์ความเพียรไว้ อย่าเป็นคนเกียจคร้าน พระพุทธเจ้าสั่งสอนเราให้ตั้งอยู่ในมรรคในผล ให้พยายามรักษาจิตรักษาใจของเรา อาศัยความองอาจกล้าหาญ ในความพากความเพียรของเรา อย่าอ่อนแอท้อแท้ เราต้องสู้กับทุกสิ่งทุกอย่าง ถ้าองอาจกล้าหาญจึงจะผ่านอุปสรรคไปได้ ให้รักษาตา รักษาหู รักษาจมูก รักษากาย รักษาใจ ของตน ในทุกอิริยาบท ยืน เดิน นั่ง นอน.http://board.palungjit.com/f131/%E0%B9%83%E0%B8%AB%E0%B9%89%E0%B8%95%E0%B8%B1%E0%B9%89%E0%B8%87%E0%B8%AA%E0%B8%B1%E0%B8%88%E0%B8%88%E0%B8%B0-%E0%B8%AB%E0%B8%A5%E0%B8%A7%E0%B8%87%E0%B8%9B%E0%B8%B9%E0%B9%88%E0%B9%81%E0%B8%AB%E0%B8%A7%E0%B8%99-16733.html http://talk.mthai.com/topic/64117#reply Sun, 28 Jun 2009 04:38:17 +0700 สัจจะ นะครับ 64117 at http://talk.mthai.com/