''พระอมโรภิกขุ'' จากอังกฤษสู่อุบลราชธานี จากฮิปปี้สู่วิถีสมณะ หมวด » ห้องธรรมะ » ธรรมะทั่วไป » ''พระอมโรภิกขุ'' จากอังกฤษสู่อุบลราชธานี จากฮิปปี้สู่วิถีสมณะ

จากอังกฤษถึงอุบลราชธานี จากฮิปปี้สู่วิถีสมณะ

ประวัติ พระอรมโรภิกขุ


ชีวิตของเจเรมี ฮอร์เนอร์ เปรียบเสมือนเม็ดบัวที่ก่อกำเนิดและบ่มเพาะตัวอยู่ที่ท่ามกลางความหนาวเหน็บของประเทศอังกฤษ แต่เพราะสภาพแวดล้อมไม่พร้อมให้ผลิบาน เจเรมีผู้ตั้งคำถามถึงปรัชญาศาสนาและอิสรภาพแห่งชีวิต จึงเป็นได้เพียงฮิปปี้หนุ่มผมยาว ดื่มเหล้าเคล้ากัญชาไปวันๆ ก่อนที่จะตกเป็นอาหารปลาและเต่า โชคดีที่วันหนึ่งเมล็ดบัวถูกพัดพามาตกลง ณ วัดป่านานาชาติ

ที่นี่ เมล็ดบัวเริ่มแทงยอด แตกใบอ่อน ก่อนจะผลิบานเป็นดอกบัวงาม ณ แดนไกลในวันนี้

----------------------------------------------------------

ก่อนจะมาเป็นพระอาจารย์อมโร ภิกขุ ชื่อเดิมของท่านคือ เจเรมี ชาร์ลส์ จูเลียน ฮอร์เนอร์

ตอนเด็กท่านต้องทำวัตรแบบคริสต์และท่องคำสอนจากคัมภีร์ไบเบิ้ลที่โรงเรียนทุกวัน พอท่านอายุ 6-7ขวบก็เริ่มสงสัยว่าจริงหรือเปล่าที่ถ้าเชื่อพระเยซู ใจจะบริสุทธิ์ แล้วทุกสิ่งจะดีเอง บาทหลวงก็สอนให้ท่านอ้อนวอนแล้วพระเจ้าจะประทานให้ทุกสิ่ง ท่านดีใจมากในวันคริสต์มาสท่านอยากได้รถดับเพลิงจึงสวดขอพระเจ้า แต่ไม่ได้ ท่านจึงสงสัยหรือพระเจ้าจะไม่มีจริง มีบทสวดอยู่บทหนึ่งขึ้นต้นว่า" i believe in god ฉันเชื่อในพระเจ้า" ท่านจึงถามบาทหลวงว่า ถ้าเราไม่เชื่อแต่สวดว่าเชื่อ ถือว่าโกหกจริงไหม นั่นเป็นคำถามของท่านที่มีความหมายต่อท่านมากในตอนนั้น แต่บาทหลวงกลับตอบว่า "Don't be cheeky อย่าลามปาม" และท่านถูกมองว่าท่านกลายเป็นเด็กมีปัญหา ทั้งที่นั้นเป็นคำถามสำคัญ แต่ถูกปัดทิ้ง ศรัทธาจึงเสียไปในครั้งนั้น

ท่านเล่าให้ฟังว่า" ตอนเด็กๆ อาตมาคิดว่าหัวใจของพระเจ้าเป็นสิ่งสำคัญที่สุด อาตมาก็ไม่ทราบว่าคืออะไร หลายศาสนามักอธิบายว่าพระเจ้าเป็นคน เป็น super person แต่อาตมารู้สึกอยู่ลึกๆว่าพระเจ้าเป็น something ไม่ใช่ someone ตอนนั้นคิดว่าปรมัตถธรรมนั้นมีแน่และสำคัญมาก แต่ไม่ใช่เป็นพระเจ้าที่เป็นบุคคลแบบในคัมภีร์ พระเจ้าไม่ได้เป็นผู้ชายอายุมาก ไม่ใช่คนตั้งกฎเกณฑ์ข้อปฏิบัติต่างๆ แต่จริงๆแล้วพระเจ้าเป็นอย่างไร อาตมาไม่รู้และเมื่อไม่รู้ อาตมาอยากรู้ อยากจะถาม อยากจะเข้าใจ อยากจะเห็นสัจธรรมของชีวิต อยากเห็นปรมัตถธรรม แต่ตอนนั้นอาตมายังเด็กและยังไม่รู้หนทางที่จะพิจารณาให้เห็นความจริง"

ยุคของท่านเป็นยุคฮิปปี้ หนุ่มสาวในยุคนั้นส่วนใหญ่มีการคิดอิสระ(free thinking) คือจะเปลี่ยนแปลงทุกสิ่งทุกอย่าง ปลดปล่อยตัวเองออกจากกฎหมาย กฎเกณฑ์ของสังคม และกฎระเบียบของครอบครัว
ตอนนั้นท่านก็เป็นฮิปปี้คนหนึ่ง เพราะชอบแนวคิด ชอบชีวิตไม่มีกฎ ไว้ผมยาวเฟี้อย ดื่มเหล้า สูบกัญชา ท่านอาจารย์อมโรเล่าถึงพวกฮิปปี้ให้ฟังว่า"พวกนี้ข้างนอกดูว่าอิสระเต็มที่ แต่ข้างในไม่ใช่เลย ฮิปปี้ไ่ม่เคยเป็นอิสระ จากเหล้า ยาเสพติด และเซ็ก แถมยังยึดติดในความคิดของตัวเองอีกด้วย"

ต่อมาท่านสงสัยว่าจิตใจของเราทำงานอย่างไร อยากมีความสงบความสบายใจ ท่านจึงเลือกศึกษาจิตวิทยา(psychology)และสรีรวิทยา(physiology) ที่University of London แต่พอท่านเรียนๆไปก็เห็นว่าต่อให้ศึกษาจนเป็นศาสตราจารย์ด้านจิตวิทยา จิตใจก็ยังสับสนและเป็นทุกข์อยู่ดี เลยคิดว่าจิตวิทยาไม่สามารถช่วยให้ใจสงบ เรียนต่อไปก็ไม่มีประโยชน์อะไร

ที่ท่านต้องการแสวงหาความสงบ ก็เพราะจิตท่านมันไม่สงบเอามากๆ มีห่วงมาก กลัวมาก รู้สึกไม่มั่นคง กังวลไปซะทุกอย่าง

ภายนอกไม่มีอะไร ครอบครัวท่านดีมาก บ้านท่านมีสวนดอกไม้ตรงประตูบ้านเหมือนสวรรค์ พ่อแม่มีเงินพอใช้ โรงเรียนก็ดี สังคมก็ดี ภายนอกจึงไม่มีอะไรให้ห่วงแต่ท่านกลับรู้สึกหน่วงๆอยู่ภายใน นี่คือเหตุผลที่ท่านอยากเข้าใจจิตใจนี้ เพราะสงสัยทำไมจึงเป็นทุกข์ ทั้งที่ทุกอย่างก็มีพร้อมหมด

แม้จะมีความสุข แต่มันสั้นๆ ดื่มสุราหรือสูบกัญชาก็มีความสุขแต่มันไม่นานและไม่เคยเต็ม ท่านเรียนดี เรียนจบก่อนเพื่อนท่านสองปี ได้เกียรตินิยมอันดับสอง เป็นนักกีฬาได้รางวัลมากมายเพียบพร้อมไปหมด แต่ข้างในกลวง ..have a hole in a heart.. ไม่พอ ไม่เคยพอใจ ยากที่จะเข้าใจ

"พี่สาวอาตมาเป็นคนเรียบร้อย แต่อาตมาเป็นคนสุดโต่ง เรียกว่าคนอื่นทำ100 อาตมาทำ120 ถ้าลงมือทำอะไร อาตมาก็จะเป็นมากกว่าคนอื่น ตอนแรกอาตมาดื่มสุราหรือสูบกัญชาเพื่อจะมีความสุข ปาร์ตี้สนุกไปเรื่อย ต่อมาก็ดื่มและสูบเพื่อปิดประตูความรู้สึก หยุดคิด จะได้ลืมอะไรๆไปให้หมด

โชคดีที่วันหนึ่งได้เห็นว่า ถ้าใช้ชีวิตอย่างนี้คงตายก่อนอายุยี่สิบห้า ถ้าไม่เปลี่ยนเส้นทางอายุคงจะสั้น "

ในช่วงที่ท่านเป็นนักศึกษา ได้มีโอกาสฟังบรรยายของ เทรเวอร์ สเตนคอฟ ซึ่งเป็นลูกศิษย์ของ รูดอล์ฟ สไตเนอร์ (Rudolf Steiner) อีกที เทรเวอร์อธิบายเรื่องกรรมและการอบรมจิตได้น่าสนใจมาก และเหมือนเขาจะมีฌานหยั่งรู้และเข้าใจคน วันหนึ่งเขาบอกแก่ท่านว่า”ผมไม่รู้ว่านี่คือข่าวดีหรือข่าวร้าย แต่คุณไม่มีทางพบความสุขในชีวิตทางโลกได้หรอก” และ”ชะตาชีวิตของเธออยู่ที่ตอนเหนือของอินเดีย”พูดพบเขาก็ไม่อธิบายอะไรอีก ซึ่งเป็นสิ่งที่สำคัญกับชีวิตของท่านมาก

ซึ่งคงจะจริงเพราะที่ผ่านมาท่านไม่สนใจความสำเร็จทางโลกเลย แม้ตอนเรียนจะมีโอกาสทำปริญญาโทและเอก เมื่อเรียนจบแล้วก็สามารถเข้าทำงานในธุรกิจ จิเวลลี่ของพ่อทูนหัวได้เลย นอกจากนี้ท่านยังเขียนหนังสือและแสดงละครเรียกว่ามีช่องทางให้เลือกในชีวิตมากมาย ประตูหลายบานต่างเปิดรับ แต่สุดท้ายท่านกลับไม่ชอบไม่สนใจ ไม่เอาอะไรกับเส้นทางโลกเลย และท่านชอบอ่านวรรณคดีเกี่ยวกับจิตวิญญาณอยู่แล้ว เช่นปรัชญาอินเดีย จีน จึงพอเข้าใจว่าปรัชญาทางตะวันออกเป็นวิถีชีวิตที่เรียบง่ายและใกล้ชิดธรรมชาติ เมื่อทั้งสองเหตุมารวมกันท่านจึงตัดสินใจจะเดินทางไปตะวันออก ลองไปแบบไม่มีจุดหมาย ดูซิว่าจะค้นพบอะไรบ้าง

พอดีครอบครัวของท่านมีเพื่อนทำธุรกิจขนส่งม้าแข่งมายังเอเชีย เขาเคยบอกแก่ท่านถ้าอยากไปเที่ยวเอเชียแบบไม่เสียค่าตั๋วให้ไปบอกแก่เขา เพราะถ้าท่านไปด้วยเขาจะได้คนดูแลม้าที่รู้งานโดยที่ไม่ต้องเสียค่าจ้างหลังจากท่านเรียนจบสี่เดือน
หลังฉลองวันเกิดครบอายุ 21 ปีของท่านเพียง 5 วัน ท่านก็ขึ้นเครื่องเดินทางมาพร้อมม้าแข่ง

ส่วนพ่อแม่ของท่านก็ยินดีที่ลูกชายของพวกท่านได้ออกเดินทาง เพราะพวกท่านรู้ดีว่าลูกชายของพวกท่านมีความสงสัยใคร่รู้และปรารถนาจะค้นหาอะไรซักอย่างแม้ว่าพี่สาวทั้งสองคนของท่านจะมีชีวิตที่เรียบง่ายธรรมดา แต่พวกท่านก็รู้ดีว่าชีวิตของท่านอาจารย์จะมีชีวิตที่ยิ่งใหญ่กว่านั้น พวกท่านรู้ดีว่าเจ้าม้าตัวนี้จำเป็นต้องมีทุ่งที่กว้างใหญ่ คือโลก
เพียงแต่พวกท่านนึกไม่ถึงว่าในภายหลังลูกชายของท่านจะกลับมาแนวศาสนาในฐานะนักบวช ซึ่งเป็นเซอร์ไพร์แบบแปลกสุดๆของพวกท่าน เพราะพวกท่านเป็นห่วงว่าอาจจะไปติดคุกติดตะราง หรือแต่งงานกะทันหันทำลูกสาวใครท้อง

 

หลังจากที่ท่านนั่งเครื่องบินมาเอเชียเครื่องมาลงที่กัวลาลัมเปอร์ จากนั้นท่านก็เดินทางต่อไปที่บาหลี ท่านเคยได้ยินว่าบาหลีมีมนต์ขลัง ศักดิ์สิทธิ์ แต่พอท่านไปจริงๆก็รู้สึกว่าธรรมดา ไม่สมกับที่หวังไว้ท่านจึงได้ข้อคิดว่า
“มันเป็นไปไม่ได้หรอกนะ ที่คนเราจะหวังว่าเดินทางไปที่ไหนสักแห่งบนดาวเคราะห์ดวงนี้แล้วปัญหาทุกอย่างมันจะหายวับไป สถานที่จะวิเศษหรือศักดิ์สิทธิ์แค่ไหนก็ไม่มีประโยชน์ตราบใดที่ใจเรายังมีปัญหา ต่อให้อยู่บนสวรรค์ก็เท่านั้น ถ้ายังวิตกกังวลอยู่ข้างใน”

จากบาหลี ก็ไปชวา สุมาตรา และมาเลเซีย หลังจากนั้นท่านก็โบกรถเข้ามายังภาคใต้ของประเทศไทย และมาปักหลักอยู่ภูเก็ต ประมาณ 1 เดือน ณ ภูเก็ตนี่เอง ท่านจึงได้ฉุกคิดว่า”เราเดินทางมาตะวันออกไกลเพื่อค้นหาความหมายของชีวิตไม่ใช่หรือ แล้วทำไมมาขลุกอยู่แต่กับฝรั่งด้วยกัน ปาร์ตี้บนหาดทรายอยู่นั่นแหล่ะ เราไม่ได้บินเป็นพันๆไมล์มาที่นี้เพื่อมาปาร์ตี้แบบนี้ซักหน่อย” พอดีท่านรู้จักกับหมอคนหนึ่งซึ่งทำงานในค่ายผู้อพยพจังหวัดอุบลราชธานี เขาเล่าให้ฟังว่าภาคอีสานของประเทศไทยไม่มีชายหาด ไม่มีภูเขา ไม่มีนักท่องเที่ยว คนอีสานไม่พูดภาษาอังกฤษ แต่คนอีสานใจดีที่สุดในโลก

เมื่อได้ยินดังนั้น ท่านหันหลังให้หาดทรายและบรรดาเพื่อนฝรั่ง และเก็บข้าวของเดินทางไปจังหวัดอุบลกับคุณหมอท่านนั้นทันที ท่านพักบ้านของคุณหมอคนนั้นแ่ค่คืนเดียว ก็ตัดสินใจโบกรถท่องเที่ยวต่อเอง บังเอิญในตอนนั้นคนที่เขาเพิ่งกลับจากงานที่วัดป่านานาชาติ พอเห็นฝรั่ง เขาก็แนะนำว่า “ยูลองไปวัดป่านานาชาติดูสิ” ท่านอาจารย์ในตอนนั้น เลือกที่จะไปในทันที ทั้งที่ชีวิตแบบฮิปปี้ของท่านกับกฎระเบียบแบบวัดป่ามันไปกันไม่ได้เลย

“ตอนนั้นอาตมามีเงินติดตัวแค่ 35 ปอนด์หรือประมาณ พันกว่าบาท ไม่พอเหมารถไปอำเภอวารินชำราบ จึงตั้งใจโบกรถไปเรื่อยๆ โชคดีมีเพื่อนคนหนึ่งแนะนำคนขับแท็กซี่มาให้ ตอนแรกปฏิเสธไปว่า ไม่เอาหรอก จะโบกรถไปเอง แต่พวกเขาไม่เข้าใจภาษาอังกฤษและยืนกรานอยากจะช่วย

ในที่สุดอาตมาก็ต้องขึ้นรถคันนั้น ระหว่างทางคนขับขยับมือเป็นกรรไกรคล้ายจะถามว่า”ยูไม่ตัดผมเหรอ”อาตมารีบปฏิเสธว่า”no no no no” เขาเข้าใจว่าอาตมาจะไปบวชที่วัดป่านานาชาติ เขาก็เลยคิดว่าอาตมาน่าจะต้องตัดผม ที่สำคัญเขาไม่คิดค่าโดยสารด้วย ไปส่งอาตมาเป็นการเอาบุญ

ตอนแรกที่เข้าวัด อาตมารู้สึกกลัวนิดๆ เพราะคิดว่าพระต้องดุมาก แต่พอเจอท่านปภากโร ซึ่งเป็นเจ้าอาวาสในขณะนั้น อาตมาสัมผัสได้ทันทีว่าท่านใจดี สุภาพ เป็นมิตร ไม่ถือตัว ไม่เคร่งพิธีกรรมจนไม่เป็นธรรมชาติ ที่สำคัญคือ พอเข้าไปแล้ว ไม่มีใครมาชี้นำหรือชักจูงให้อาตมาเข้าร่วมเป็นสาวก นั่นยิ่งทำให้อาตมาสนใจชีวิตที่ no sex,no drug, nodrink, no rock and roll, (ไม่มีเซ็ก ไม่มียาเสพติด ไม่มีเหล้า ไม่มีดนตรีร็อค) ทุกคนตื่นตีสาม ฉันมื้อเดียว นอนบนเสื่อกกผืนบางๆ เป็นวิถีชีวิตที่เคร่งครัด แต่ก็อิสรเสรี

สิ่งที่อาตมาได้พบที่วัดป่านานาชาติวันนั้นช่างธรรมดาสามัญ ขณะเดียวกันก็ช่างน่าประทับใจ”

เย็นวันนั้น มีปะขาวชาวออสเตรเลียคนหนึ่งมาพูดและอธิบายเรื่องอริยสัจสี่ให้ท่านฟัง ท่านก็เถียงว่าไม่จริงหรอก ไม่เชื่อหรอก.
“ตอนแรกอาตมาไม่รู้หรอกว่าธรรมะแปลว่าอะไร ไม่เคยรู้ ไม่เคยได้ยินมาก่อนเลย
อาตมาว่าออกจะฟังดูเพี้ยนๆด้วยซ้ำไป ตรงที่พุทธศาสนาบอกว่าชีวิตนี้เป็นทุกข์ อาตมาเถียงว่าไม่ใช่สักหน่อย แม้ว่าตอนนั้นอาตมาจะทุกข์อยู่มากก็เถอะนะ(หัวเราะ)"

อาตมาเข้าใจมาตลอดว่าชีวิตนี้บริสุทธิ์และดีงามแต่พุทธศาสนากลับบอกว่าชีวิตนี้เป็นทุกข์ อาตมาไม่เชื่อและไม่ชอบคำพูดทำนองนี้ ขณะเดียวก็รู้สึกเชื่อมโยงกับความทุกข์ในใจเราที่มากเหลือเกิน”

แต่สิ่งที่แปลกประหลาดสำหรับท่านคือ ปะขาวคนนั้นไม่ตำหนิว่าท่านลามปามหรือลองดีอะไรเลย เขากลับบอกว่า “คุณไม่เห็นด้วยอย่างนั้นหรือ ถ้างั้นคุณลองค้นหาคำตอบดูนะ ดูสิว่าจะเป็นยังไง”ต่อมาปะขาวคนนั้นก็อธิบายเรื่อง freedom(อิสรภาพ)และdesire(ตัณหา) ซึ่งคำถามทำนองนี้ท่านอาจารย์สงสัยมาตั้งแต่ยังเด็กว่า"เราจะเป็นอิสระได้หรือไม่ ตราบใดที่เรายังมีร่างกาย ยังมีกฎเกณฑ์สารพัด ยังต้องใช้ชีวิตด้วยเงิน เราจะหลุดพ้นจากสิ่งเหล่านี้ได้ยังไง ก็ในเมื่อสิ่งแวดล้อมที่เราอยู่ ไม่ยอมให้เราหลุดพ้นไปจากมัน" ท่านคิดเรื่องนี้มานานจนค่อนข้างแน่ใจเองว่าเราเป็นอิสระไม่ได้หรอก

เย็นวันต่อมาปะขาวคนนั้น ได้อธิบายว่า“Desire is a liar เมื่อตัณหาเกิดขึ้น ตัญหาก็เป็นแค่คนโกหกคนหนึ่ง. เวลาคุณอยากได้อะไรขึ้น คุณมักจะเชื่ออย่างจริงๆจังๆว่าชีวิตคุณจะครบบริบูรณ์เมื่อคุณได้สิ่งนั้นมาครอบครองแล้ว ซึ่งมันไม่จริงเลย เพราะจริงๆแล้วคุณไม่เคยขาดอะไร และไม่มีอะไรเคยหายไปจากชีวิตคุณ ถ้าคุณอยากได้อะไรแล้ว ก็จะวิ่งไขว่คว้าจนได้มันมา แต่คุณก็จะพอใจแค่ประเดี๋ยวเดียว ไม่นานนักความพอใจนั้นก็จะจางหายไป ต่อมาคุณก็ทะยานอยากได้สิ่งนั้นอยากได้สิ่งนี้ขึ้นมาอีก และก็ต้องไล่ไขว่คว้าไปไม่สิ้นสุด สุดท้ายคุณใช้ชีวิตแบบใจไม่เคยเต็มซักที
แต่เมื่อเราเรียนรู้ที่จะทำเพียงเฝ้าสังเกตอารมณ์ขณะที่เกิดตัณหา สังเกตโดยไม่ต้องวิ่งไล่ตามมัน พอเห็นความอยากและตัณหาเกิดขึ้น แล้วจะปล่อยวางมันลงได้ และคุณก็จะเป็นอิสระ"

“พอฟังจบ อาตมาคิดว่าปะขาวคนนี้พูดอะไรไร้สาระ เมื่อเราต้องการสิ่งใดก็ต้องไขว่คว้าให้ได้มาจึงจะพอใจใช่ไหม ถ้าไม่ได้มันหงุดหงิดเป็นธรรมดา อยู่ๆมาบอกให้ปล่อยวางความอยากแล้วจะพบความสุข ไม่เห็นเข้าท่าเลย

เย็นวันนั้นอาตมาได้ลองนั้นสมาธิเป็นครั้งแรก เดิมทีรู้สึกว่ามันไร้สาระ แต่คิดว่าไหนๆมาแล้ว น่าจะลองทำดู หลังจากนั้นได้ยี่สิบนาที ยังไม่ได้กินข้าวเย็น รู้สึกหิวสับปะรดขึ้นมาตงิดๆ เพราะตอนอยู่ภูเก็ตชอบกินสับปะรดมาก ก็คิดว่าความอยากกินสับปะรดนี่ก็คือDesireหรือตัณหาอย่างหนึ่งนะ อยากกินสับปะ รด แต่ไม่ได้กินสับปะรด อาตมารู้สึกหงุดหงิดเพราะไม่ได้สิ่งที่ต้องการ จึงนึกถึงที่ปะขาวบอกว่า Let go of this desire ปล่อยวางตัณหาไปซะ. ตอนนั้น เพราะมัวคิดๆๆๆพิจารณาว่าการปล่อยวางตัณหามันเป็นยังไงนะ หลังจากนั้นอาตมาก็ปิ๊งขึ้นมาว่า เฮ้ย!!เราลืมสับปะรดไปแล้วนี่น่า ทั้งที่เราไม่ได้กินสับปะรดซักคำ แถมตอนนี้เราก็ไม่ได้รู้สึกว่ามีอะไรขาดหายไปจากชีวิต และไม่มีอะไรแหว่งวิ่นในชีวิต(incomplete)

โอ ... ถ้างั้นปะขาวคนนั้นก็พูดถูกนะสิว่า Desire is a liar ตัณหามันก็แค่คนขี้โกหกคนหนึ่ง วินาทีนั้นทุกอย่างกระจ่างในใจอาตมาเหลือเกินว่า "นี่แหล่ะคือหนทางที่ใช่"
เราจะเรียนรู้ที่จะเห็นตัณหาให้ทัน แล้ววางมันลงให้จงได้
ตัณหาถ้าคุณไม่ไล่ตามมัน คุณจะไม่หลงกลมัน
คุณจะเห็นว่ามันเป็นแค่อารมณ์ความรู้สึก
ก็แค่ความอยาก – ไม่อยาก ,ชอบ – ไม่ชอบ
มันเป็นแค่ความรู้สึกที่ผ่านมาแล้วผ่านไป
ไม่มีหัวใจ ไม่มีแก่นสาร ไม่มีตัวตน ไม่มีอยู่จริง

เย็นวันนั้นทุกอย่างมันกระจ่างสำหรับอาตมาเหลือเกิน นี่คือหนทางที่จะพบอิสรภาพหรือความหลุดพ้น
ไม่มีใครหลุดพ้นได้หรอก ถ้ายังพยายามเติมเต็มทุกความต้องการของตัวเอง หาทุกอย่างมาครอบครอง นั่นไม่ใช่แนวทางแห่งอิสรภาพเลย
อาตมาเข้าใจแล้วว่า อิสรภาพจะเกิดก็ต่อเมื่อเราปล่อยวางความถวิลหาทุกอย่าง"

แม้ว่าตอนนั้นท่านจะยังเป็นเด็กหนุ่มที่สับสนและยังคงมีเศษทรายในเส้นผม แต่กระแสศรัทธามันหยั่งรากลงในจิตใจของท่าน ท่านได้สัมผัสประสบการณ์ที่เต็มเปี่ยมไปด้วยพลัง จนท่านถึงกับบอกกับตัวเองว่า

“เอาล่ะ เราไม่ได้ตั้งใจมาบวชก็จริง ไม่ได้ตั้งใจมาอยู่วัดก็จริง เราไม่ชอบกฎเกณฑ์ที่เคร่งครัดก็จริง แต่วิถีชีวิตที่ผู้คนเหล่านี้เป็นอยู่ช่างตอบโจทย์ในใจได้อย่างสมบูรณ์แบบ ตั้งแต่เจ้าอาวาส พระลูกวัด สามเณร ปะขาว พวกเขาเป็นเหมือนคนๆเดียวกัน ใจดี ใจกว้าง ติดดิน เรียบง่าย มองเห็นและใช้ชีวิตเท่าที่เป็นชีวิตจริงๆ”

ซึ่งจุดนี้เองที่ศรัทธาในพระพุทธศาสนาได้ก่อตัวเกิดขึ้นในจิตใจของท่าน

“ศรัทธาที่ว่านี้ ไม่ได้เกิดจากการอ่านหนังสือหรือศึกษาแนวคิดที่เป็นนามธรรม แต่เป็นศรัทธาที่เกิดจากการสัมผัสระหว่างมนุษย์กับมนุษย์ด้วยกันอย่างแท้จริง อาตมาศรัทธาวิถีชีวิตที่เรียบง่ายและงดงามของนักบวชเหล่านั้น และคิดทันทีว่า
“ไม่ว่าจะต้องแลกกับอะไร เราจะขอใช้ชีวิตเช่นเดียวกับคนเหล่านี้ เพราะวิถีที่ท่านเป็นคือวิถีที่เราอยากเป็นมาโดยตลอด”

___________________________________

๐ ฮิปปี้เจเรมี พักอยู่ที่วัดป่านานาชาติเพียง 3 สัปดาร์ ก่อนตัดสินใจบวชเป็นปะขาว

๐ ปะขาวเจเรมีมีโอกาสทำหน้าที่อุปัฏฐากหลวงพ่อชาขณะที่ท่านจำพรรษาที่วัดป่านานาชาติ

๐ หลังบวชเป็นอนาคาริกอยู่หกเดือน ปะขาวเจเรมีได้รับอนุญาตให้บวชสามเณร

๐ เก้าเดือนต่อมา สามเณรเจเรมีเขียนจดหมายถึงโยมพ่อโยมแม่เพื่อขออนุญาติบวชก่อนเข้าอุปสมบทที่วัดหนองป่าพง มีพระโพธิญาณเถระ(หลวงพ่อชา)เป็นอุปัชฌาย์ ได้รับฉายาว่า "อมโรภิกขุ (เมื่อพ.ศ.2522)

๐ ปัจจุบันท่านได้รับดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดอมราวดี สาขาวัดหนองป่าพง ที่กรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ

ที่มา : เพจ สาขาวัดหนองป่าพง

Advertisement
รูป MegaKill
โดย: MegaKill
ตั้งเมื่อ: 27 ก.พ. 17
เปิดดู: 3,430 ครั้ง

แสดงความคิดเห็น กับกระทู้ ''พระอมโรภิกขุ'' จากอังกฤษสู่อุบลราชธานี จากฮิปปี้สู่วิถีสมณะ

ผู้สนับสนุน

ความคิดเห็นที่ 2 : ''พระอมโรภิกขุ'' จากอังกฤษสู่อุบลราชธานี จากฮิปปี้สู่วิถีสมณะ
avatar

:em01: :em01: :em06: :em06:

โดย: nottinghill54 เขียนเมื่อ 3 มี.ค. 17 IP IP: 223.207.202.XXX
ความคิดเห็นที่ 1 : ''พระอมโรภิกขุ'' จากอังกฤษสู่อุบลราชธานี จากฮิปปี้สู่วิถีสมณะ
avatar

:em26: :em26: :em26: :em26:

โดย: จินจง เขียนเมื่อ 27 ก.พ. 17 IP IP: 101.51.116.XXX