งูพิษและการรักษาพยาบาล -=Byหมอแมว=- หมวด » ชีวิต ความรัก สุขภาพ » สุขภาพ

คำเตือน กระทู้นี้ยาวมาก 

 

เมื่อไม่กี่วันมานี้ได้มีข่าวลงในหนังสือพิมพ์เกี่ยวกับเรื่องงูกัดซึ่งได้พูดถึงเรื่องข้อข้องใจในเรื่องเกี่ยวกับการใช้เซรุ่ม และการขันชะเนาะ
ทำไมไม่ให้เซรุ่ม ?
ทำไมจึงต้องมาคลายขันชะเนาะ ?
วันนี้จะมาพูดถึงกันครับ
ซึ่งก่อนจะไปเริ่มกันที่เรื่องการรักษา เราคงต้องไล่เรียงถึงความรู้เรื่องงูและพิษของมันเสียก่อนครับ เพราะว่าเหตุผลในการ “ทำ” และ “ไม่ทำ” ของการรักษาต่างๆนั้นมีสาเหตุและที่มาที่ไป  ซึ่งเจ้าเหตุผลทางวิทยาศาสตร์นี่แหละที่ทำให้บางครั้งแพทย์ทำการรักษาไม่ตรงกับ “ความเชื่อ”

 

 

ว่าด้วยเรื่องพิษงู

ทำไมงูต้องมีพิษ
งูเป็นสัตว์ที่มีขนาดเล็กเมื่อเทียบกับตัวเหยื่อ ผลที่ตามมาหลังจากนั้นคือการล่าเหยื่อจะทำได้ยาก  การกินเหยื่อก็ทำได้ยาก  ... งูส่วนใหญ่(80%)เป็นงูไม่มีพิษ ซึ่งมักเป็นงูที่มีขนาดเล็กและกินแมลงหรือสัตว์ตัวเล็กๆเป็นอาหารเพราะมันดิ้นมากไม่ได้ สู้งูก็ไม่ได้

ในงูที่ตัวใหญ่ขึ้นและต้องการอาหารมากขึ้น ข้อจำกัดที่ทำให้มันเสียเปรียบก็มีหลายข้อ
- สัตว์ที่เป็นเหยื่อตัวใหญ่ขึ้น กำลังก็มากขึ้น ดิ้นรนได้มากกว่าจับสัตว์เล็กๆ
- งูที่กินสัตว์ใหญ่กว่า ต้องถอดขากรรไกรเพื่อกลืนเหยื่อ ถ้าเหยื่อยังดิ้นได้ก็จะกลืนไม่ได้
- สัตว์ที่ตัวใหญ่ ถ้าเข้าไปสดๆอาจจะย่อยยาก
ดังนั้นพิษที่งูมีจะเข้ามาแก้ปัญหาในเรื่องเหล่านี้ครับ  

 

 

ชนิดของพิษงู

ในน้ำพิษของงู มีสารหลายชนิดซึ่งทำหน้าที่ในการจัดการเหยื่อต่างๆกันออกไป ในงูแต่ละพันธุ์จะมีความเด่นของสารพิษต่างๆกันไป ดังนั้นคนเราจึงแบ่งพิษงูเป็นสองลักษณะคือ พิษแบบจำเพาะ และพิษแบบไม่จำเพาะ

พิษแบบไม่จำเพาะ คือพิษของงูที่พบได้ในงูหลายๆชนิด อาจจะเป็นเอนไซม์หรือสารที่มีพิษต่อเหยื่อ
สารกลุ่มที่เจอได้ก็คือ
1. สารกลุ่มPhosphoesterase มีฤทธิ์ทำให้หลอดเลือดเกิดการขยายตัว และกดการทำงานของหัวใจ ดังนั้นเหยื่อที่ได้พิษนี้มากๆจะความดันต่ำและหัวใจหยุดเต้นได้
2. กลุ่มเอนไซม์ย่อยสลายเนื้อเยื่อ ที่รู้จักกันดีคือ Hyluronidase  Amino acid oxidase และ Protease พวกนี้จะทำลายเนื้อเยื่อของเหยื่อ เพื่อให้พิษแทรกซึมเข้าไปในเนื้อเยื่อของเหยื่อได้ดีขึ้น

พิษแบบจำเพาะคือพิษที่มีลักษณะเด่นชัดในงูชนิดนั้นๆ และสามารถใช้เป็นหลักในการดูแลรักษาได้ พิษแบบจำเพาะที่เด่นๆก็คือ
1. พิษต่อระบบเลือด  - งูในตระกูลนี้ที่เจอในเมืองไทยบ่อยๆก็คืองูเขียว งูกะปะ และงูแมวเซาครับ พิษต่อระบบเลือดนี้เกิดจากเอนไซม์หลายชนิดในพิษงู  ซึ่งบางตัวไปเลียนแบบสารที่เกี่ยวข้องในกระบวนการการแข็งตัวของเลือดในร่างกาย (Thrombin – like Enzyme) บางตัวทำลายเลือดและลิ่มเลือดที่แข็งตัว (กลุ่ม Proteolytic enzyme) ดังนั้นคนที่ถูกพิษของงูในกลุ่มนี้เข้าไป จะเกิดอาการเด่นในเรื่องเลือดไม่แข็งตัว เช่นมีเลือดออกตามทวารต่างๆ  
2. พิษต่อระบบประสาท – งูที่เด่นๆในกลุ่มนี้ก็คืองูเห่า งูจงอาง โดยพิษของงูเหล่านี้เกิดจากสารกลุ่ม Polypeptides และกลุ่มAcetylcholinesterase ซึ่งออกฤทธิ์ต่อระบบประสาทในร่างกาย โดยมีทั้งที่ออกฤทธิ์ต่อสมอง และ กล้ามเนื้อ ดังนั้นคนที่โดนฤทธิ์ของพิษนี้เข้าไปมากพอก็จะเกิดอาการของกล้ามเนื้อไม่ทำงานหรืออัมพาตขึ้น ที่ได้ยินกันบ่อยๆคือคนที่โดนกัดทำตาปรือเหมือนจะหลับ และปลุกไม่ตื่น  (จริงๆไม่ได้หลับไม่ได้ง่วง แต่กล้ามเนื้อเป็นอัมพาต)
อันตรายของพิษกลุ่มนี้คือหากกล้ามเนื้อโดนพิษเข้าไปมากพอ ก็จะเกิดอัมพาตขึ้น การอัมพาตที่ทำให้ตายได้ก็คือการอัมพาตของกล้ามเนื้อกระบังลม เพราะทำให้ผู้ที่ถูกกัดหยุดหายใจ
3. พิษต่อกล้ามเนื้อ – ได้แก่งูพวกงูทะเล เวลากัดแล้วพิษของมันจะไปทำลายกล้ามเนื้อโดยตรง คนที่โดนพิษเข้าไปจะเกิดอาการปวดกล้ามเนื้ออย่างมากเพราะกล้ามเนื้อในร่างกายถูกทำลายย่อยสลาย อาจจะมีปัญหาทางไตตามมา

 

 นั่นคือการแบ่งแยกพิษงูเป็นหลักคร่าวๆครับ  ... แต่หากไปถามแพทย์ที่รักษางูกัดบ่อยๆจะพบความจริงอย่างนึงคือ คนที่ถูกพิษงูกัด ไม่ได้มีอาการของการถูกพิษชนิดนั้นชนิดเดียว
คนที่โดนงูเห่ากัด ไม่ได้มีเฉพาะอาการของระบบประสาทเป็นอัมพาต แต่มักบวมและมีการเน่าตายของเนื้อบริเวณที่ถูกงูกัดด้วย หากโดนกัดที่ส่วนปลายมากๆ อาจจะถึงขั้นต้องตัดส่วนนั้นทิ้งไป
คนที่โดนงูแมวเซากัด นอกจากเลือดไม่แข็งตัว บางคนยังมีภาวะไตวายตามมา
คนที่โดนงูกะปะกัด อาจจะไม่ได้มีอาการเลือดออก แต่อาจจะมีเนื้อเน่าตายตรงรอบๆแผลได้
....
แล้วเราแบ่งชนิดไปทำไมให้เมื่อยตุ้ม ? ในเมื่อคนที่โดนงูกัดไม่ได้มีอาการแค่3อย่างที่ว่ามา แต่มีอาการอื่นๆปลีกย่อยมากมายตามแต่ชนิดของงู

 

การแบ่งชนิดนั้นทำไปเพื่อประโยชน์ในการดูแลรักษาและการเลือกเซรุ่มครับ
เพราะคนที่ถูกงูกัดมา ส่วนใหญ่จะไม่ทราบว่าตนเองโดนงูอะไรกัด และ ประวัติที่ได้จากคนที่เห็นหรือผู้ที่ถูกกัดก็ผิดพลาดได้บ่อย
- ผมเองเคยประสบด้วยตนเองกับคนที่บอกว่ารู้จักงูดี เอางูมาที่โรงพยาบาลแล้วบอกว่าโดนงูสิงกัด พอผมเอางูที่ตายแล้วตัวนั้นมาดู ปรากฏว่ามันมีแม่เบี้ย และมีเขี้ยว ... ซึ่งสีอย่างนั้นบอกได้อย่างเดียวว่าเป็นงูเห่า ! (ไหนว่ารู้จักงูดีไงลุง)
- อีกกรณีนึงญาติและคนเจ็บให้ประวัติว่างูตัวนั้นเป็นงูเห่า แต่ตีแล้วเอาไปทิ้งแล้ว ... แพทย์ตรวจดูแล้วก็ไม่มั่นใจ นักจึงให้ดูอาการก่อน ผู้ป่วยแสดงอาการบอกว่าง่วงนอนมากอยากหลับตลอดจนญาติสั่งให้หมอฉีดเซรุ่มแก้พิษงูเห่า แต่ปรากฏว่าเมื่อสังเกตอาการไปเรื่อยๆ มันไม่ใช่ลักษณะพิษของงูเห่าครับ ผ่านไปวันนึงปรากฏว่ามีอาการแสดงของพิษงูแมวเซาคือเกิดเลือดออกตามทวารต่างๆและไตวาย ... โชคดีที่แพทย์ที่ดูแลรอบคอบพอที่จะสั่งสังเกตอาการอื่นๆโดยไม่เชื่อที่ผู้ป่วยบอกว่าง่วงนอนตลอดเวลา (งูเห่ากัดไม่ได้ง่วง แต่หนังตาจะไม่มีแรงเฉยๆ) ทำให้ผุ้ป่วยรายนี้ได้รับเซรุ่มที่ถูกต้องและรอดมาได้ … ซึ่งต่อมาความจริงออกมาว่าแถวบ้านของผุ้ป่วยรายนี้เรียกงูทุกชนิดขึ้นต้นด้วย"งูเห่า"ทั้งหมด  -_-'

ดังนั้นในผู้ป่วยที่ถูกงูกัดมาที่โรงพยาบาลแล้วไม่มีตัวงูมา โดยปกติแล้วแพทย์จะให้สังเกตอาการทางระบบเลือดและสังเกตอาการทางสมอง ระหว่างที่นอนโรงพยาบาลครับ  ... อย่างเช่นในแถบที่ผมอยู่
ถ้ามีอาการทางด้านสมองและระบบกล้ามเนื้อ – ตีวงได้ว่าจะให้เซรุ่มของงูจงอางหรืองูเห่า
ถ้ามีอาการทางด้านระบบเลือด – ตีวงได้ว่าจะให้เซรุ่มของงูเขียวหรือไม่ก็งูแมวเซา
ถ้าไม่มีอาการ – ก็ไม่ต้องให้เซรุ่มอะไรทั้งนั้น ให้ไปก็ไม่ได้เกิดประโยชน์ ไปเพิ่มความเสี่ยงต่อการแพ้เปล่าๆ

(ปัจจุบันเซรุ่มพิษงูในไทยมี7ชนิดคือ เซรุ่มงูเห่า  , งูจงอาง , งูสามเหลี่ยม , งูทับสมิงคลา , งูแมวเซา  , งูกะปะ , งูเขียวหางไหม้  ... โรงพยาบาลผมมีสามแบบเอง )
 

การรักษาที่อยู่ตรงนี้ คือคำแนะนำมาตรฐานครับ เป็นแนวทางปฏิบัติสากลทั่วๆไป นำมาจาก
แนวทางการดูแลรักษาผู้ป่วยที่ถูกงูพิษกัด ของ กรมการแพทย์

การดูแลรักษาก่อนมาโรงพยาบาล (Pre-hospital treatment – First Aid)

        วัตถุประสงค์ของการปฐมพยาบาลก่อนมาโรงพยาบาล เพื่อลดหรือชะลอการแทรกซึมของพิษงู และช่วยป้องกันภาวะแทรกซ้อนที่อาจจะเกิดขึ้น  โดย

1.      พยายามให้บริเวณที่ถูกงูกัดเคลื่อนไหวน้อยที่สุด โดยเฉพาะอวัยวะส่วนที่ถูกงูกัดจะชะลอการซึมของพิษงูเข้าสู่ร่างกายได้      
2.      ล้างแผลด้วยน้ำสะอาด ห้ามกรีด ตัด ดูด จี้ไฟ หรือพอกยาบริเวณแผลที่ถูกงูกัด เนื่องจากอาจทำให้มีการติดเชื้อได้ และการดูดแผลงูกัด อาจเกิดอันตรายร้ายแรงต่อผู้ดูด
3.   ใช้เชือก หรือผ้าขนาดประมาณนิ้วก้อย รัดเหนือแผลที่ถูกกัดแน่นพอควร ให้สอดนิ้วมือได้ 1 นิ้ว (ทุก 15-20 นาที อาจคลายเชือกหรือสายรัดออกประมาณ 1 นาทีจนกว่าจะถึงโรงพยาบาล)  การรัดแน่นเกินไปอาจทำให้บวมและเนื้อตายมากขึ้น  
ในกรณีที่สามารถทำได้ อาจทำ pressure immobilization bandage
4.      นำผู้ป่วยส่งโรงพยาบาลโดยเร็วที่สุด และนำงูที่กัดมาด้วยถ้าเป็นไปได้ แต่ไม่จำเป็นต้องเสีย เวลาตามหางู

สังเกตนะครับว่าในนั้นยังมีการแนะนำเรื่องการรัดด้วยเชือกอยู่ ... ซึ่งเมื่อเทียบกับ การดูแลรักษาผู้ป่วยถูกงูกัด ของราชวิทยาลัยอายุรแพทย์ก็ปรากฎว่ามีเรื่องขันเชนาะเหมือนกัน
อ่านได้ตามLink
http://www.rcpt.org/rcpt_boffice/images_upload/news/74/files/snake%20bite.pdf

.... แปลกใจไหมครับ
ทำไมปัจจุบันนี้ แพทย์จะบอกว่าไม่ให้ขันชะเนาะแล้ว ... แต่ในหนังสือทั้งสองเล่มดันเขียนว่าให้ทำได้


การกระจายของพิษงูเข้าสู่ร่างกาย
จริงๆอยากให้ลืมConceptของพิษงูในคำว่า “พิษแล่นเข้าสู่หัวใจ” ไปเลยครับ ... เพราะที่จริงแล้วในช่วงเวลาไม่เกิน10นาที พิษงูบางส่วนก็เดินทางไปที่หัวใจเรียบร้อยแล้ว

Conceptของการจัดการกับพิษงูในทางการแพทย์มีหลักๆก็คือ
1. กันไม่ให้พิษออกฤทธิ์ถึงตายก่อนถึงโรงพยาบาล
2. รักษาอวัยวะส่วนที่ถูกกัดไม่ให้เน่าจนต้องตัดทิ้ง

- กันไม่ให้พิษออกฤทธิ์ถึงตาย  พิษที่ถึงตายนี้มีสองแง่คือ
พิษที่ทำให้หยุดหายใจเช่นพิษงูเห่างูจงอาง พวกนี้ต้องใส่ท่อช่วยหายใจ
พิษที่ทำให้หัวใจหยุดเต้นและความดันตก – เป็นพวกสารพิษกลุ่ม Phosphoesterase ที่กล่าวไว้ตั้งแต่ตอนต้น พวกนี้ต้องรักษาตามอาการที่เจอ ได้แก่การให้ยากระตุ้นหัวใจ การให้น้ำเกลือทางเส้น
ถ้าหากเกิดอาการก่อนถึงโรงพยาบาล ผู้ป่วยจะตาย ดังนั้นเราก็ต้องทำให้พิษอยู่ในอวัยวะส่วนนั้นจนกว่าจะไปถึงโรงพยาบาล
-  รักษาอวัยวะส่วนที่ถูกกัดไม่ให้เน่าจนต้องตัดทิ้ง ก็คือการป้องกันไม่ให้เกิดการเน่าจนต้องตัดส่วนนั้นทิ้ง

ผมตัดฉากไปอีกด้านหนึ่ง คือเรื่อง ระบบเลือดของอวัยวะส่วนแขนขาของมนุษย์
เวลาเราโดนงูกัด ส่วนมากมักโดนแขนและขา
เลือดจะไหลเข้าสู่ร่างกายก็ต้องผ่านทางเส้นเลือดดำ จากนั้นก็ไปยังหัวใจ แล้วก็ถูกบีบส่งไปทั่วร่างกาย
เส้นเลือดดำจากอวัยวะของร่างกายมุษย์ ก็จะประกอบไปด้วยสองส่วนครับ คือ
1. เส้นเลือดดำชั้นตื้น (Superficial vein) และ 2. เส้นเลือดดำชั้นลึก (Deep vein)
สังเกตจากภาพข้างล่างนี้นะครับจะเห็นดังต่อไปนี้
1. เส้นเลือดดำชั้นลึก อยู่ระหว่างกล้ามเนื้อเป็นมัดๆ
2. เส้นเลือดดำชั้นตื้น อยู่ผิวๆ
3. ในภาพไม่ได้แสดงเส้นเลือดแดง แต่ว่า เส้นเลือดแดงใหญ่ก็อยู่คู่กันไปกับเส้นเลือดดำที่อยู่ตรงกลาง 

เมื่อรู้กายวิภาคดังนี้แล้ว เรามาดูกันต่อว่าถ้ารักษาอย่างไรแล้วจะเป็นอย่างไร

0. ไม่รัดเลย
พิษแล่นแบบทางด่วนเข้าทั้งเส้นเลือดชั้นตื้นและลึก ... ไม่ดีแน่

1. รัดเชือกเข้าที่ผิวๆ ให้กดเฉพาะเส้นเลือดดำผิวชั้นตื้น (Superficial vein)
พอเรารัดเชือกที่ตรงนี้ เลือดที่เส้นเลือดผิวๆจะไม่ไหล แต่มันก็จะไหลตามลูกศรในภาพ ลงไปสู่เส้นเลือดดำที่อยู่ลึก กลับเข้าสู่หัวใจอยู่ดี แต่เสียเวลาย้ายที่จากชั้นตื้นลงชั้นลึกสักหน่อย

2. รัดเชือกแบบแรงขึ้นให้กดเส้นเลือดดำชั้นลึก (Deep vein)
เป็นหลักการของการขันชะเนาะที่ถูกวิธี ซึ่งก็จะสามารถหยุดเลือดไม่ให้ไหลย้อนกลับได้ระยะนึง แต่อย่าลืมว่าการขันชะเนาะที่ถูกต้องเส้นเลือดแดงยังทำงานอยู่นะครับ เส้นเลือดแดงนี้จะมีความดันสูง และเมื่อเลือดไหลเข้ามาได้เรื่อยๆ มันก็จะเพิ่มความดันในเส้นเลือดดำได้อยู่ดี ... และเมื่อความดันในเส้นเลือดดำมากขึ้นเรื่อยๆ  ในที่สุดแรงดันเลือดในเส้นเลือดดำก็จะมากพอที่จะเอาชนะแรงขันชะเนาะได้

3. งั้นรัดให้แน่นไม่ให้เลือดแดงไหลเข้า
ในเมื่อปัญหาอยู่ที่แรงดันเลือดเข้ามา เราก็รัดจนแน่นไม่ให้เลือดไหลเข้าได้ ... เมื่อไม่มีแรงดันเข้า ก็ไม่มีเลือดไหลกลับ พิษก็ไม่กลับสู่หัวใจ...ฟังดูดี
แต่ถ้าย้อนไปที่ผมบอกทางด้านบนๆ จะเห็นว่าพิษงู มันไม่ได้แบ่งแยกชัดเจน ... เจ้าพวกที่ออกฤทธิ์กดประสาทอย่างงูเห่าจงอาง มันก็มีพิษที่ทำลายเนื้อเยื่อและเส้นเลือด ... ดังนั้นเมื่อเรารัดแน่นขนาดนั้น คนไข้อาจจะรอดจากตาย แต่โดนตัดแขนตัดขาแทน

ดูแล้วบางคนอาจจะงงว่า ... อ้าว แล้วหยั่งนี้จะมีทางไหนจัดการได้ล่ะ
ดูแล้วเหมือนมืดแปดด้านไปหมด
แต่ทางออกมีครับ   

หากรัดขันชะเนาะไม่ได้ ทางแก้คือ??? 

เราต้องการให้เลือดกลับเข้าสู่หัวใจให้น้อยที่สุด ... แต่ดูเหมือนรัดอย่างไรก็ไม่ได้ผลใช่ไหมครับ ... รัดไม่พอ เลือดก็ไหลกลับเร็ว – รัดแน่นไป แขนขาก็เน่า
แต่คนที่เรียนวิศวะหรือช่างอาจจะนึกออกก็ได้ ทางแก้ก็คือการลดเลือดแดงที่เข้ามาที่แขนขาข้างนั้นไงครับ

เวลาคนโดนงูกัด ตกใจ วิ่งไปวิ่งมา หัวใจเต้น 140-150ครั้งต่อนาที
แต่ถ้าเราทำให้คนไข้สงบที่สุด หัวใจเต้นในระดับปกติ 70-80ครั้งต่อนาที  
คิดคร่าวๆแล้วต่างกันเท่าตัว ... หรือเรียกง่ายๆว่าซื้อเวลาเพิ่มขึ้นได้เป็นสองเท่า!!!

ดังนั้นเมื่อย้อนไปดูเหตุผลที่แพทย์มักจะแนะนำกัน
1. ห้ามกรีดแผล ห้ามเอาความร้อนมาจี้ ห้ามกินเหล้า ห้ามเอาไฟช๊อต – การทำในข้อนี้ไปทำให้หัวใจเต้นเร็ว เร่งให้เลือดที่มีพิษกระจายเร็วขึ้น
2. ให้ส่วนที่ถูกกัดอยู่นิ่งที่สุด – การไปขยับกล้ามเนื้อในส่วนที่ถูกกัด กล้ามเนื้อจะบีบตัว ทำให้บีบเส้นเลือดดำที่อยู่ลึกเร่งให้เลือดไหลกลับเข้าร่างกายเร็วขึ้น
3. ทำPressure Immobilization – การทำวิธีนี้จะไปกดรัดเส้นเลือดดำส่วนตื้นเล็กน้อย ทำให้เลือดไม่ไหลกลับทันที นอกจากนี้ยังป้องกันไม่ให้กล้ามเนื้อในส่วนดังกล่าวหดตัว ลดสาเหตุในข้อ2ข้างบนไปได้
4. ถ้าเจองู เอางูมา ถ้าไม่เจอไม่ต้องไปหา – ถ้าไม่สามารถจับงูได้ ก็ไม่ควรจับ เพราะอาจจะโดนกัดได้แผลมาอีก ... การที่คนเจ็บไปจับงูเอง ก็เร่งให้พิษกระจายเร็วขึ้น และอีกอย่างที่ต้องระวังคือจับมาผิดตัว (โดนงูเห่ากัด ไปตีเอางูเขียวมา)



คำแนะนำทุกข้อมีเหตุผลครับ
ทีนี้ เรามาดูกันต่อเรื่อง Pressure Immobilizationว่าทำกันอย่างไร

 หลักในการทำPressure immobilazation คือ
1. หาไม้หรือของแข็งมาดามส่วนที่โดนกัด
ดามยังไงก็ได้ครับ ขอแค่ไม่ให้ส่วนนั้นขยับงอได้ จุดประสงค์แค่นั้นครับ ไม่ต้องใช้ไม้แผ่นเรียบตามภาพก็ได้ ... ถ้าไม่มีอะไรก็หักกิ่งไม้แถวนั้นมาดามได้เลย
2.เอาไม้ทาบ จากนั้นเอาผ้ายืดพัน ถ้าตามหลักการก็ต้องใช้ผ้ายืดพันด้วยแรงที่พอเหมาะ พันให้ทั่วๆอย่างสวยงามตามรูปเพื่อให้แรงกดของผ้าเท่าๆกันทั้งส่วนนั้น

นั่นคือทฤษฎีครับ เพราะใครจะไปมีผ้ายืดติดบ้าน -_-'
ในทางปฏิบัติแล้วให้ทำอย่างนี้ครับ
1. หาอะไรก็ได้มาดาม ไม่ให้แขนหรือขาข้างนั้นขยับได้
2. ถ้าหาผ้าไม่ได้ ก็เอาเชือกมัดแขนหรือขาข้างนั้นให้ติดกับไม้ดามไม่ให้งอได้ (แต่ถ้ามีผ้ายาวๆก็ใช้ผ้าจะดีกว่า)
3. ถ้าหาอะไรไม่ได้เลย ก็เอาคนเจ็บขึ้นรถ
4. ถ้าใกล้อนามัยหรือคลินิก และ ห่างจากโรงพยาบาลเกินครึ่งชั่วโมง แวะอนามัยก่อน
5. ถ้าอยู่ใกล้โรงพยาบาลในระยะ5-10นาที ก็ตรงดิ่งไปโรงพยาบาลเลย

  ทีนี้เรามาเข้าเรื่องขันชะเนาะกันครับ ว่าทำไมยังมีบอกให้ทำได้ แต่ทำไมแพทย์บางท่านบอกไม่ให้ทำ

การขันชะเนาะ "อาจ" จะมีประโยชน์ในกรณีเดียวครับ คือ กรณีโดนงูเห่าและงูจงอางกัด
เพราะงูเห่างูจงอางกัด ถ้าพิษมากพอล่ะก็คนที่โดนกัดจะหยุดหายใจ ... ซึ่งการขันชะเนาะใช้เวลาน้อยกว่าการทำPressure Immobilizationมาก และสามารถกดDeepVein ได้ ดังนั้นจะซื้อเวลาในช่วงต้นได้ดีกว่า
ไม่มีตัวเลขที่แน่ชัด แต่ว่าน่าจะประมาณสัก 10 นาที ... ซึ่งการซื้อเวลาแบบนี้มักจะแลกมาด้วยการเน่าของแผลจากพิษคั่งแถวๆปากแผล ... แต่ก็พอคุ้มค่าถ้าไม่ต้องเสียชีวิต

ดังนั้นในหนังสือที่ให้แพทย์อ่าน บางเล่มยังเขียนให้ทำขันชะเนาะในรายที่โดนงูเห่าหรือจงอางกัดถ้าหากคิดว่าไปถึงแน่ๆใน 5-10นาที

แต่ในแง่ของประชาชนสาเหตุหลักที่ทำให้ไม่แนะนำให้ทำขันชะเนาะก็คือ
"ทำผิดวิธี" และ "ทำโดยไม่จำเป็น"

ทำผิดวิธี
การทำขันชะเนาะผิดวิธีที่เจอบ่อยคือ รัดมาอย่างแน่นหนาจนเขียว ซึ่งการรัดแบบนี้ส่งผลเสียคือทำให้พิษกระจายเข้าร่างกายเร็วขึ้น และยังทำให้เกิดการขาดเลือด+การคั่งของของเสีย ... เวลาคลายเชือกที่รัดไว้ พิษงูและของเสียที่คั่งค้างในส่วนนั้นจะพรั่งพรูกลับเข้าสู่ร่างกายอย่างรวดเร็ว อาจจะเกิดความดันต่ำเฉียบพลันหัวใจหยุดเต้นตายได้ (เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องเล่นๆนะครับ เพราะความดันต่ำและหัวใจหยุดทำงานจากพิษงูกลุ่ม Phosphoesterase + ของเสียที่คั่ง ช่วยยากมาก)

ทำโดยไม่จำเป็น
ถ้าหากงูพิษที่กัดไม่ใช่งูพวกที่ออกฤทธิ์ต่อระบบประสาท(งูเห่า จงอาง) การรัดขันชะเนาะนอกจากจะไม่มีประโยชน์แล้ว ยังเพิ่มอัตราการเน่าของอวัยวะส่วนนั้นๆอีก ทำให้ต้องตัดส่วนต่างๆทิ้งโดยไม่จำเป็น

ในชีวิตการทำงานของผม เจอคนที่ขันชะเนาะถูกต้องเพียงคนเดียวครับ ... โดนงูเขียวกัดมาอีกตะหาก -_-'

....
เว็บนี้ไปเจอเข้า เป็นเรื่องของ Steven Austin ซึ่งมีชื่อเสียงในทางด้านสารคดี  กับเรื่องราวการรักษางูกัดแบบผิดวิธีชนิดครบสูตร กับสภาพนิ้วมือของเขา  
http://www.wildlifeextra.com/go/pages/austin-stevens.html

.... ซึ่งนับว่ายังโชคดีเมื่อเทียบกับรูปข้างล่าง
เด็กคนดังกล่าวถูกงูกัด ซึ่งพิษงูไม่ได้ทำอันตรายเด็กคนนี้ ... แต่เด็กคนนี้ต้องเสียขาไปเพราะการรัดขันชะเนาะแบบผิดวิธี

 

 ในครั้งถัดไป เราจะมาคุยกันเรื่องเกี่ยวกับงูกัด เมื่อไปถึงโรงพยาบาล

- การรักษาที่โรงพยาบาล ทำไมรักษาแบบนี้

- โดนงูกัดที่คอ ต้องทำอย่างไร

- เซรุ่มรวมคืออะไร

 

 

ปล. ที่หายไปนานเพราะมีปัญหาส่วนตัวนิดหน่อยครับ  ไปดูได้ที่ http://mor-maew.exteen.com/20080521/hi5

ปอ. บางคนถามว่าทำไมผมไปเขียนไว้ที่ exteen.com เหตุผลคือเอาไว้เก็บกระทู้สุขภาพเก่าๆที่หายไปจากMthaiครับ ... กระทู้ไหนที่ยังตามอ่านได้จากMthaiผมจะไม่ไปลงไว้ที่นั่นครับ (เอาไว้เป็นPortfolio)
 


โดย: หมอแมว
ตั้งเมื่อ: 00:44 น. 23 พ.ค. 2008
แท็ก: หมอแมว งู

แสดงความคิดเห็น

emoticon emoticon emoticon emoticon emoticon emoticon emoticon emoticon emoticon emoticon emoticon emoticon emoticon emoticon emoticon emoticon emoticon emoticon emoticon emoticon emoticon emoticon emoticon emoticon emoticon emoticon emoticon emoticon emoticon emoticon emoticon emoticon emoticon

6 บวก 5 ได้เท่าไหร่ กรอกตัวเลขลงในช่องนี้  

ความคิดเห็นที่ 46

IP: 117.47.13.XXX

โดย: วัน เขียนเมื่อ 17:31 น. 1 ส.ค. 2008

ความคิดเห็นที่ 45

ทำปายดายยยยยยยยยยยยยยยย

น่ากลัวชิบหาย

แต่ก็ชอบสุดๆๆเยยยจ้า

IP: 117.47.13.XXX
โดย: fa เขียนเมื่อ 17:29 น. 1 ส.ค. 2008

ความคิดเห็นที่ 44

IP: 118.172.53.XXX
โดย: นุ่น เขียนเมื่อ 13:26 น. 2 ก.ค. 2008

ความคิดเห็นที่ 43

ไม่น่าเชื่อมีความเห็นที่ถูกปิดเยอะในกระทู้นี้ คงเป็นกระแสแรงไม่ถูกใจคนเขียน สงสัยเริ่มมีคนรู้จักแล้ว หมอแมวอยู่จังหวัดนี้นานเกินไปแล้วมั๊งหมอจ๋า อาการออก

IP: 118.174.180.XXX
โดย: รัก เขียนเมื่อ 22:30 น. 29 พ.ค. 2008

ความคิดเห็นที่ 42

เมื่อวันพุธที่ 21 พ.ค. ที่ผ่านมา กรมพัฒนาการแพทย์แผนไทยและการแพทย์
ทางเลือก ได้จัดการบรรยาย "เคล็ดวิชาจากหมองูพื้นบ้าน" มีแพทย์แผนไทย
ผู้เชี่ยวชาญทางพิษแห่งเมืองจันทร์ 'หมอเด่น ต่อสกุล' เป็นผู้บรรยายหลัก
เล่าถึงหลักการรักษาแบบดั้งเดิมที่ทำได้กระทั่งบำบัดรักษาผู้ถูกงูกัดในลักษณะ
ที่การแพทย์แผนปัจจุบันเกินเยียวยา ผมได้เข้าฟังบรรยายและบันทึกไฟล์เสียง
ไว้เป็นส่วนตัวเพื่อเผยแพร่ในเวปอื่น แต่คาดว่าเดือนหน้านิตยสารเพื่อสุขภาพ
ทั้งหลายต้องมีที่ลงเรื่องนี้กันบ้าง

IP: 58.64.121.XXX
โดย: คนอ่านดาว เขียนเมื่อ 21:03 น. 29 พ.ค. 2008
โดย: vv เขียนเมื่อ 19:48 น. 29 พ.ค. 2008 ความคิดเห็นนี้ถูกปิด

ความคิดเห็นที่ 40

ขอบคุณมากครับที่ให้ความรู้ที่ถูกต้องกับประชาชนทั่วไป ใจจริงผมอยากให้พวกสถานีโทรทัศน์ช่องต่างๆหรือผู้จัดทั้งหลายเรียนรู้เรื่องราวเหล่านี้ด้วย ไม่ใช่นางเอกโดนงูกัดพระเอกก็เอาปากดูด ชาวบ้านต่างจังหวัดเค้าก็เชื่อเพราะเค้าคิดว่าเป็นเรื่องถูกต้อง ยังมีอีกหลายอย่างที่เกี่ยวข้องกับการช่วยชีวิต แต่สื่อถ่ายทอดผิดๆ ช่วยกันนะครับให้สื่อถ่ายทอดความรู้ที่ถูกต้องให้ประชาชนบ้าง เพราะมันเกี่ยวข้องกับชีวิตจริงๆ

IP: 124.120.95.XXX
โดย: นายหนู เขียนเมื่อ 16:52 น. 29 พ.ค. 2008
โดย: k เขียนเมื่อ 14:26 น. 29 พ.ค. 2008 ความคิดเห็นนี้ถูกปิด
โดย: vv เขียนเมื่อ 08:57 น. 29 พ.ค. 2008 ความคิดเห็นนี้ถูกปิด
โดย: a เขียนเมื่อ 21:12 น. 28 พ.ค. 2008 ความคิดเห็นนี้ถูกปิด
โดย: ชไมพร เขียนเมื่อ 14:52 น. 28 พ.ค. 2008 ความคิดเห็นนี้ถูกปิด
โดย: vv เขียนเมื่อ 11:11 น. 28 พ.ค. 2008 ความคิดเห็นนี้ถูกปิด

ความคิดเห็นที่ 34

ทู้นี้ดีจังได้ความรู้

IP: 90.198.98.XXX
โดย: ขอบคุงหมอแมว เขียนเมื่อ 17:43 น. 27 พ.ค. 2008
โดย: k เขียนเมื่อ 14:37 น. 27 พ.ค. 2008 ความคิดเห็นนี้ถูกปิด
โดย: vv เขียนเมื่อ 12:17 น. 27 พ.ค. 2008 ความคิดเห็นนี้ถูกปิด

ความคิดเห็นที่ 31

อ่านง่ายมากมายเลยคับ ขอบคุณสำหรับสิ่งดีๆนะคับ

IP: 192.168.1.33, 58.136.60.XXX
โดย: บาส....OD เขียนเมื่อ 23:03 น. 26 พ.ค. 2008
โดย: k เขียนเมื่อ 15:27 น. 26 พ.ค. 2008 ความคิดเห็นนี้ถูกปิด

ความคิดเห็นที่ 29

ได้ความรู้ดีคะ

IP: 202.91.18.XXX
โดย: tata เขียนเมื่อ 14:13 น. 26 พ.ค. 2008

ความคิดเห็นที่ 28

ขอบคุณมากๆครับคุณหมอแมว ^^

IP: 61.91.172.XXX
โดย: สมัญตาจักษุ เขียนเมื่อ 13:42 น. 26 พ.ค. 2008

ความคิดเห็นที่ 27

ตกลงคุณหมอแมวเป็นผู้หญิง หรือ ผู้ชายค่ะ

IP: 125.24.185.XXX
โดย: สงสัย เขียนเมื่อ 11:24 น. 26 พ.ค. 2008

ความคิดเห็นที่ 26

มีวิธีป้องกันไม่ให้ถูกงูกัดไหมครับ
ส่วนใหญ่งูจะกัดส่วนไหนมากที่สุด
ที่พกมะนาวเข้าป่าด้วยเป็นไสยศาสตร์หรือวิชาการ
จริงหรือไม่ที่ห้ามฆ่างูทุกชนิดเวลาอยู่ในป่า
หรือมีคำแนะนำอื่นๆช่วยบอกด้วยครับ

IP: 192.168.50.149, 124.121.37.XXX
โดย: 5a เขียนเมื่อ 03:09 น. 26 พ.ค. 2008

ความคิดเห็นที่ 25

ชอบรูปงูอ่ะ น่ารักดี

IP: 124.120.45.XXX
โดย: ppp เขียนเมื่อ 22:27 น. 25 พ.ค. 2008
โดย: rich เขียนเมื่อ 18:50 น. 25 พ.ค. 2008 ความคิดเห็นนี้ถูกปิด
โดย: vv เขียนเมื่อ 10:46 น. 25 พ.ค. 2008 ความคิดเห็นนี้ถูกปิด

ความคิดเห็นที่ 22

แล้วคนที่ตอบแทนบุญคุณคนโดยการว่าร้ายและโยนความผิดให้เวลาทำงานด้วยกันละ ใช้เซรุ่มแก้พิษอะไรดี

IP: 118.174.36.XXX
โดย: สงสัยจิง เขียนเมื่อ 22:32 น. 24 พ.ค. 2008

ความคิดเห็นที่ 21

โอ้วได้ความรู้ดีคับ thx

IP: 125.25.133.XXX
โดย: - -" เขียนเมื่อ 20:47 น. 24 พ.ค. 2008

ความคิดเห็นที่ 20

ขอบคุณมากๆเลย

IP: 192.168.46.10, 202.142.204.XXX
โดย: tt เขียนเมื่อ 20:39 น. 24 พ.ค. 2008

ความคิดเห็นที่ 19

เคยดูสารคดีเกี่ยวกับงูของฝรั่ง เค้าบอกว่าถ้าถูกงูกัดพยายามอย่าตื่นเต้นเพราะจะทำให้พิษเข้าสู่หัวใจเร็วขึ้น แล้วให้รีบไปโรงบาลแล้วจดจำงูว่าเป็นงูอะไร

IP: 118.173.164.XXX
โดย: กา เขียนเมื่อ 14:29 น. 24 พ.ค. 2008
โดย: อยากรวยมา เขียนเมื่อ 13:03 น. 24 พ.ค. 2008 ความคิดเห็นนี้ถูกปิด
โดย: k เขียนเมื่อ 12:27 น. 24 พ.ค. 2008 ความคิดเห็นนี้ถูกปิด
โดย: cenr เขียนเมื่อ 08:33 น. 24 พ.ค. 2008 ความคิดเห็นนี้ถูกปิด

ความคิดเห็นที่ 15

ความรู้ท่านมีประโยชน์มากครับ

IP: 222.123.177.XXX
โดย: ขอบคุณมากครับ เขียนเมื่อ 03:39 น. 24 พ.ค. 2008

ความคิดเห็นที่ 14

ความรู้ท่านมีประโยชน์มากครับ

IP: 222.123.177.XXX
โดย: ขอบคุณมากครับ เขียนเมื่อ 03:36 น. 24 พ.ค. 2008

ความคิดเห็นที่ 13

หมอน่ารักอีกแล้ว มีเรื่องดีๆมีประโยชน์มาฝากตลอด ถ้ายังไม่มีแฟนบอกนะค่ะ เดี๋ยวจัดให้ หุหุ

IP: 58.9.101.XXX
โดย: ppp เขียนเมื่อ 20:30 น. 23 พ.ค. 2008
โดย: ชไมพร เขียนเมื่อ 20:05 น. 23 พ.ค. 2008 ความคิดเห็นนี้ถูกปิด
โดย: อโนชา เขียนเมื่อ 19:48 น. 23 พ.ค. 2008 ความคิดเห็นนี้ถูกปิด
โดย: k เขียนเมื่อ 17:53 น. 23 พ.ค. 2008 ความคิดเห็นนี้ถูกปิด

ความคิดเห็นที่ 9

อยากรู้เกี่ยวกับโรคตับแข็ง เพราะตอนนี้พ่อป่วย ขอบคุณล่วงหน้าครับ

IP: 202.183.244.XXX
โดย: วีรภาพ เขียนเมื่อ 17:39 น. 23 พ.ค. 2008

ความคิดเห็นที่ 8

ขอบคุณคร้าบบบ

IP: 124.157.133.XXX
โดย: เด เขียนเมื่อ 16:40 น. 23 พ.ค. 2008

ความคิดเห็นที่ 7

ขอบคุณค่า

IP: 203.148.245.XXX
โดย: nun เขียนเมื่อ 16:16 น. 23 พ.ค. 2008

ความคิดเห็นที่ 6

ขอภาคต่อไวๆนะครับ ผมชอบเรื่องแบบนี้มากๆเลย แต่เจอเข้าจริงๆคงทำอะไรไม่ถูกอ่ะครับ

ขอบคุณที่นำมาแนะนำครับ

7+6 ได้เท่าไร ตอบ 13 มันบอกผิด แล้วจะโพสได้มั้ยเนี่ย

IP: 58.64.75.XXX
โดย: lplover เขียนเมื่อ 15:38 น. 23 พ.ค. 2008

ความคิดเห็นที่ 5

ชอบคุณหมอแมวมากๆค่ะเป็นผู้ให้มาโดยตลอดให้ความรู้กับคนได้บุญที่สุดแล้วค่ะ ขอให้กระทู้แบบนี้อยู่คู่mthaiไปนานๆนะคะ
ปล.อยู่กระทรวงเดียวกันขอสนับสนุนคนทำดีค่ะ

IP: 125.25.195.XXX
โดย: peacha เขียนเมื่อ 15:27 น. 23 พ.ค. 2008

ความคิดเห็นที่ 4

ขอบคุณค้าบ...

IP: 124.120.20.XXX
โดย: กอล์ฟ เขียนเมื่อ 14:29 น. 23 พ.ค. 2008

ความคิดเห็นที่ 3

...ขอบคุณครับคุณหมอแมว
หายไปนานนะครับ...แต่พอกลับมาก็มาพร้อมกับสาระและประโยชน์เช่นเคย

IP: 125.25.241.XXX
โดย: ลุงป.6(แล้วกูก็บวกเลขผิดอีกตามเคย) เขียนเมื่อ 12:32 น. 23 พ.ค. 2008

ความคิดเห็นที่ 2

ขอบคุณมากๆ เลยคับ

IP: 58.137.98.XXX
โดย: demontum เขียนเมื่อ 11:46 น. 23 พ.ค. 2008

ความคิดเห็นที่ 1

อ่า เรื่องดีๆ เช่นเคย จากหมอแมว
ขอบคุณสำหรับความรู้ดีๆ ที่นำมาเผยแพร่ต่อกันค่ะ

IP: 125.26.200.XXX
โดย: หมอหมูหมู เขียนเมื่อ 10:31 น. 23 พ.ค. 2008
ตั้งกระทู้ใหม่
ข้อความทีท่าน ได้อ่านบนเวบเพจนี้ เกิดขึ้นจากการเขียนโดยสาธารณชน และตีพิมพ์แบบอัตโนมัติ ผู้ดูแลเวบไซด์แห่งนี้ ไม่จำเป็นต้องเห็นด้วย และไม่รับผิดชอบต่อข้อความใดๆ ผู้อ่านจึงต้องใช้วิจารณญาณ ในการกลั่นกรองด้วยตัวเอง และถ้า ท่านพบเห็นข้อความใดๆ ที่ ขัดต่อกฎหมายและศีลธรรม กรุณาแจ้งมาที่ webmaster@mthai.com เพื่อทีมงานจะได้ ดำเนิน การทันที ขอขอบพระคุณ