เก็บตกว่าด้วยเรื่องงูพิษและการรักษา -=Byหมอแมว=- หมวด » ชีวิต ความรัก สุขภาพ » สุขภาพ

 ครั้งที่แล้วเราจัดการผู้ป่วยจนกระทั่งเอาตัวไปถึงโรงพยาบาลได้แล้ว วันนี้เรามาต่อกันเรื่องการรักษางูกัดกันต่อครับ
ความรู้เรื่องการรักษานี้ความจริงเป็นสิ่งที่แพทย์รู้ โดยที่ผู้ป่วยและญาติอาจจะไม่ต้องรู้เลยก็ได้ เพราะว่าในที่สุดการรักษาจะตกไปอยู่ตรงจุดของแพทย์ไม่ใช่ญาติหรือผู้ป่วย
แต่ว่าในชีวิตจริง มนุษย์ทุกคนมีความไม่มั่นใจในเรื่องที่เป็นเรื่องคอขาดบาดตายอยู่แล้ว ทำให้หลายครั้งหลายคราวเวลาแพทย์รักษาผู้ป่วยตามหลักทางการแพทย์แต่ว่าไม่ตรงใจผู้ป่วยหรือญาติก็จะเกิดปัญหาความขัดแย้งตามมา
ดังนั้นหัวข้อต่อจากนี้จะเน้นเรื่องของงูกัดและการรักษาที่เกี่ยวข้องครับ เพื่อที่ว่าหากต่อไปเกิดมีใครในที่นี้ไปโดนงูกัด จะได้เข้าใจและไม่ต้องตกใจกับการรักษา

เมื่อไปถึงโรงพยาบาล
เมื่อถูกงูกัดแล้วไปที่โรงพยาบาล อย่างแรกเลยที่จะโดนถามคือโดนอะไรมาหรือโดนอะไรกัด จากนั้นเมื่อได้ข้อมูลแล้วว่าโดนอะไรกัด(หรือไม่รู้ว่าโดนอะไรกัดก็ตาม) ก็จะเข้าสู่กระบวนการรักษา
- ถ้าคุณรู้ว่าเป็นงู แต่ไม่รู้ว่าเป็นงูอะไร หรือมีรอยเขี้ยวและฟันแต่ไม่รู้โดนตัวอะไรกัด แพทย์ก็จะให้นอนสังเกตอาการ เพื่อดูว่าถ้ามีอาการของพิษ พิษนั้นเป็นพิษจากงูในกลุ่มใด
- ถ้าคุณเห็นตัวงูชัดเจน รู้จักชนิดงูดี แพทย์ก็เลือกการรักษาไปตามชนิดของงูเลย เตรียมเซรุ่มของงูชนิดนั้นเอาไว้ และเฝ้าดูอาการจากพิษงู ระวังอาการอื่นๆข้างเคียงของพิษงูชนิดนั้นๆ รวมทั้งเผ้าระวังอาการอื่นๆเผื่อไว้ว่าคุณดูชนิดงูผิด
- ถ้าเห็นว่าไม่ใช่รอยจากงูหรือว่าเห็นตัวว่าไม่ใช่งู ก็รักษาแล้วกลับบ้าน

โดยมากแล้วหากไม่มั่นใจในเรื่องชนิดของงูที่มากัด แพทย์ก็จะรักษาแบบครอบคลุมไว้ก่อนโดย
- เฝ้าระวังอาการชนิดจำเพาะของพิษงู - ได้แก่อาการทางระบบประสาท ระบบเลือด หรือ ระบบกล้ามเนื้อ เพื่อจะได้ระวังอันตรายที่อาจจะเกิดขึ้นและสามารถจำกัดวงของการใช้เซรุ่มได้
- เผ้าระวังอาการที่ไม่จำเพาะของพิษงู - ได้แก่อาการบวม ปวด แผลเนื้อเน่าตาย ความดันเลือดต่ำ หัวใจทำงานผิดปกติ การขาดเลือดของอวัยวะส่วนปลาย เพื่อจะได้รักษาก่อนที่จะรุนแรงไปยิ่งกว่าเดิม
ส่วนการรู้ว่างูที่กัดเป็นงูอะไร(หรือจับงูมาได้แล้วดูออก) จะมีส่วนช่วยได้บ้างครับ คือทำให้การรักษานั้นแคบขึ้นคือ
- เฝ้าระวังอาการชนิดจำเพาะของพิษงู - ตามชนิดของงูนั้นๆ
- เฝ้าระวังอาการที่ไม่จำเพาะของพิษงู - เหมือนข้างบน
สังเกตนะครับว่าต่อให้รู้ว่างูที่กัดเป็นงูอะไร ก็ต้องเฝ้าระวังอาการต่ออยู่ดี ไม่ได้ทีการให้เซรุ่มแก้พิษงูทันที

 

 

เรื่องที่ว่าโดนตัวอะไรกัดมากันแน่ตรงนี้ต้องตอบตามจริงครับ มีความสำคัญในการรักษามาก
เพราะตามหลักในการรักษาเรื่องงูกัด แพทย์จะมุ่งรักษาชีวิตไว้ก่อน จากนั้นรักษาอวัยวะ และท้ายที่สุดคือการรักษาอาการ  ส่วนถ้าเป็นสัตว์อื่นที่ไม่ถึงตายกัด แพทย์จะตั้งเป้าการรักษาไว้ที่รักษาอวัยวะ(ถ้าดูรุนแรง)และรักษาอาการ
ยกตัวอย่างครับ

- ถ้าถูกงูไม่ทราบชนิดกัด แพทย์จะไม่ให้ยาแก้ปวดอย่างแรง เพราะว่ายาแก้ปวดมีฤทธิ์กดประสาทอาจจะสับสนกับพิษงูเห่า / แพทย์จะไม่ฉีดยาชารอบแผล เพราะอาจจะทำให้เลือดออกถ้าเป็นพวกงูเขียวกัด / แพทย์จะไม่ให้ประคบเย็นรอบแผล เพราะในบางรายอาจจะเสี่ยงต่อการเกิดเนื้อเยื่อขาดเลือดจนเน่าได้
- ถ้าโดนตะขาบกัด มารพ.เพราะปวดมาก แพทย์ก็จะให้ยาแก้ปวด ให้ฉีดยาชารอบแผล และอาจจะให้ประคบเย็นบรรเทาปวด ... เพราะพิษตะขาบมักไม่ถึงตาย และมักไม่ทำให้เกิดการเน่าตายของอวัยะวที่โดนกัด

- ทีนี้ผู้ป่วยบางรายที่โดนตะขาบกัด แต่ไปบอกว่าโดนงูกัดเพราะเชื่อว่าจะได้รับการดูแลที่ดีกว่า ... ผลก็คือแทนที่จะหายปวด กลับต้องทนปวดยิ่งกว่าเดิม

ภาพข้างล่างนี่เป็นภาพตะขาบกัด เป็นภาพจากญี่ปุ่นครับ ... ถ้าไม่บอกว่าอะไรกัดก็อาจจะต้องระวังว่าเป็นงูพิษต่อระบบเลือดกัด เพราะมีรอยเขี้ยวและบวมได้

 

การรักษาอาการชนิดไม่จำเพาะของพิษงู
อาการที่ไม่จำเพาะของพิษงู เกิดจากเอนไซม์ที่ย่อยโปรตีน และสารเคมีที่ออกฤทธิ์ต่อระบบภูมิคุ้มกันและหลอดเลือด
ผลโดยรวมของสารเหล่านี้จะทำให้เกิดอาการบวมของเนื้อเยื่อในบริเวณดังกล่าว และอาจจะเกิดการขาดเลือดได้จนเกิดการเน่าตายในภายหลัง
ดังนั้นการรักษาผู้ป่วยที่โดนงูกัดในขั้นแรกก็คือ การตรวจดูสัญญาณชีพ (วัดชีพจร ความดันเลือด ความรู้สติ) เมื่อดูว่ายังไม่เกิดอันตราย ขั้นต่อไปก็คือการคลายการผูกรัดบริเวณอวัยวะที่โดยรัดนั้นไว้ เพื่อให้พิษไม่คั่ง , และไม่ให้อวัยวะส่วนนั้นขาดเลือดจนกระทั่งเสียหายมากกว่าที่ควร
อันดับต่อไปคือการดูว่ามีการบวมหรือไม่ ... ในกรณีที่บวมไม่มาก ก็ให้รักษาไปตามอาการ
แต่ในกรณีที่บวมมาก เนื้อที่บวมจะบวมไปกดเส้นเลือดจนอาจจะเกิดการขาดเลือดได้
พอดีหารูปบวมมากๆที่ไม่น่ากลัวหรือไม่เน่าไม่เจอ ... เอาแบบบวมพอประมาณไปดูแทนแล้วกันครับ

 

ในกรณีที่มีการตายของเนื้อเยื่อเกิดขึ้น แพทย์ก็จะจัดการผ่าตัดเอาเนื้อส่วนที่ตายนั้นทิ้งไปครับ เพื่อป้องกันการติดเชื้อซ้ำซ้อน / เอาส่วนที่มีสารพิษจากพิษงูออก / เปิดพื้นที่ให้เนื้อเยื่อใหม่ได้เติบโตขึ้นมา

หรือในกรณีที่มีอาการบวมมากจนแพทย์ประเมินพบว่าอาจจะส่งผลทำให้อวัยวะส่วนปลายเกิดการขาดเลือด แพทย์จะทำการรักษาด้วยวิธีการที่เรียกว่าFasciotomy ซึ่งเป็นการผ่าผิวหนังและปลอกกล้ามเนื้อ เพื่อให้เนื้อเยื่อที่บวมจากพิษได้ขยายตัวออกโดยไม่ไปกดทับเส้นเลือด

อันนี้ภาพแบบน่ากลัวจากของจริง ... ไม่ค่อยน่าดูเท่าไหร่
http://www.rattlesnakebite.org/rattlesnakepics.htm

ส่วนอันล่างนี้เป็นแบบภาพวาดครับ เป็นตำแหน่งที่จำกรีดเพื่อให้เนื้อที่บวมได้มีที่ขยาย จะได้ไม่ไปกดทับเส้นเลือดจนอวัยวะเสียไป

 

 

การรักษาอาการจำเพาะของพิษงู
อาการจำเพาะที่ว่าได้แก่อาการเรื่องกล้ามเนื้อถูกทำลาย อาการกล้ามเนื้ออ่อนแรงไม่ทำงานหรือหยุดหายใจ อาการเลือดออกผิดปกติ
การรักษาแบ่งเป็นสองส่วน
ส่วนแรกคือการรักษาตามอาการของพิษงูนั้นๆ
- หากไม่สามารถหายใจได้(งูเห่า) ก็ให้ใส่ท่อช่วยหายใจ
- หากมีอาการของเลือดออก (งูแมวเซา กะปะ  งูเขียว) ก็ระวังเรื่องเกร็ดเลือดและการแข็งตัวผิดปกติของเลือด อาจจะต้องให้เลือดหรือยาช่วยการแข็งตัวของเลือด
ส่วนที่สองคือ การรักษาด้วยการให้เซรุ่มเพื่อจัดการกับพิษส่วนที่ยังจะก่อเรื่องต่อไปไม่ให้ออกฤทธิ์ได้เต็มที่
คำถามที่ตามมาคือ แล้วเซรุ่มล่ะ ให้ไปก่อนได้ไหม ให้ในทุกรายเลยได้หรือไม่ โดยไม่ต้องรอให้เกิดเรื่องหรืออาการ

ดังนั้นเรามาต่อด้วยเรื่องเซรุ่ม
ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับเซรุ่มก็คือ

1. ถูกสร้างขึ้นมาจากม้า โดยการฉีดพิษงูเข้าไปในตัวม้า จากนั้นเอาเลือดม้าที่มีภูมิต้านทานออกมาทำเซรุ่ม **ดังนั้นเซรุ่มนี้ทำจากเลือดม้า**
2. เพราะทำจากม้า การสร้างใช้เวลา จำนวนมีจำกัด
3. เพราะทำจากเลือดม้า ดังนั้นมีโอกาสแพ้ได้
4. ใช้เพื่อแก้พิษของงูได้ตามแต่ชนิดเท่านั้น เซรุ่มงูอะไรก็แก้ได้แค่งูนั้น
5. ใช้แก้พิษได้แค่บางชนิด ไม่ใช่ยาวิเศษที่ฉีดแล้วหาย รักษาอาการอันเกิดจากพิษแบบไม่จำเพาะของพิษงูไม่ได้
6. เซรุ่มแก้อาการที่เกิดจากพิษแบบไม่จำเพาะไม่ได้ ดังนั้นแก้อาการขาดเลือด อาการเนื้อเน่าตายไม่ได้

มีไม่น้อยที่เวลาผู้ป่วยไปที่โรงพยาบาลแล้วต้องการให้ฉีดเซรุ่มทันที แต่แพทย์จะไม่ฉีดให้ ซึ่งตรงนี้เป็นจุดที่ก่อความขัดแย้งบ่อยครั้งจนหลายๆครั้งทำให้เกิดการร้องเรียนตามมา
เหตุผลที่ไม่ฉีดเซรุ่มให้ตั้งแต่แรก
อย่างที่เคยบอกไปเมื่อนานมาแล้ว (มีlinkในกระทู้แรก) ว่างูที่กัดคน เป็นงูไม่มีพิษซะมาก ... งูพิษมีน้อย และงูพิษที่กัดคน ส่วนใหญ่ก็กัดแบบ Dry Biteซะมาก คือกัดแล้วไม่ได้ปล่อยพิษ ดังนั้นการฉีดเซรุ่มจึงไม่ได้จำเป็ฯนัก เพราะบางคนอาจจะไม่ได้พิษ ซึ่งพอชั่งน้ำหนักแล้ว จะเกิดความเสี่ยงจากการฉีดเซรุ่ม มากกว่าผลที่จะเกิดจากพิษงูเสียอีก
และเนื่องจากมันทำมาจากเลือดม้า โอกาสที่จะเกิดอาการแพ้ก็มี อย่างเช่นเซรุ่มงูเห่า จะมีอาการแพ้หลังจากฉีดเข้าไป 10 %  อาการแพ้ถ้าเป็นน้อยๆก็ไม่มีอะไร แต่ถ้าแพ้มากๆก็ถึงกับตายได้
...
หรือบางคนที่อาจจะอ่านมากหน่อยจะทราบว่าปัจจุบัน เซรุ่มของงูอื่นๆมักจะไม่ค่อยแพ้กันแล้ว ... จะฉีดเลยได้ไหมโดยไม่ต้องรอให้มีอาการ
คำตอบก็คือ ไม่ควรอีก เพราะว่าของพวกนี้มีจำนวนจำกัด ถ้าไปฉีดในกรณีที่ไม่มีความจำเป็นเลยเพียงเพื่อทำให้คนที่ถูกกัดสบายใจ   เดี๋ยวถึงเวลาที่จำเป็นจริงๆก็จะไม่มีให้ใช้

ลองมาดูว่าตามหลักวิชาการแล้ว เซรุ่มแก้พิษงูมีข้อควรรู้อะไร
อันนี้ของงูกลุ่มที่กดระบบประสาท ได้แก่งูเห่า งูจงอาง งูทับสมิงคลา

 

จะเห็นข้อที่ระบุไว้ในนั้นว่า ไม่สามารถป้องกันภาวะrespiratory failure ซึ่งหมายความว่าถ้าคนๆนั้นได้พิษไปมากพอ ต่อให้ให้เซรุ่มก็ไม่ได้ช่วยเรื่องการหยุดหายใจ
ถ้าจะหยุดหายใจ ให้เซรุ่มไปก็หยุดหายใจได้อยู่ดี
และอันนี้ก็คือข้อบ่งชี้ของกลุ่มงูที่มีพิษต่อระบบเลือดครับ เวลาให้ก็ดูเรื่องความผิดปกติของเลือดเป็นหลัก

 

สองรูปหลังคือรูปของเกณฑ์ตามมาตรฐานที่แพทย์ใช้ก่อนจะให้เซรุ่มครับ เป็นเกณฑ์ที่สร้างมาเพื่อให้แพทย์มีหลักในการตัดสินใจได้โดยพิจารณาในแง่ ความปลอดภัย/ความเสี่ยงที่อาจจะมีจากการรักษา/และความคุ้มค่าในทรัพยากรที่มีจำกัด
แต่อย่างไรก็ตาม เมื่อชั่งน้ำหนักและประกอบกับหลายๆปัจจัย แพทย์อาจจะให้เซรุ่มแก้พิษงูไม่ตรงจากนี้ได้ครับ ... ตัวอย่างง่ายๆคือ ในรายที่ไม่มีอาการอ่อนแรงของกล้ามเนื้อเลย หรือเจาะเลือดแล้วปกติ แต่มีอาการบางข้อที่บ่งชี้ว่างูปล่อยพิษออกมาจริงและปล่อยพิษมาก แพทย์ก็อาจจะตัดสินใจให้ไปก่อน
ถ้าสงสัยหรือไม่แน่ใจในการให้เซรุ่มของแพทย์ แนะนำว่าให้ถามเหตุผลจากแพทย์ได้ครับ ว่าทำไมถึงให้หรือทำไมถึงไม่ให้

โดยสรุปแล้ว เรื่องเซรุ่ม ผมมีสิ่งที่อยากสรุปไว้ก็คือ
1. คนส่วนใหญ่เชื่อว่าคนที่ถูกงูกัดควรต้องได้เซรุ่ม
2. ความจริง งูกัดส่วนน้อยเท่านั้นที่จะเกิดอาการของพิษ และก็น้อยที่จะจำเป็นต้องให้เซรุ่ม
3. คนส่วนใหญ่เชื่อว่าเซรุ่มเป็นยาที่เมื่อได้แล้วจะทำให้อาการจากพิษงูหายสลายไปสิ้น
4. ความจริง เซรุ่ม ไม่ใช่ยาวิเศษ จัดการอาการจากพิษงูได้ไม่ทั้งหมด โดยจัดการได้แค่ภาวะที่อันตรายถึงตายแค่บางภาวะเท่านั้น
5. เซรุ่มไม่สามารถแก้อาการที่เกิดจากพิษงูที่เกิดก่อนการให้เซรุ่มไม่ได้ (เช่นถ้าหากเกิดเลือดออกในสมองจากพิษงูไปแล้ว ให้ไปก็ไม่ได้ช่วยตรงนี้ได้)
6. เซรุ่มไม่สามารถแก้ไขภาวะเนื้อเยื่อตายที่เกิดจากการถูกงูกัดได้ เรื่องดังกล่าวขึ้นกับการปฐมพยาบาลจากที่เกิดเหตุประกอบกับสภาพอื่นๆ
7. เซรุ่มงูเห่างูจงอาง ต่อให้ให้อย่างถูกต้อง ก็ไม่สามารถห้ามไม่ให้เกิดการหยุดหายใจได้ ... ทำได้แค่ถ่วงเวลาไว้เท่านั้น
8. เซรุ่มไม่ได้ปลอดภัย100% โอกาสที่จะเกิดผลข้างเคียงรุนแรงหรือแพ้เซรุ่มก็ยังมีสูง

ต่อจากเรื่องเซรุ่มเรามาดูเรื่องอื่นๆอีก

รอยกัด ใช้ในการแยกว่าเป็นงูพิษหรือไม่มีพิษได้หรือไม่
ในการเรียนสมัยเป็นนักศึกษาแพทย์ หรือในวิชาสุขศึกษาพื้นฐานต่างบอกวิธีการดูรอยงูกัดว่าสามารถใช้ในการแยกงูพิษและงูไม่มีพิษได้ ซึ่งเป็นสิ่งที่ถูกต้องครับ
แต่ทีนี้มีคำถามตามมาว่า ถ้าเราดูเป็นก็ไม่ต้องมารพ.ก็ได้ใช่ไหม
คำตอบคือไม่ครับ...ยังไงก็ควรจะมารพ.อยู่ดี
ถามว่าทำไมต้องมารพ.ในเมื่อรอยที่เห็นเป็นรอยของงูไม่มีพิษ คำตอบให้ดูภาพประกอบด้วยครับ
ที่เราเรียนๆกันมา รอยงูไม่มีพิษกัดจะเห็นเป็นรอยฟันโดยที่ไม่เห็นรอยเขี้ยว  ส่วนรอยงูมีพิษกัด มักจะเป็นเขี้ยวสองรู
นั่นคือความรู้ที่เป็นจริงสำหรับการกัดแบบจังๆชัดๆครับ แต่ก็มีข้อยกเว้นอยู่
ข้อแรก – งูบางชนิดเป็นงูชนิดที่พับเขี้ยวได้ เวลากัดเสร็จแม้ไม่มีรอยเขี้ยว แต่พิษก็ซึมเข้าไปในแผลที่โดนฟันธรรมดากัดได้
ข้อสอง – เวลาคนโดนงูกัดแบบเห็นตัวมักจะชักส่วนที่โดนกัดหนี ทำให้เกิดแผลที่ดูยาก ... บางครั้งแผลก็ไม่สามารถแยกได้ว่าเกิดจากงูพวกใด
ข้อสามและเป็นข้อที่สำคัญที่สุด – เจอรอยฟัน ไม่ได้แปลว่างูไม่มีพิษ ... ความเข้าใจผิดที่รุนแรงของหลายๆคนคือ หากเจอรอยฟันเป็นแถวแปลว่าไม่ใช่งูพิษ ... แต่ถ้าลองดูรูปประกอบจะเห็นนะครับว่างูที่มีพิษก็มีรอยฟันได้ โดยมีรอยเขี้ยวเพิ่มขึ้นมาสองรอย
เจอหลายครั้งเหมือนกันที่คนไข้มาด้วยรอยแผลเป็นรูปฟันแล้วก็บอกว่าถูกงูไม่มีพิษกัด แต่เมื่อตรวจไปดีๆก็พบว่ามีรอยเขี้ยวอีกสองรูเล็กๆซึ่งถ้าไม่ตรวจดูใกล้ๆก็จะมองไม่เห็น

 

ดังนั้นถ้าจะให้ดีก็ไปที่รพ.ดีกว่าครับ ดูแผลนั้นพอใช้ได้ แต่ไม่ชัวร์
คำถามต่อไป

เซรุ่มรวมคืออะไร ใช้ไปเลยได้ไหม
เนื่องจากปกติแล้วการโดนงูกัดมักจะไม่มีตัวงูมาที่โรงพยาบาล ประกอบกับโดยทั่วไปแพทย์จะไม่ให้เซรุ่มหากไม่มีข้อบ่งชี้ ... เหล่านี้ประกอบกันทำให้หลายคนตีความไปว่าแพทย์ไม่ได้ให้เซรุ่มเพราะไม่เห็นตัวงู พาลทำให้คิดไปว่าในเมื่อไม่รู้ว่าเป็นงูอะไรก็ควรให้เซรุ่มชนิดรวมแทน
จริงๆแล้วการจะให้เซรุ่มชนิดรวมก็มีข้อบ่งชี้เหมือนๆกันกับการให้เซรุ่มธรรมดานั่นคือให้เมื่อมีอาการของพิษงูเท่านั้น
ทีนี้ถ้าเรารู้ว่าเป็นงูเห่ากัด ก็ให้เซรุ่มงูเห่า
ถ้าเป็นงูแมวเซากัด ก็ให้เซรุ่มงูแมวเซา
แล้วเซรุ่มชนิดรวมจะให้เมื่อไหร่ล่ะ

เซรุ่มชนิดรวมที่มีในปัจจุบัน(เท่าที่ทราบ)มีสองแบบ
- ชนิดที่แบ่งตามประเภทของอาการ เช่นผสมเซรุ่มงูเห่า/จงอาง/ทับสมิงคลา ในหลอดเดียวกัน หรือเซรุ่มงูระบบเลือด (Viper antivenom)
- ชนิดที่แบ่งตามงูที่มีชุกในพื้นที่นั้นๆ เช่นผสมเซรุ่มงูเห่างูแมวเซางูทับสมิงคลา อยู่ในหลอดเดียวกัน

การใช้ในแบบที่แรก ใช้ตามอาการที่ปรากฏ เช่นคนไข้รู้ตัวดีแต่มีภาวะเลือดออก ก็ใช้เซรุ่มรวมด้านระบบเลือด ... หรือคนไข้ไม่รู้ตัว หายใจไม่ได้ ก็ให้เซรุ่มกลุ่มระบบประสาท
การใช้ในแบบที่สอง ใช้เมื่อไม่รู้จะให้อะไร .... เพราะอาการมันคาบเกี่ยวกัน
อย่างเช่น คนไข้มารพ. หัวใจเต้นไม่ดี ไม่รู้สึกตัว แขนบวมพอง
- อาจจะเป็นพิษงูแมวเซา ซึ่งมีพิษต่อหัวใจหัวใจ และทำให้เนื้อที่โดนกัดพุพอง
- อาจจะเป็นพิษงูเห่า ซึ่งมีฤทธิ์ทำลายเนื้อเยื่อ และทำให้หายใจไม่ได้
ในช่วงฉุกเฉินที่ยังไม่รู้ว่าเกิดจากพิษอะไร ก็ต้องให้แบบรวมไปก่อนครับ
แต่ถ้าเลือกได้ ใช้แบบเดี่ยวดีที่สุด เพราะว่าขึ้นชื่อว่าแบบรวม ก็จะได้เซรุ่มตัวที่ถุกต้องน้อยกว่าที่ควรได้อยู่ครึ่งนึง(เพราะก็ต้องไปเอาเซรุ่มเดี่ยวๆมาผสมเข้าด้วยกัน)


และบางคนที่อาจจะสงสัยว่าแล้วให้เซรุ่มอัดเข้าไปทุกตัวไปเลยไม่ได้หรือ ก็ต้องบอกว่าไม่ได้ครับ เพราะลำพังแค่เซรุ่มตัวเดียว ก็อาจจะเกิดอาการแพ้ได้แล้ว ... หากให้พร้อมกันหลายตัวก็มีโอกาสเสี่ยงที่จะถึงแก่ชีวิตจากเซรุ่มก่อนพิษงูซะอีก
Note ผมยังไม่เคยเห็นเซรุ่มชนิดรวมด้วยตาตัวเองเลยครับ

สุดท้ายคือคำถามยอดฮิต

โดนงูกัดคอทำอย่างไรดี

 

ดูเผินๆอาจจะไม่มีอะไร แต่ที่เอาภาพดังกล่าวมาให้ดูก็คือเรื่องงูกัดหน้าครับ
เป็นเรื่องที่ดูเหมือนเรื่องตลกครับ กับคำถามว่า ถ้าโดนงูกัดคอจะทำอย่างไรต้องรัดคอไหม ...
ถ้าอ่านมาตั้งแต่ต้นจะทราบว่าการรัดหรือมัดนั้นไม่มีที่ใช้จริง และที่เรารัดหรือทำให้อยู่นิ่งนั้น เราไม่กลัวว่าพิษจะเข้าสู่หัวใจ...ต่อให้เข้าก็ไม่ตายง่ายๆ เรื่องพิษ เรากลัวว่ามันจะกระจายไปทั่วร่างกายอย่างรวดเร็วต่างหาก
ดังนั้นจึงตอบได้อย่างง่ายดายว่า
โดนงูกัดคอ ไม่ต้องรัดคอครับ

จากภาพ เป็นภาพสุนัขที่โดนงูกัดที่หน้าครับ จะเห็นว่าหน้าบวมเหมือนยิ้ม
...
ดูตลก แต่ว่าถึงตายได้ครับ

การโดนงูกัดที่บริเวณใบหน้าและลำคอ ความอันตรายอยู่ที่การบวมครับ
ถ้าโดนกัดที่ใบหน้า ลิ้นและช่องปากอาจจะบวมจนอุดทางเดินหายใจจนตายได้
ถ้าโดนกัดที่คอ ส่วนคอด้านในอาจจะบวมจนกดทางเดินหายใจได้เหมือนกัน

ดังนั้นหากโดนกัดที่หน้าหรือคอ อย่ารอช้าครับ! ให้รีบไปโรงพยาบาลที่ใกล้ที่สุดทันที
เพราะถ้าหากบวมขึ้นมา แม้พิษงูจะไม่รุนแรงจนถึงกับต้องให้เซรุ่ม แต่ก็ถึงตายได้ครับ!

ภาพสุนัขนำมาจาก http://www.davidbessler.com/wordpress/?p=58
ในเว็บดังกล่าวมีรูปหน้าสุนัขที่เป็นปกติให้ดูด้วย

เรื่องงู แม้จะผ่านไปกี่ปี คนที่เข้าใจผิดก็ยังมีอีกมาก ความเข้าใจก็ยังไม่ตรงกัน ... ความเชื่อแปลกๆก็มีเยอะ

ต่อไปต้องได้คุยกันอีกแน่ๆครับ


โดย: หมอแมว
ตั้งเมื่อ: 16:23 น. 27 พ.ค. 2008

แสดงความคิดเห็น

emoticon emoticon emoticon emoticon emoticon emoticon emoticon emoticon emoticon emoticon emoticon emoticon emoticon emoticon emoticon emoticon emoticon emoticon emoticon emoticon emoticon emoticon emoticon emoticon emoticon emoticon emoticon emoticon emoticon emoticon emoticon emoticon emoticon

7 บวก 8 ได้เท่าไหร่ กรอกตัวเลขลงในช่องนี้  

ความคิดเห็นที่ 76

IP: 125.25.193.XXX

โดย: zain เขียนเมื่อ 23:19 น. 19 ส.ค. 2008

ความคิดเห็นที่ 75

คนที่โดนงูกัดควรไปปรึกษาแพทย์ IP: 125.25.193.XXX

โดย: zain เขียนเมื่อ 23:17 น. 19 ส.ค. 2008

ความคิดเห็นที่ 74

น่ากลัวจัง

IP: 118.173.236.XXX
โดย: pla เขียนเมื่อ 10:07 น. 3 ส.ค. 2008

ความคิดเห็นที่ 73

IP: 222.123.243.XXX
โดย: ann เขียนเมื่อ 13:33 น. 18 ก.ค. 2008

ความคิดเห็นที่ 72

HISEFUYSEIDADUADW :em12 YADWAD ADHGDAD

IP: 192.168.212.194, 203.172.222.XXX
โดย: GFIPESOUSF เขียนเมื่อ 14:55 น. 20 มิ.ย. 2008

ความคิดเห็นที่ 71

อยากรู้ว่างูชนิดไหนที่ไม่มีพิษร้ายแรงบ้าง

IP: 118.173.39.XXX
โดย: nice เขียนเมื่อ 19:23 น. 17 มิ.ย. 2008
โดย: k เขียนเมื่อ 13:49 น. 11 มิ.ย. 2008 ความคิดเห็นนี้ถูกปิด
โดย: vv เขียนเมื่อ 11:33 น. 11 มิ.ย. 2008 ความคิดเห็นนี้ถูกปิด
โดย: aaa เขียนเมื่อ 22:26 น. 10 มิ.ย. 2008 ความคิดเห็นนี้ถูกปิด

ความคิดเห็นที่ 67

*o*

IP: 10.6.35.251, 122.154.132.XXX
โดย: นายไก่แจ้ เขียนเมื่อ 13:40 น. 10 มิ.ย. 2008

ความคิดเห็นที่ 66

ผมรู้จักหมองูสมุนไพรอยู่ท่านหนึ่ง ท่านให้ความช่วยเหลือคนที่ถูกงูกันมานานพอสมควรจนชาวบ้านให้ความเชื่อในความสามารถในการรักษางูกัดถึงกับไม่ไปหาหมอเลยสักราย ท่านชื่อว่า พ่อใหญ่งา ท่านอยู่บ้านหนองเคลือ ตำบล/อำเภอห้วยแถลง โคราช ท่านไดสนใจไปหาท่านดู

IP: 203.113.17.XXX
โดย: ขมิ้น เขียนเมื่อ 18:59 น. 9 มิ.ย. 2008

ความคิดเห็นที่ 65

กำ เท่าที่ได้รู้มา พอโดนงูกัดก็ให้เอาเชือกรัด
แล้วก็ไปหาหมอให้เค้าฉีดเซรุ่มให้
ไม่รู้มาก่อนเลยว่าโดนงูกันนี่ถึงขนาดต้องปอกแขนกันเลย
น่ากลัวมากๆ

IP: 125.24.192.XXX
โดย: กำกำ เขียนเมื่อ 15:39 น. 9 มิ.ย. 2008

ความคิดเห็นที่ 64

น่ากลัวมะมากอ่ะ เราคนนึงอ่ะมะอยากยุ่งด้วยเลย

IP: 118.172.172.XXX
โดย: แนวซาส์ เขียนเมื่อ 12:47 น. 9 มิ.ย. 2008

ความคิดเห็นที่ 63

น่ากลัวมากๆค่ะ

IP: 203.113.115.11, 203.113.115.XXX
โดย: 0806821868 เขียนเมื่อ 11:53 น. 9 มิ.ย. 2008
โดย: vv เขียนเมื่อ 09:27 น. 9 มิ.ย. 2008 ความคิดเห็นนี้ถูกปิด

ความคิดเห็นที่ 61

เป็นการให้ความรู้ที่ดีมากเลยครับ ไม่ค่อยมีความรู้ด้านนี้เลย ทั้งทีเรื่องแบบนี้ เกิดขึ้นบ่อยๆมากในเมืองไทย ที่มีงูเงี้ยวเขี้ยวขอชุกชุม ขอบคุณที่จัดหาเรื่องแบบนี้มานะครับ

IP: 58.9.189.XXX
โดย: ร้องเพลงให้ควายฟัง เขียนเมื่อ 08:45 น. 9 มิ.ย. 2008
โดย: nung_sui เขียนเมื่อ 08:33 น. 9 มิ.ย. 2008 ความคิดเห็นนี้ถูกปิด

ความคิดเห็นที่ 59

ขอถามอะไรนิดนึงนะครับคุณหมอ ตามหนังไทยและหนังจีน เวลานางเอกโดนงูกัด พระเอกจะใช้ปากดูดพิษงูออกแล้วบ้วนทิ้ง นี่เป็นวิธีที่ถูกและใช้ได้ผลในการปฐมพยาบาลจริงหรือเปล่าครับ? ขอบคุณนะครับ

IP: 125.25.132.XXX
โดย: โอโม่ เขียนเมื่อ 08:19 น. 9 มิ.ย. 2008

ความคิดเห็นที่ 58

ไม่เคยโดนงูกัดเคยแต่เปงงูไล่กัดสาวๆงิ นุกดีนะขอบอก

IP: 192.168.1.73, 124.120.150.XXX
โดย: nut เขียนเมื่อ 02:33 น. 9 มิ.ย. 2008
โดย: goodlek เขียนเมื่อ 10:15 น. 8 มิ.ย. 2008 ความคิดเห็นนี้ถูกปิด
โดย: vv เขียนเมื่อ 10:05 น. 8 มิ.ย. 2008 ความคิดเห็นนี้ถูกปิด

ความคิดเห็นที่ 55

ม๊ายยักรู้ว่าพิษของงูจะทำให้หมาหน้าตาน่ารักเป็นเช่นนี้ น่ากลัวจิงๆๆเลยนะ งูเป็นสัตว์ที่อัตรายถ้าน้องๆๆเห็นก็อย่าเข้าใกล้นะจ็

IP: 222.123.233.XXX
โดย: น่าเห็นจัย เขียนเมื่อ 20:20 น. 7 มิ.ย. 2008

ความคิดเห็นที่ 54

เซรุ่มจะมีทุกโรงพยาบาลทั่วประเทศไหมครับ?

IP: 58.9.251.XXX
โดย: XXL เขียนเมื่อ 19:07 น. 7 มิ.ย. 2008

ความคิดเห็นที่ 53

แปลกจังในโลกนี้น่ามีไรแลกกว่านี้อีกเยอะ

IP: 124.157.207.XXX
โดย: วุฒิ เขียนเมื่อ 16:45 น. 7 มิ.ย. 2008

ความคิดเห็นที่ 52

ที่จริงแล้วไม่โดนกัดดีที่สุดเลยยย

IP: 202.28.27.XXX
โดย: Aureus เขียนเมื่อ 12:54 น. 7 มิ.ย. 2008

ความคิดเห็นที่ 51

น่าสงสารหมาจัง

IP: 118.173.145.XXX
โดย: เปียโน เขียนเมื่อ 20:13 น. 6 มิ.ย. 2008

ความคิดเห็นที่ 50

ก็เอาเชือกไปรัดแถวๆสวนจตุจักรเพื่อที่จะไม่ให้พิษไหลเข้าไปสู่อนุสาวรีย์ชัยไง555+

IP: 125.25.93.XXX
โดย: ตอบให้ เขียนเมื่อ 12:46 น. 6 มิ.ย. 2008

ความคิดเห็นที่ 49

ถ้าโดนงูกัดที่วงเวียนบางเขนทำไงครับ

IP: 125.25.93.XXX
โดย: สงสัยมาก เขียนเมื่อ 12:44 น. 6 มิ.ย. 2008
โดย: vv เขียนเมื่อ 11:03 น. 6 มิ.ย. 2008 ความคิดเห็นนี้ถูกปิด

ความคิดเห็นที่ 47

เรียนคุณหมดแมว กรุณาให้รายละเอียดเกียวกับโรคร้อนใน ในช่องปากด้วยค่ะ
1.อยากทราบว่าการเป็นร้อนใน ในปากบ่อย ๆ สาเหตุเกิดจากอะไร
2.และสาเหตุจริง ๆ ของการเกิดร้อนในเกิดจากอะไร
3.เกี่ยวกับเลือดหรือเปล่าค่ะ
4..ช่วยตอบให้หายสงสัยหน่อยค่ะ อยากทราบเพราะเป็นบ่อยมาก

IP: 125.24.208.XXX
โดย: สงสัย เขียนเมื่อ 10:46 น. 6 มิ.ย. 2008

ความคิดเห็นที่ 46

เคยโดนงูกัดในความฝัน พอตื่นมาก็เจอรักแท้

IP: 202.149.25.XXX
โดย: แคม แดง จัง เขียนเมื่อ 22:41 น. 5 มิ.ย. 2008
โดย: vv เขียนเมื่อ 20:02 น. 5 มิ.ย. 2008 ความคิดเห็นนี้ถูกปิด

ความคิดเห็นที่ 44

ใครจะให้งูกัดได้ล่ะ แต่ยอมรับเรื่องนี้มีสาระ

IP: 222.123.209.XXX
โดย: dark koy เขียนเมื่อ 12:08 น. 5 มิ.ย. 2008

ความคิดเห็นที่ 43

คุณเคยทำให้รางกายเกินขีดจำกัดของตัวเองกันใหม อย่างเช่นผม ว่างๆ ก็มาคุยนะ

IP: 202.149.24.XXX
โดย: gonkqq081726@gmail.com เขียนเมื่อ 19:45 น. 4 มิ.ย. 2008

ความคิดเห็นที่ 42

GOOD

IP: 125.25.23.XXX
โดย: djwar เขียนเมื่อ 19:05 น. 4 มิ.ย. 2008

ความคิดเห็นที่ 41

เป็นสิ่งที่ดีนะได้ความรู้ด้วย

IP: 125.26.75.XXX
โดย: mittapab เขียนเมื่อ 14:55 น. 4 มิ.ย. 2008
โดย: vv เขียนเมื่อ 11:39 น. 4 มิ.ย. 2008 ความคิดเห็นนี้ถูกปิด
โดย: vv เขียนเมื่อ 10:15 น. 4 มิ.ย. 2008 ความคิดเห็นนี้ถูกปิด

ความคิดเห็นที่ 38

กลัวงู ไม่อยากอยู่ใกล้มัน

IP: 203.209.126.XXX
โดย: r เขียนเมื่อ 23:32 น. 3 มิ.ย. 2008
โดย: k เขียนเมื่อ 22:33 น. 3 มิ.ย. 2008 ความคิดเห็นนี้ถูกปิด

ความคิดเห็นที่ 36

หมาน่ารักดีนะหมอ ดูอ้วน ยิ้มกริ่มดี

IP: 118.173.12.XXX
โดย: มารหมอ เขียนเมื่อ 22:07 น. 3 มิ.ย. 2008
โดย: k เขียนเมื่อ 21:24 น. 3 มิ.ย. 2008 ความคิดเห็นนี้ถูกปิด

ความคิดเห็นที่ 34

IP: 68.200.109.XXX
โดย: crazy girl เขียนเมื่อ 20:09 น. 3 มิ.ย. 2008
โดย: ผมเชื่อว่า คุณ ทำได้ คับ ^^ เขียนเมื่อ 18:19 น. 3 มิ.ย. 2008 ความคิดเห็นนี้ถูกปิด

ความคิดเห็นที่ 32

ดูดีนะ

IP: 202.143.144.XXX
โดย: จ๊ากกึ้ม เขียนเมื่อ 11:57 น. 3 มิ.ย. 2008

ความคิดเห็นที่ 31

หมาเราก็เคยโดนงูกัดปาก ปากบวมเลย แต่ไม่บวมมากเท่าหมาในรูป

IP: 124.120.149.XXX
โดย: 123 เขียนเมื่อ 11:53 น. 2 มิ.ย. 2008

ความคิดเห็นที่ 30

กระทู้อะไรอะ

IP: 10.251.152.7, 203.172.199.XXX
โดย: เมื่อวันที่2 มิ.ย2008 เขียนเมื่อ 11:50 น. 2 มิ.ย. 2008

ความคิดเห็นที่ 29

IP: 10.251.152.7, 203.172.199.XXX
โดย: เขียนเมื่อ 11:46 น. 2 มิ.ย. 2008
โดย: vv เขียนเมื่อ 10:07 น. 2 มิ.ย. 2008 ความคิดเห็นนี้ถูกปิด
โดย: freesample.better.ws เขียนเมื่อ 09:32 น. 2 มิ.ย. 2008 ความคิดเห็นนี้ถูกปิด
โดย: pan เขียนเมื่อ 09:19 น. 2 มิ.ย. 2008 ความคิดเห็นนี้ถูกปิด
โดย: franglada เขียนเมื่อ 07:47 น. 2 มิ.ย. 2008 ความคิดเห็นนี้ถูกปิด

ความคิดเห็นที่ 24

สงสารหมาค่ะ

IP: 222.123.235.XXX
โดย: 123 เขียนเมื่อ 17:56 น. 1 มิ.ย. 2008
โดย: k เขียนเมื่อ 17:34 น. 1 มิ.ย. 2008 ความคิดเห็นนี้ถูกปิด

ความคิดเห็นที่ 22

ใครที่โดนงูกัดคงทรมานมาก น่ากลัวจัง

IP: 124.121.109.XXX
โดย: kasamsan เขียนเมื่อ 10:29 น. 1 มิ.ย. 2008

ความคิดเห็นที่ 21

เกรียดงูครับ สงสารหมาน้อยจังเลย

IP: 117.47.128.XXX
โดย: Thasukun เขียนเมื่อ 10:14 น. 1 มิ.ย. 2008
โดย: เราช่วยได้ เขียนเมื่อ 01:00 น. 1 มิ.ย. 2008 ความคิดเห็นนี้ถูกปิด

ความคิดเห็นที่ 19

น่าสงสารหมาจัง

IP: 58.8.24.XXX
โดย: pangza เขียนเมื่อ 00:03 น. 1 มิ.ย. 2008

ความคิดเห็นที่ 18

รักครับพี่น้อง

IP: 61.7.133.XXX
โดย: 5455496548888 เขียนเมื่อ 13:41 น. 31 พ.ค. 2008
โดย: vv เขียนเมื่อ 09:18 น. 31 พ.ค. 2008 ความคิดเห็นนี้ถูกปิด

ความคิดเห็นที่ 16

ขอบ