ปฏิบัติการไขปริศนา หลุมดำ ความลับแห่งจักรวาล หมวด » ข่าว » ข่าวทั่วไป
นักวิจัยเซิร์นเตรียมใช้อุโมงค์ใต้แดนสวิส ปฏิบัติการไขปริศนาแห่งจักรวาล บรรจุเครื่องเร่งอนุภาคขนาดยักษ์ ภายใน 2 ปีพร้อมเดินเครื่อง จับอนุภาคโฟตอนมาชนกันในท่อเหมือนการเกิด บิ๊กแบง ดูการก่อเกิดอนุภาคของ พระเจ้า ไขที่มาของการมีอยู่ของมวลและเดินหน้าทฤษฎีเอกภาพ
ลึกลงไปใต้ดินประมาณ 100 เมตรทางตะวันตกของกรุงเจนีวา ประเทศสวิตเซอร์แลนด์มีอุโมงค์ขนาดยักษ์ยาว 27 กิโลเมตรขดอยู่เป็นวง แทรกตัวอยู่ใต้ผืนดินระหว่างทะเลสาบและเทือกเขา “ยูรา” (Jura Mountains) ตรงบริเวณรอยต่อพรมแดนของประเทศสวิตเซอร์แลนด์และฝรั่งเศส ซึ่งอุโมงค์ดังกล่าวนี้เป็นของเซิร์น (CERN) หรือองค์กรความร่วมมือระหว่างประเทศในทวีปยุโรปเพื่อวิจัยและพัฒนาทางด้านนิวเคลียร์ (European Center for Nuclear Research)
ชาวเมืองเจนีวาดำรงชีวิตเหนืออุโมงค์ยักษ์ที่ว่างเปล่ามาหลายทศวรรษแล้ว แต่อีกเพียง 2 ปีเท่านั้นการทดลองอันไม่ธรรมดาจะเกิดขึ้น ณ ใต้ผืนดินแห่งนี้ ซึ่งจะกลายเป็นห้องปฏิบัติการวิทยาศาสตร์ที่ใหญ่ที่สุดและใช้กำลังในการเดินเครื่องมากที่สุดในโลก โดยมีเครื่องจักรที่มีกำลังและความซับซ้อนมากที่สุดคือเครื่องเร่งอนุภาค หรือ “แอลเอชซี” (The Large Hadron Collider: LHC) ทำหน้าที่จับอนุภาคต่างๆ มาชนกันด้วยความเร็วยิ่งยวด และเชื่อว่าจะเป็นกุญแจไขปริศนาแห่งจักรวาลได้ด้วยการจับอนุภาคมาชนกันและเพ่งสังเกตสิ่งที่จะออกมาจากการทดลองนี้
เซิร์น สร้างหลุ่มดำ - ดูวิดีโอทั้งหมด กดที่นี่
นักวิทยาศาสตร์เชื่อว่าได้สร้างเงื่อนไขการก่อเกิดจักรวาลขึ้นใหม่ เพื่อดูสภาวะที่เวลา 1 ในพันล้านวินาทีทันทีทันใดหลังเกิดบิ๊กแบง (Big Bang) โดยพวกเขาหวังว่าจะได้เข้าใจเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นตามมาอีก 1 หมื่น 4 พันล้านปี หลังการระเบิดครั้งใหญ่
ภายในอุโมงค์แห่งการทดลองขนาดยักษ์จะประกอบด้วยท่อขนาดใหญ่ 2 ท่อที่วางขนานกัน โดยท่อหนึ่งจะมีอนุภาคที่มีพลังงานสูงอย่างโฟตอน และถูกเร่งให้เข้าใกล้ความเร็วแสง ส่วนอีกท่อก็จะมีลำอนุภาคโฟตอนที่ถูกเร่งให้มีความเร็วเท่ากันแต่วิ่งในทิศทางตรงกันข้าม ณ ตำแหน่งรอบท่อที่ขดเป็นวงหลายๆ จุด ลำอนุภาคนี้จะถูกบังคับให้วิ่งไขว้กัน ซึ่งผลจากการชนกันของอนุภาคจะมีพลังงานมากพอที่จะทำให้โฟตอนแตกกระจายเป็นละอองของอนุภาคที่เล็กลง
“เมื่อเครื่องเร่งอนุภาคได้รับพลังงาน จะมีกระแสของลำอนุภาคคล้ายกับเครื่องบินไอพ่นกว่า 500 ตันต่อเมตรพุ่งออกมา” ลิน อีวานส์ (Lyn Evans) หัวหน้าโครงการสร้างเครื่อง “แอลเอชซี” เปิดเผย พร้อมกับอธิบายอีกว่า ลำโฟตอนจะวิ่งผ่านเครื่องมือทดลองขนาดมหึมาที่เป็นเครื่องตรวจวัด เมื่ออนุภาคเหล่านี้ชนกันที่พลังงานสูง อนุภาคที่หนักกว่าก็จะปรากฏขึ้น นักฟิสิกส์จะตรวจดูเศษซากจากการกระแทกกันด้วยแรงมหาศาลนี้เพื่อหาสัญญาณของ “โบซอน ฮิกก์ส” (Higgs boson)
ทฤษฎีของ “ฮิกก์ส” ได้รับฉายาว่า “อนุภาคพระเจ้า” (God particle) เนื่องจากความสำคัญที่มีต่อแบบจำลองมาตรฐาน (Standard Model) (ซึ่งประกอบด้วยแรงพื้นฐาน 4 แรง : แรงโน้มถ่วง แรงนิวเคลียร์อย่างเข้ม แรงแม่เหล็กไฟฟ้า และแรงอย่างอ่อน) ที่ใช้อธิบายว่าอนุภาคต่างๆ กระทำต่อกันอย่างไร ภายในแบบ
จำลองนี้มีอนุภาคทั้งหมด 16 อนุภาคโดยแบ่งเป็น 12 อนุภาคที่เป็นสสารและอีก 4 อนุภาคที่นำพาแรงไว้ ซึ่งอนุภาคเหล่านี้จะไม่มีมวลเมื่ออยู่เดี่ยวๆ ดังนั้นเชื่อว่า “โบซอน ฮิกก์ส” เป็นอนุภาคที่จะไขข้อข้องใจการมีอยู่ของมวลได้“จนถึงบัดนี้แบบจำลองมาตรฐานคือสิ่งดีที่สุดซึ่งเราทำสำเร็จแล้ว” จิม เวอร์ดี (Jim Virdee) โฆษกของทีมทำงานเครื่องตรวจวัดมิวออน “ซีเอ็มเอส” (Compact Muon Solenoid: CMS) กล่าว
อย่างไรก็ดีทุกคนรู้กันว่าแบบจำลองมาตรฐานเป็นเพียงทฤษฎีเริ่มต้นเท่านั้นเพราะแบบจำลองนี้อธิบายเพียงสสารทั่วๆ ไป อีกทั้งการศึกษาทางดาราศาสตร์ก็แสดงให้เห็นเพียงการก่อกำเนิดของจักรวาลที่ไม่รวมอนุภาคเล็กๆ เหล่านี้เข้าไปในเอกภพด้วย การทดลองที่ “แอลเอชซี” จะทำให้ทฤษฎีเอกภาพ (Unified theory) ของนักฟิสิกส์เดินหน้าและอธิบายกลไกการทำงานของเอกภพได้
“เรามาถึงจุดที่นักทฤษฎีเองก็ไม่รู้ว่าควรจะไปยังทิศทางใด ผลจากการทดลองของเราจะให้ตัดสินใจได้ว่าวิทยาศาสตร์ควรจะเดินหน้าไปทางใด เราไม่ชอบอยู่แล้วที่จะให้นักทฤษฎีคอยบอกว่าพวกเราควรจะหาอะไร ธรรมชาติฉลาดกว่าเราเสมอ อาจจะมาในรูปแบบที่สร้างความประหลาดใจให้กับเรา ซึ่งทำให้น่าสนใจมากๆ และน่าพอใจอย่างยิ่ง” ศ.เวอร์ดีกล่าว
ทำความรู้จักกับ หลุมดำ(Black hole)

หลุมดำ (อังกฤษ: Black hole) หมายถึงลักษณะของวัตถุในเอกภพที่มีแรงโน้มถ่วงสูงมาก ไม่มีอะไรออกจากบริเวณนี้ได้แม้แต่แสง หลุมดำนี้จะมีพื้นที่หนึ่งที่เป็นขอบเขตของตัวเอง ซึ่งเรียกว่า ขอบฟ้าเหตุการณ์ (event horizon) ซึ่งเป็นขอบเขตแห่งมโนภาพ ไม่สามารถเห็นหรือจับต้องได้ในทางกายภาพ โดยถ้าหากวัตถุหลุดเข้าไปพ้นขอบฟ้าเหตุการณ์ วัตถุนั้นจะไม่สามารถออกมาได้อีกต่อไป หลุมดำแบ่งได้เป็น 3 ประเภท ดังนี้
หลุมดำมหามวลยวดยิ่ง ชนิดนี้เป็นหลุมดำที่มีพลังสูงคณานับ คาดว่าอยู่ที่ใจกลางของควอซาร์ (Quasar)
หลุมดำที่เกิดจากดาวฤกษ์มวลมากที่ระเบิดเป็นซูเปอร์โนวา
หลุมดำขนาดเล็ก เกิดในบริเวณใกล้ดาวฤกษ์โปรตอน

เมื่อดาวฤกษ์ที่มีมวลมหึมาแตกดับลง มันอาจจะทิ้งสิ่งที่ดำมืดที่สุด ทว่ามีอำนาจทำลายล้างสูงสุดไว้เบื้องหลัง นักดาราศาสตร์เรียกสิ่งนี้ว่า หลุมดำ (black hole) เราไม่สามารถมองเห็นหลุมดำด้วยกล้องโทรทรรศน์ใดๆ เนื่องจากหลุมดำไม่เปล่งแสงหรือรังสีใดเลย แต่นักดาราศาตร์ก็มีวิธีอื่นในการค้นหา และจนถึงปัจจุบันได้ค้นพบหลุมดำในจักรวาลแล้วอย่างน้อย 6 แห่ง หลุมดำเป็นซากที่สิ้นสลายของดาวฤกษ์ที่ถึงอายุขัยแล้ว สสารที่เคยประกอบกันเป็นดาวนั้นได้ถูกอัดตัวด้วยแรงดึงดูดของตนเองจนเหลือเป็นเพียงมวลหนาแน่นที่มีขนาดเล็กยิ่งกว่านิวเคลียสของอะตอมเดียว ซึ่งเรียกว่า เอกภาวะ (singularity)
เนื่องจากหลุมดำมีแรงโน้มถ่วงมหาศาล ดึงดูดทุกสิ่งทุกอย่างที่เข้าใกล้มิให้หนีออกไปจากหลุมดำได้ แม่แต่แสงก็หนีออกจากหลุมดำไม่ได้(จึงมองไม่เห็นและจึงมีชื่อเรียกว่า หลุมดำ) ดังนั้นวัตถุที่ถูกหลุมดำดูดเข้าไป จะไม่สามารถคงสภาพเดิมอยู่ได้ จะต้องแตกสลายเปลี่ยนสภาพกลับไปสุ่องค์ประกอบเล็กที่สุด คือ อะตอม และแม้แต่อะตอมก็อาจจะคงสภาพอยู่ไม่ได้อาจจะแตกสลายต่อไปเป็นองค์ประกอบพื้นฐานที่เล็กลงไปอีก เป้นอิเล็กตรอน โปรตอน นิวตรอน หรือองค์ประกอบที่เล็กลงไปอีก คือ ควาร์ก(quark)
วัตถุที่ถูกหลุมดำดูดเข้าไปจะไม่หายไปจากจักรวาลแต่ยังคงอยู่ในหลุมดำ เป็นส่วนหนึ่งของหลุมดำ แต่จะไม่คงอยู่ในสภาพเดิม และบางส่วนอาจสลายตัวเปลี่ยนเป้นพลังงานตามสมการ E=mc2 ของไอน์สไตน์
หลุมดำอาจเป็นทางลัดเชื่อมต่อระหว่างจักรวาล หรือมิติได้ กล่าวคือ เมื่อวัตถุหนึ่งถูกดูดเข้าหลุมดำทางหนึ่ง ก็ออกไปจากหลุมดำอีกทางหนึ่ง สู่จักรวาลหรือมิติใหม่ และมีการตั้งชื่อส่วนที่เป็นช่องหรือทางออกจากหลุมดำเปิดสู่อีกจักรวาลหรือมิติหนึ่งว่า หลุมขาว(white hole) แต่ก็เป็นเพียงทฤษฎี ยังไม่เป็นที่ยอมรับกัน

ลุ้นระทึก! การทดลองสร้างปรากฏการณ์บิ๊กแบงขนาดจิ๋ว นักวิชาการชี้โอกาสเกิดหลุมดำมีน้อย เชื่อถึงเกิดก็ไม่เป็นอันตราย
วันที่ 10 กันยายน นี้ นับเป็นวันที่เหล่านักฟิสิกส์ที่ห้องปฏิบัติการศูนย์วิจัยนิวเคลียร์แห่งยุโรป หรือ "เซิร์น" (CERN: เป็นตัวย่อจากภาษาฝรั่งเศส ซึ่งแปลว่า Center of European Nuclear Research) รวมถึงประชาชนทั่วโลก ต่างกำลังเฝ้ารอและลุ้นระทึกถึงสิ่งที่จะเกิดขึ้นจากการทดลองจำลองการเกิดปรากฏการณ์บิ๊กแบ่งโดยใช้เครื่องเร่งอนุภาคความเร็วสูงเกือบเท่าแสงหรือ Large Hadron Collider (LHC)
ซึ่งในมุมมองของฟิสิกส์ต่างหวังว่าการทดลองครั้งนี้จะเป็นบันไดอีกขั้นหนึ่งที่จะช่วยไขปริศนาปัญหาพื้นฐานที่เกิดขึ้นในเอกภพ ขณะที่สาธารณชนและนักฟิสิกส์บางคนกลับกังวลว่าการทดลองนี้จะทำให้เกิดหลุมดำซึ่งจะกลืนทุกสิ่งทุกอย่าง หรือส่งผลต่อการเปลี่ยนขั้วแม่เหล็กโลก และอาจนำมาซึ่งความหายนะของโลกก็เป็นได้
ศ.ดร.สุทัศน์ ยกส้าน นักทฤษฎีฟิสิกส์ ที่ปรึกษาด้านวิชาการศูนย์สื่อสารวิทยาศาสตร์ไทย สวทช. ได้แสดงความคิดเห็นว่า โอกาสการเกิดหลุมดำจากการทดลองมีเพียง 1 ใน 50 ล้านเท่านั้น และหากเกิดหลุมดำจริงจะเป็นหลุมดำที่จะมีขนาดเล็กได้ถึงระดับพิโคเมตร หรือ 10-15 เมตรเท่านั้น (เล็กกว่าระดับนาโนเมตร คือ 10-9 เมตร) ทั้งนี้เพราะตามทฤษฎีการเกิดหลุมดำขนาดใหญ่ในเอกภพโดยทั่วไป เกิดจากการยุบตัวด้วยแรงโน้มถ่วงของดาวฤกษ์ กล่าวคือ โดยปกติดาวฤกษ์ใน
เอกภพจะอยู่ในสภาพสมดุล คือต้องมีแรงผลักออกซึ่งเกิดจากการปล่อยแสงสว่างหรือรังสีที่เกิดจากปฏิกิริยานิวเคลียร์ และแรงดึงดูดที่เกิดจากแรงโน้มถ่วง ซึ่งเมื่อดาวฤกษ์ได้เผาผลาญพลังงานนิวเคลียร์ภายในตัวจนหมดจะทำให้ไม่มีแรงผลักออกเหลือเพียงแรงดึงเข้าสู่จุดศูนย์กลางจนเกิดการยุบตัวกลายเป็นหลุมดำ

ขณะที่การทดลองของเซิร์นเป็นการชนกันของอนุภาคโปรตอนที่มีขนาดเล็กมากเมื่อเทียบกับขนาดของดาวฤกษ์ ดังนั้นหากเกิดหลุมดำก็จะมีขนาดที่เล็กจิ๋ว อีกทั้งตามทฤษฎีของฮอร์กิ้ง (Hawking) นักฟิสิกส์ชาวอังกฤษ ได้มีการคำนวณไว้ว่า หลุมดำขนาดจิ๋วที่เกิดขึ้นจะมีการระเหิดหรือการสลายตัวภายในเสี้ยววินาที (10-15 วินาที)เท่านั้น ด้วยเหตุนี้อันตรายที่จะเกิดขึ้นจากหลุมดำถือว่าน้อยมากจนไม่น่ากังวลและไม่มีผลกระทบใดๆให้เห็นเป็นรูปธรรม ที่สำคัญการทดลองทุกรูปแบบของนักฟิสิกส์ได้มีการคำนวณและประเมินความเสี่ยงที่จะเกิดอันตรายแล้ว ดังนั้นเมื่อเกิดสิ่งผิดปกติจึงหยุดการทดลองได้ทันที
" สิ่งสำคัญที่ควรสนใจคือหากเกิดหลุมดำขนาดจิ๋วจริง ทุกคนจะเห็นว่าหลุมดำรูปร่างเป็นอย่างไร อีกทั้งทฤษฎีของฮอร์กิ้งยังค้นพบว่าหลุมดำไม่ได้เป็นสีดำ เพราะในช่วงการสลายตัวจะมีการปล่อยรังสีฮอร์กิ้ง(Hawking radiation)ออกมา จึงเป็นเรื่องที่น่าตื่นเต้นมากหากได้เห็น"
ศ.ดร.สุทัศน์ กล่าวว่า เป้าหมายสำคัญของการศึกษาครั้งนี้นักฟิสิกส์ต้องการดูสิ่งที่เกิดขึ้นจากการใช้เครื่องเร่งอนุภาคที่มีขนาดใหญ่และมีพลังงานสูงที่สุดเท่าที่มนุษย์เคยสร้างมา ซึ่งลักษณะของอุปกรณ์เป็นท่ออุโมงค์ที่มีเส้นรอบวงยาว 27 กิโลเมตร สำหรับในการทดลองเครื่องเร่งอนุภาคจะเร่งให้ลำอนุภาคสองลำมีความเร็วใกล้ความเร็วแสงและเคลื่อนที่สวนทางกันเป็นวงรอบมาชนกัน ก่อให้เกิดพลังงานสูงในระดับ 14 ล้านล้านอิเล็กตรอนโวลต์
ทั้งนี้นักฟิสิกส์หวังว่าพลังงานระดับนี้จะทำให้ "อนุภาคฮิกก์" (Higgs boson) ซึ่งเป็นอนุภาคที่เกิดจากการชนกันของโปรตอนหลุดออกมา อันจะเป็นหลักฐานชิ้นสำคัญที่ทำให้ทฤษฎีแบบจำลองมาตรฐาน (Standard Model) มีความสมบูรณ์ เนื่องจากทฤษฎีได้ทำนายไว้ว่าอนุภาคฮิกก์นี้มีจริง นอกจากนี้การชนกันของอนุภาคที่มีพลังงานระดับสูงมาก ก็มีโอกาสทำให้ได้เห็นอนุภาคแปลกและใหม่ๆอีกหลายชนิดที่มนุษย์ไม่เคยพบมาก่อน และอาจเป็นการค้นพบครั้งสำคัญที่จะช่วยอธิบายทฤษฎี
ฟิสิกส์ที่มีอยู่ในปัจจุบันให้มีความชัดเจนและสมบูรณ์ยิ่งขึ้น เพราะสามารถตอบคำถามฟิสิกส์ที่ยังตอบไม่ได้หลายคำถาม เช่น ทำไมโปรตอนจึงต้องหนักกว่าอิเล็กตรอน 1,836 เท่า ทำไมจึงต้องมีอะตอมในธรรมชาติ หรือมวลของสสารมาจากไหน เป็นต้น
อย่างไรก็ดีในมุมมองของวงการวิทยาศาสตร์แล้ว การทดลองของนักฟิสิกส์ที่เซิร์นในครั้งนี้จึงถือได้ว่าเป็นบันไดอีกขั้นหนึ่งที่ท้าทายของมนุษย์ เพื่อบุกเบิกขอบเขตแห่งความรู้ของมนุษย์
ขอบคุณข้อมูลจาก บีซีนิวส์ / เดอะสตาร์ / วิกิพีเดียไทย / สวทช.
------------------------------------------------------------
ลิงค์ที่เกี่ยวข้อง
เซิร์นเดินเครื่องหาจุดกำเนิดจักรวาลโอโห อนุภาคขนาดใหญ่จะเป็น พวก อะตอม เลยหรอเนี่ย นะกัว
IP: 118.172.81.XXX ถ้าพวกคุณไม่อยากให้พวกนักวิทยาศาสตร์ทดลอง แล้วที่ผ่านๆมา คุณได้เน็ตแรงๆใช้เพราะใคร ได้เล่นดอทเอ ได้เล่นออดิชั่น หรือว่าได้ดูเว็ปโป๊ มันไม่ใช่ความพยายามของพวกเขาหรือ ลองคิดดูดีดีจิ ให้เขาทดลองไปเถอะ กรุจะได้รู้สักทีว่าหลุมดำ มันจะดูดกรู ได้ไหม ของกรูยาวใหญ่ ดูดจิ ได้อารมณ์
![]()
IP: 118.172.22.XXX หลุมดำใช่ สามเหลี่ยม เบอร์มิวดา รึเปล่าค่ะ
IP: 203.172.161.XXX ถ้ามีคนเข้าไปแล้วออกมาได้เราก็คงรู้ว่าภายในมันอย่างไรบ้าง
เราคิดว่าภายในนั้นต้องมีแต่ความว่างป่าวแน่เลย แต่ยังไงก็เป็นปริศนาให้เราสงสัยกันอยู่
![]()
IP: 124.120.211.XXX น่ากลัวจริงๆ
![]()
IP: 192.168.1.88, 203.172.161.XXX น่าสนใจจังนะค่ะ
IP: 192.168.200.148, 58.147.45.XXX ก็ดีแต่ขอให้โดนดูดให้หมด
![]()
IP: 172.16.20.99, 119.63.80.XXX อยากรู้ว่าหลุมดำคืออะไรกันแน่ อยากรู้มากกกกกกกกกกกกกกเย้ย แล้วในนั้นมันมีรัย
IP: 61.19.66.XXX
ถ้าหลุมดำดูดขยะออกไปได้ ก็คงดี
![]()
IP: 61.19.66.XXX สู้ๆ น้า ทีมนักวิจัย จำไว้นะ ถ้าพลาดมา พวกคุยนะ ตยก่อนเรย เหอะๆ
อย่าน้อยถ้าพลายมา เราก้อได้ตายทีหลังตั้งหลายเสี่ยววิ มองในแน่ดีไว้สิ ![]()
IP: 125.26.251.XXX จะกลัว อารายกานนักหนา กะเขาบอกว่าโอกาศเกิดหลุมดำ มีแค่ 1ใน 50ล้าน นะ ไม่เกิดง่ายๆหรอ โอกาศรอบเราก่อ มาก ถึงแม้จะไม่เตมร้อย ก้อได้ประมาน 99.99999999...
เปอเซนต์ เลยนะ กัวไร ถ้าโอกาศตายเรา 99.99999...
นีสิน่ากัว ![]()
IP: 125.26.251.XXX ถ้าทำการทดลองแล้วมันพลาดขึ้นมาก้อเกิดหลุมดำ ที่ขนาดเล้กมาก จะกัวไรกันนักหนา หรือถ้าเกิดหลุดใหญ่ก้อตายแค่นั้น จบ
กัวไร
เห้ย!!! ถ้าพลาดมาแล้วเกิดใหญ่ก้อตายเด้ ตายแล้ว ไม่กัว
เหอะๆ ก้อย้ายไป ดาว ซุปเปอร์เอิร์ธ ดิ เหงว่า ชั้นบรรยากาศใกล้เคียงกับดลกไม่ใช่หรอ มีต้นไม้ ไม่ใช่หรอ ย้ายไปดิ หอบเอาคนทั้งโลกไปเลย ติดที่ว่า มันไกลมาก ถ้าจำไม่ผิด20ปีแสงมั้ง หรือมากกว่านั้น
อย่ากัวเลย เค้าจาได้รู้ว่า จักรวาลเกิดไง (เกียวมะอ่ะ)
โลก อากาศ ต่างๆ เกิดไง ที่รู้ๆ อากาศเกิดจากช่องว่างระหว่างของต่างๆ แล้วไม อวากาศ ไม่มีอากาศอะ เหงมันโคตะระ ว่างเลยไม่ใช่หรอ มีแต่ก๊าก ฮีเลี้มเอย ก๊ากต่างๆ เห้ย มลภาวะชัดๆ
แย่ๆ
ถ้าการทำลองสำเร็จเจ้ง เราก้อจะได้รู้ว่า หลุดดำมันดำหรือไม่ แต่เราว่ามันไม่น่าจะดำนะ มันน่าจะมีแสงอยุ่ เพราะหลุ
IP: 125.26.251.XXX เราว่า ความคิดเห็นที่79 เวอร์นะ ภายในหลุดดำจะมีแรงกดดับ มหาศาล แม้แต่ดาวทั้งดวง ยังหายไปในพริบตาเพราะแรงกดมหาศาลนี้ ทำให้ ดวงหรือสิงต่างๆที่เข้าไปถูกแรงกดภายในกด จนมีขายเล็กมาก เล้กกว่าเซลล์ เล้กกว่า อะตอม หรือเรียกว่า "เอกภาวะ"แล้วถ้าเราเข้าไปแล้วจะเหลือรึ
แล้วไอ้ที่ว่าเดินทางให้ความเร็วไวกว่าแสง จะสามารถย้อนเวลาได้ มันก้อแค่ทำให้เครื่อนที่ไวกว่าแสง นำหน้าแสงไปดูภาพในอตีตของโลกที่แสง สะท้อนออกมา แต่ระยะทางของเรากับโลก จา:-)งกันมาก :-)งกัน หลายล้านๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ ปีแสง เลย และอีกอย่าง ภาพโลกที่ราเหนในอดีต ก้อเปนแค่ภาพของแสง และเราก้อไม่สามารถ เข้าไปยุ่งอะไรกับ มันได้ ไอ้เรื่อง ทามแม็กชง ทาแม็กชีนอะไรนะ ไม่มีหรอก ย้อนเวลาอะไร ถ้าเราเครื่อนที่ได้เท่แสง ตัวเราก้อจะกลายเป็นครื่น ไม่มีตัวตน หรือ ดีไม่ดี อาจจะสลายไปใน อวากาสเลย และเท่าที่อ่านมา หลุมดำที่ว่าจะเกิดขึ้น มีขนาดเล้กมาก แล้วจะมุดเข้าไปไง ตอบที
คุยเล่นกะผมได้ที่
death_less2008@hot
IP: 125.26.251.XXX ความคิดเห็นที่ 127
ถ้าทดลอง แล้วไม่เกิดผลข้างเคียงก็ทดลองไป
แต่ถ้าทดลองแล้วเกืดผลข้างเคียงล่ะจะทำยังไง?
จึงจำเป็นต้องมีทฎี เพื่อจะได้รู้ผลกระทบของการทดลอง
IP: 222.123.71.XXX ในหลุมดำอาจจะมีอีกโลกซ้อนอยู๋
IP: 192.168.1.199, 125.26.235.XXX ผมว่า ใครขัดขาวงและไม่เห็นด้วยที่จะทำการทดลอง แสดงว่า มัน โง่ มาก
..ทำไมถึงโง่..?
เพราะวิทยาศาสาตร์ ต้องทดลองถึงรู้ .. ทีนี้ ถ้าไม่มีการทดลองทำ มันก้ ไม่รู้ มีแต่ทฎี แล้ว สิ่งต่างๆในโลกที่ผุดขึ้นมาให้ใช้ เช่น มือถือ คอม รถ ของทุกอย่างบนโลกที่จะช่วยให้ชีวิตดีขึ้น (หรือแย่ลงเพราะสร้างสรรณ์สิ่งที่ทำลายล้าง) คุณคิดไหมว่าสมัยก่อน ไม่มีเนต ให้ใช้ แต่ไม่กี่สิบปีมานี้มีให้ แชท มีเนตแรงๆไว้ดูแคมฟร๊อก เหตุเพราะการทดลองทั้งทษฎีและปฎิบัตในเรื่องของสัญญาน เรื่องแบบนี้พวก"กลัวตาย" ไม่มีทางได้มีสิ่งของที่ดีขึ้นจากเดิมใช้ หรอก อิอิ สรุป .. อย่าไปกลัวการทดลองของเค้าเลย อุส่าลงทุนมากมาย เค้าต้องมีการคิดคำนวนมาแล้วว่ามีผลอย่างไร ถ้าพลาดหลุมดำเกิดขึ้นมา ก็ไม่เสียใจเพราะ พวกนักวิทย์ มันตายก่อนอยู่แล้ว เราอยู่ไกล ได้ดูเค้าตายก่อน ตั้งหลายวินาที(หรือเสี่ยววินาที) อิอิ เราปล่อยเค้าแล้วคอยดูดีกว่า เผื่อว่าต่อไปข้างหน้าการทดลองนี้จะให้คำตามอะไรดีๆมาพัฒนาต่อไป เช่น สร้างไฟฟ้า ขึ้นมาเองโดยไม่ต้องใช้ทรัพย์ยากรเลย และไม่เป็นพิษ หรือ มีรถไม่ต้องเติมน้ำมัน ตลอดชาติ หน้าดีใจที่มีการทดลอง นะ ..
IP: 118.173.52.XXX






ถ้าหลุมดำมาจะทำไงดี
