phpNkZfyG

     ครั้งหนึ่ง  สมเด็จฯ โต  ได้ไปสวดมนต์ที่บ้านชาวเหนือ หรือ ปัจจุบันคือ “บ้านช่างหล่อ” เหตุที่ได้ชื่อว่าบ้านช่างหล่อ เพราะว่า เป็นชุมชนที่สร้างพระพุทธรูป นั่นเอง  ที่บ้านนั้นเขาได้เอาหุ่นพระพุทธรูปมาตั้งผึ่งแดดไว้  ห่างจากทางเดินประมาณ ๒ ศอก…เมื่อสมเด็จฯ โต เดินผ่านมาเห็น เห็นพระพุทธรูป  ท่านได้ก้มกายลง ยกมือประนมขึ้นเหนือศีรษะ  พระและลูกศิษย์ที่มาด้วยเมื่อเห็นท่านไหว้ก็ไหว้ตาม  ทั้ง ๆ ที่ไม่รู้ว่าไหว้ทำไม

     ครั้นเมื่อขึ้นนั่งบนบ้านเรียบร้อยแล้ว  ผู้ช่วยเจ้าภาพซึ่งได้เห็นการกระทำของสมเด็จฯโต จึงเข้าไปกราบเรียนถามด้วยความสงสัย เพราะไม่เคยเห็นสมเด็จฯ ท่านทำมาก่อน  สมเด็จฯท่านได้ตอบว่า  “ที่ท่านยังไม่เคยทำมาก่อนนั้น เพราะท่านยังไม่เห็น เมื่อท่านเห็นจึงต้องทำ”  แม้ท่านตอบอย่างนี้ก็ยังไม่สามารถคลายความสงสัยให้แก่ผู้ถามได้ ผู้ถามจึงถามอีกว่า

     “พระพุทธรูปยังไม่ยกขึ้นตั้ง และยังไม่เบิกเนตร จะเป็นพระได้หรือขอรับ

     สมเด็จฯ ท่านจึงตอบว่า

     “ความเป็นพระหรือไม่เป็นพระนั้ มันเริ่มตั้งแต่ผู้ที่ทำหุ่นยกดินก้อนแรกลงบนกระดานแล้ว  เพราะผู้ทำตั้งใจจะทำให้เป็นองค์พระ ย่อมเป็นพระอยู่วันยังค่ำ  แม้จะยังไม่ได้ผ่านการปลุกเสกก็ตามที

     การที่ท่านสอนเช่นนี้ ก็เพื่อให้เราอย่าได้ไปยึดติดกับการปลุกเสก พิธีกรรมต่าง ๆ  การจะเป็นพระพุทธรูป หรือไม่นั้น ไม่ได้อยู่ที่การปั้นเสริมเติมแต่งขึ้นให้เป็นรูปร่าง แต่ขึ้นอยู่กับใจของเรา ว่า มีความเป็นพระอยู่ในใจด้วยหรือไม่  ถ้าเรามีใจเป็นพระทุกสิ่งทุกอย่างที่เราเห็น ก็จะเป็นพระหมด ความเป็นพระนั้นมี ๒ อย่าง คือ

     ๑.พระโดยสมมติ  คือ รูปสมมุติที่มนุษย์ได้สร้างขึ้น เพื่อเป็นที่สักการะบูชาให้ใจเราได้น้อมระลึกถึงพระพุทธองค์เพื่อเป็นพุทธานุสสติ

     ๒.พระโดยธรรม คือ ธรรมอันเกิดจากการประพฤติปฏิบัติน้อมเข้ามาในจิตในใจของเรา  เป็นพระที่เกิดในใจ คือ การเข้าถึงความไม่เที่ยงแท้แน่นอนของสังขารทั้งหลายทั้งปวง ทำให้เรารู้จัก พอ รู้จัก ละ รู้จักปล่อย รู้จักวาง มีพระรัตนตรัยเป็นที่พึ่งอันประเสริฐ

     จึงขอฝากให้ท่านทั้งหลายพิจารณา ตามเหตุตามปัจจัยที่พึ่งจะมี เพื่อความเข้าใจ เพื่อความนอบน้อมในธรรมขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เพื่อความเจริญในธรรมของสาธุชนทั้งหลาย…สาธุ

หัวใจสีขาว