ข้อมูลวงการแพทย์ที่ควรรู้ ตอนที่ 2 หมวด » ชีวิต ความรัก สุขภาพ » ไลฟ์สไตล์ » ข้อมูลวงการแพทย์ที่ควรรู้ ตอนที่ 2

ข้อมูลวงการแพทย์ที่ควรรู้ ตอนที่ 2
ทุกข์ของประชากรแพทย์ จาก การกระจายของแพทย์ที่ไม่สมดุล


ภาพรวมกำลังพลประชากรแพทย์ ไทย (32,000 คน) ให้เข้าใจ ง่ายๆ ตามลักษณะการปฏิบัติงานได้ 3 กลุ่มใหญ่ๆ คือ 1.ภาครัฐ ส่วนผลิตและฝึกฝนแพทย์ 2.ภาครัฐ ส่วนให้บริการประชาชน 3.ภาคเอกชน

1.ภาครัฐ ส่วนผลิตและฝึกฝนแพทย์ (ประชากรแพทย์8000 คน~25%)ได้แก่ โรงเรียนแพทย์ทั้ง 17 แห่ง ที่มีอาจารย์แพทย์ ราว 4,000 คน และมีแพทย์ประจำบ้าน หรือแพทย์ที่ฝึกหัดเป็นผู้เชี่ยวชาญอีก 3,800 คน ที่จบเป็นแพทย์ผู้เชี่ยวชาญให้กับสังคม ปีละกว่า 1200 รายในแต่ละสาขา และ นักเรียนแพทย์ 6ชั้นปี อีก รวม 7800 คน ที่จะทยอยจบอีก ปีละ 1400-1500 ราย (คณบดีทุกคณะแพทย์ก็คือ กรรมการแพทยสภา นั่นเอง)

แพทย์กลุ่มนี้จะดูแลผู้ป่วยโรคซับซ้อนโดยแพทย์ผู้เชียวชาญหลากแขนง (เช่น รพ.ศิริราช รพ.รามาธิบดี รพ.จุฬาฯลฯ) มีการใช้เทคโนโลยีสูง ราคาสูง มีกระบวนการคุมมาตรฐานได้ดี มีระบบแก้ปัญหาการบริการชัดเจน ไม่ขาดแคลนแพทย์ เป็นผู้นำด้านวิชาการแพทย์ ส่วนนี้จึงมักเป็นผู้สร้างชื่อเสียงในด้านวิชาการให้กับประเทศ

2.ภาครัฐ ส่วนให้บริการประชาชน (ประชากรแพทย์ 17500 คน~55%) ส่วนใหญ่ที่มักนึกถึงกระทรวงสาธารณสุขที่มีบทบาทมากที่สุด ที่เป็นตัวแทนของแพทย์ ซึ่งมีแพทย์ 14500 คน(80%) ที่เหลือเป็น ภาครัฐอื่นๆ คือ รพ.ของทหาร ตำรวจ ( 2000 คน) สังกัดอื่นๆ เช่น กทม. (รพ.วชิระ รพ.กลาง รพ.เจริญกรุง )รัฐวิสาหกิจ กระทรวงอื่นๆ(1000คน)

ส่วนกระทรวงสาธารณสุขนั้น แพทย์กระจาย ใน 2 กลุ่มคือ

ส่วนที่1. อยู่ใน 900 รพ.ดูแลตั้งแต่ชุมชน หรืออำเภอไปจนถึงจังหวัด และ รพ.ศูนย์ในภาคต่างๆ(11000-12000คน)

ส่วนที่2.สถาบันฯและ รพ.ในกรมการแพทย์ใหญ่ๆใน กทม.อีกหลายแห่ง เช่น รพ.เลิดสิน รพ.นพรัตน์ รพ.นพรัตน์ ฯลฯ รวมถึงผู้บริหารระดับต่างๆของกระทรวง (2-3000 คน) โดยปัจจุบันมีปัญหาในการบริหารจัดการค่อนข้างมาก จากโครงสร้างอันใหญ่โต ซับซ้อน ขององค์กร ทั้งที่มีการตั้งสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ( 30 บาททุกโรค) แต่กลับทำให้การบริหารจัดการนั้นซับซ้อนมากขึ้น คล้ายกับมี 2 กระทรวงอยู่ด้วยกัน

นโยบาย 30บาททุกโรค ได้เพิ่มเติมและเอื้อสิทธิประโยชน์ให้พี่น้องชาวไทยมากมายอเนกอนันต์ หากแต่บุคลาการทางสาธารณสุข การดูแลอนุรักษ์กำลังพลในระบบนี้กลับไม่ขยายตามในสัดส่วนที่เหมาะสม (แพทย์ ผู้ให้บริการขาดอยู่กว่า 2000คน)

ภาระงานที่มากขึ้น การฟ้องร้องที่ดูเสมือนมากขึ้น ทำให้เกิดการรั่วของแพทย์ชุมชนกลุ่มนี้ ออกไปอยู่รัฐสังกัดอื่นๆ หรือออกไปอยู่เอกชนเต็มตัวมากขึ้น (ประมาณ 5000คน) รวมถึงเปลี่ยนอาชีพ (อีกราว 4000 คน)

หากมองกลุ่มของปัญหาการให้บริการต่อประชาชน พบว่าอยู่ที่ ส่วนที่1 ขึ้นกับสำนักงานปลัดฯ คือ รพ.ชุมชน (713แห่ง แพทย์ 5700 คน ดูแลประชาชน 40ล้านคน) จนถึง รพ.ศูนย์ รพ.จังหวัด (112แห่ง แพทย์ 6900คน ดูแลประชาชน 18ล้านคน) เป็นหลัก ที่ขาดแคลนแพทย์

โดยเฉพาะใน 713 รพ.ชุมชน มื รพ.ขนาดเล็ก 590 แห่ง ดูแลประชากร 27 ล้านคนด้วยหมอ 3000 คนที่ยังขาดแพทย์อีกกว่า 2000 คน (แพทย์จบปีละ 1300-1500คน ประมาณ 3000 คนเป็น

แพทย์ส่วนใหญ่ในกลุ่มนี้ รพ.เหล่านี้น่าเป็นห่วง มากที่สุดเพราะทรัพยากรรัฐไม่เพียงพอ อุปกรณ์น้อยกว่ารพ.ใหญ่ๆ มีปัญหาทั้งการฟ้องร้อง จากประสบการณ์แพทย์น้อย ทำงานระยะสั้นๆ 3ปี (เมื่อใช้ทุนหมด ลาออกไปเรียนต่อ ปีละ 800-1000คนหรือย้ายไปอยู่สังกัดอื่นที่ภาระงานน้อย และปลอดภัยกว่า) ทั้งที่รับผิดชอบประชาชนมากที่สุดของประเทศ และรายได้น้อยกว่าแพทย์ในกลุ่มอื่นๆแม้จะมีการเพิ่มค่าต่างๆให้ก็ยังต่ำกว่า เมื่อเทียบเวลาการทำงานต่อ ชั่วโมงและความเสี่ยง

ประชาชนย่อมไม่ได้รับการบริการพื้นฐานที่พอเพียงจากทรัพยากรที่จำกัดเหล่านี ้

หากรัฐต้องการคุณภาพสิ่งแรกต้องทำให้ผู้ให้บริการพอเพียงก่อน มิเช่นนั้นงานที่เกินกำลัง การตรวจคนไข้ กว่า 100 รายและถึง 200 รายในบางที่ ในขณะที่มาตรฐาน ไม่ควรเกิน40ราย(ระดับ โรงเรียนแพทย์) ย่อมมีโอกาสเกิดอุบัติการณ์ได้ง่ายกว่าเพราะทำงานต่ำกว่ามาตรฐานโลกที่อื่นเ ขาทำกัน

3.ภาคเอกชน ส่วนใหญ่ให้บริการประชาชน(ผลิตแพทย์1สถาบัน) (ประชากรแพทย์ 5000 คน~15%) เมื่อมีปัญหามักจะถูกมองภาพเป็นการค้า ทั้งที่แพทย์ 80% อยู่ในภาครัฐ และ อีกน้อยกว่า 5% ไปทำอาชีพอื่นๆ จนถึงเรียนและทำงานอยู่ในต่างประเทศ

ระบบเอกชน ในต่างประเทศเป็นการเติมช่องว่างของระบบบริการ บางรายพัฒนาเป็นศูนย์การแพทย์ระดับใหญ่ และการพัฒนาหลายด้านมาจากภาคเอกชนที่ไม่มีปัญหาเรื่องงบประมาณเท่าภาครัฐ แต่ต้องควบคุมเรื่องผลประโยชน์ให้เหมาะสม เพราะธุรกิจนี้มีผลต่อคุณภาพชีวิต ปัจจุบันมีหลายหน่วยงานควบคุมอยู่แล้ว มหาวิทยาลัยดังๆทางการแพทย์ในต่างประเทศ เช่น เมโยคลินิก หรือสถาบันใหญ่ๆทั้งหลายที่มีงานวิจัย สร้างผู้เชี่ยวชาญระดับโลก ก็เป็นเอกชนเช่นกัน

แพทย์รัฐเองส่วนหนึ่งที่มีรายได้จำกัดจาก รัฐ ก็ใช้เวลานอกทำการมาทำงานให้เอกชนเพื่อเพิ่มรายได้ให้เพียงพอ แต่มิใช่ทุกคน รวมถึงการเปิดคลินิกเอกชนในมุมเมืองต่างๆ ให้ชาวบ้านเข้าถึงนอกเวลาได้มากขึ้นสะดวกขึ้น

กลุ่มเหล่านี้ พื้นฐานปัญหาเกิดจากการคิดค่ารักษาพยาบาลที่สูง การโฆษณา โดยเฉพาะธุรกิจด้านความงาม และการใช้เทคโนโลยีราคาแพง กลไกรัฐต้องเข้ามาดูแลอย่างใกล้ชิด การฟ้องร้องร้องเรียนจากความไม่พึงพอใจ เป็นเรื่องปกติที่พบได้บ้าง สถานพยาบาลเหล่านี้นั้นต้องการแพทย์ระดับผู้เชี่ยวชาญมีฝีมือเพื่อมาสร้างชื ่อเสียง มากกว่าแพทย์จบใหม่ๆ 3ปี แรกของกระทรวงสาธารณสุข ดังนั้นจึงยังมิใช่ปัญหาโดยตรงที่จะดึงแพทย์จากชนบทไปง่ายๆ

สรุปภาพรวมของปัญหาของวงการแพทย์ในบ้านเรา ต้องมองภาพตั้งแต่เริ่มวัฏจักรว่า
1.ผลิตได้ปีละกว่า 1500 คน นั้นเต็มที่ จนคุณภาพอาจเริ่มด้อยหากมากกว่านี้
2. แพทย์ต้องมีการใช้ทุนและเรียนต่อ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญ เพื่อมารับใช้สังคมในบริบทโรคที่ยากขึ้น (แพทย์ผู้เชี่ยวชาญ20247คนจาก 36000คน)
3. การขาดแคลนจริงในชนบทเกิดขึ้นจริงทั้งปริมาณ และคุณภาพของแพทย์ที่ฝากไว้กับน้องใหม่ (แพทย์ใหม่กว่า3000คนจากแพทย์ 5700คน ใน รพ.ชุมชน ขนาดเล็ก-กลาง)

แนวทางแก้ไข ต้องมองภาพรวมทั้งระบบประชากรแพทย์ หากสร้างขึ้นใหม่ใช้เวลา 6ปี คงไม่เพียงพอ
1.ต้องสร้างภูมิคุ้มกันหมอด้วยคุณธรรม จริยธรรม ลดความเสี่ยงลงได้ระดับหนึ่ง
2.ปรับภาระงาน ค่าตอบแทนสร้างคุณภาพชีวิตให้เหมาะสม
3.รัฐต้องสร้างระบบอนุรักษ์แพทย์เชิงบวก ให้แพทย์รักที่จะอยู่ต่อในระบบ (มิใช่เพียงใช้กฎเกณฑ์บังคับ)
4.นำพลังแพทย์จำนวนมากที่อยู่นอกระบบ แพทย์เกษียณแล้วแต่ยังคงความรู้ความสามารถ แพทย์หน่วยอื่นๆ รวมถึงแพทย์ประจำบ้านที่อาจต้องสร้างระบบให้ลงชุมชนมากขึ้น สร้างระบบรัฐร่วมเอกชน( private public mix) นำแพทย์เอกชนเองมาช่วยดูแลคนไข้รัฐ ในบางวันเวลา ที่ขาดแคลน หรือทำสหระบบ เช่น รพ.รามาธิบดี ร่วมกับรพ.เอกชนบางแห่งรักษาคนไข้รัฐ ในรพ.เอกชน โดยถือเสมือนว่า แพทย์ทุกคนในประเทศล้วน มีภารกิจเพื่อการดูแลสุขภาพประชาชนเช่นเดียวกัน ไม่ว่าจะอยู่ในภาคใด
กำลังแพทย์ อีก กว่า 27000 คนนอกชนบทอาจมาช่วยรับภาระของ ของ รพ.ชุมชนในชนบทซึ่งมีแพทย์เพียง 5700 คนได้ โดยสมัครใจภายใต้กรอบที่ชัดเจน
โดยรัฐต้องคุ้มครองสวัสดิภาพของแพทย์ผู้สุจริต ให้มิต้องตกไปในคดีอาญาเสียก่อน มือแพทย์ที่มีคุณธรรมต่างๆจึงกล้าหยิบยื่นไปร่วมกันแก้ปัญหาการขาดแคลนแพทย์ ในชนบท ที่เป็นวาระแห่งชาติในปัจจุบันนี้ได้

5.สร้างมาตรการ คุ้มครองทางกฎหมายอาญาต่อแพทย์สุจริต รวมถึงการออกกฎหมายชดเชยผู้ได้รับความเสียหายทางการแพทย์ ที่สามารถปฏิบัติได้จริงตามข้อเท็จจริงทางสาธารณสุขในปัจจุบัน

ในการแก้ไขทั้ง 5 ประการนี้หากกระทำได้ก็จะช่วยลดความขัดแย้งซึ่งเกิดจากปัญหาของระบบที่ไม่พอ เพียง และจากการกระจายแพทย์ไม่สมดุลได้เป็นอย่างมากแน่นอน


ด้วยความปรารถนาดี
ผู้ช่วยเลขาธิการแพทยสภา

ส่วนที่เหลือเป็นส่วนที่อาจารย์ท่านหนึ่งแสดงความเห็นไว้

ตอนที่ 2 มุ่งเน้นว่า

การผลิตใช้เวลามาก การนำเข้ายิ่งคุณภาพต่ำกว่า
แพทย์ที่อยู่ในประเทศทุกท่านเป็นพลังแฝงหากท่านจัดระบบให้ดี

อนุรักษ์เสมือนแพทย์ทุกท่านดุจอัญมณี ที่ล้ำค่าของภาครัฐ
ที่ต้องทะนุถนอมให้เขามาดูแลประชาชน

แก้ไขปัญหาความปลอดภัยจากการประกอบอาชีพให้แพทย์สุจริตแล้วไซร้
การนำทรัพยากรข้ามระบบ
เอามือซ้ายไปช่วยมือขวาย่อมเป็นไปได้

เช่นกรณีของหน่วยแพทย์เคลื่อนที่ของสมเด็จพระศรีนครินทร์..
อาจารย์ผู้หลักผู้ใหญ่ทั้งนั้นไปช่วยตรวจชาวชนบท

กรณี หมอหัวใจสัญจร ไปช่วยผ่าตัดในชุมชน โครงการรักษาผ่าต้อกระจก รพ.บ้านแพ้ว

หากแพทย์ไม่ปลอดภัยแล้ว โครงการเหล่านี้มีโอกาสถึงทางตันได้ง่ายๆ


ทรัพยากรภาคเอกชนที่ล้นเหลือ
เอาเวลาบางส่วนมาช่วยภาครัฐ ร่วมออก โอพีดี ช่วยอาทิตย์ละวัน เดือนละวัน หรือ ด้วยกลไกอื่นๆ
ชนบทก็จะขับเคลื่อนไปได้

ราชวิทยาลัย 13 แห่ง+1 วิทยาลัยแพทย์ในแพทยสภา
รวมถึงคณบดี คณะแพทยศาสตร์ 17แห่งที่เป็นกรรมการแพทยสภา
ก็ย่อมยินดีที่จะร่วมมือแก้ปัญหาชนบทแน่นอน
โดยถือเป็นวาระแห่งชาติ

หากไม่ป้องกันแพทยสุจริตแล้ว.
ไฉนเลยโครงการร่วมมือเหล่านี้จะเกิดขึ้นได้...

แพทย์ในชุมชนต้องถูกยกเป็นคนสำคัญที่สุด
ของพื้นฐานวงการแพทย์ไทยที่ต้องสดุดี..ในภาระงาน..หนัก

มิใช่ถูกละเลยและมองว่า..ทำงานพลาดเพราะ
"จริยธรรมบกพร่อง..สนทนาไม่สุนทรีย์..จิตไม่อาสา.."
หรือ
"ชุ่ย..ไม่ละเอียด ..ไม่บันทึกโอพีดีให้ครบถ้วน..ไม่อธิบาย"


ขอให้ท่านผู้ใหญ่ ท่านปลัดกระทรวง หรือผู้บริหาร จนถึงผู้ออกแนวความคิดด้านบน..
ลงมานั่งตรวจเองเถอะครับทำตัวอย่างให้ดูเสียหน่อย..

หาก โอพีดี ในชนบท 200 คนตรวจครบทัน สุนทรีย์สนทนา ยิ้มแย้ม จิตอาสา
บันทึกเวชระเบียนครบถ้วน พร้อมยื่นอัยการทุกราย..เพื่อรอรับคำฟ้อง..โดยใช้เวลา 3-4 ชม.
คนไข้ทุกคนกลับบ้านทันโดย ซื้อยาก่อนห้องยาปิดและไม่มีคิวรอ.
..
น่าจะต้องเสนอรับรางวัลระดับโลก ด้านความมหัศจรรย์ครับ..

ข้อเสนอต่อสังคมใดๆ อยากให้อยู่บนความจริงใจ กับข้อเท็จจริง

มิใช่เพียงความฝันอันงดงาม นามธรรม จับต้องมิได้
ดูดี ไม่พอ ต้องปฏิบัติได้ด้วยภายใต้ความเป็นมนุษย์ปกติครับ

..
716:16
หมอที่เป็นแค่มนุษย์ธรรมดา..ครับ
รูป ข่าวสารการแพทย์
โดย: ข่าวสารการแพทย์
ตั้งเมื่อ: 22 มี.ค. 08
แท็ก:
กระทู้นี้ปิดไม่ให้แสดงความคิดเห็น
ผู้สนับสนุน

ความคิดเห็นที่ 11 : ข้อมูลวงการแพทย์ที่ควรรู้ ตอนที่ 2
avatar

[img]http://phitsanulok.nhso.go.th/download/GPFT.jpg[/img]

โดย: มานพ เขียนเมื่อ 23 เม.ย. 08 IP IP: 203.147.36.XXX
ความคิดเห็นที่ 10 : ข้อมูลวงการแพทย์ที่ควรรู้ ตอนที่ 2
avatar

ขอให้ความเห็น8 สูต่อไป และปฏิบติหน้าที่ของหมออย่างที่ที่สุด ไม่ว่าหมอจะอยู๋ในภาครัฐหรือเอกชนก็ตามนะคะ

โดย: หมอหมูหมู เขียนเมื่อ 2 เม.ย. 08 IP IP: 125.26.202.XXX
ความคิดเห็นที่ 9 : ข้อมูลวงการแพทย์ที่ควรรู้ ตอนที่ 2
avatar

ต่อ คห8
ตอนนัน อยู่เวรกลางคืน ได้ค่าเวรคืนละ 900 เดือนละประมาณ 10 คืน = 9000 บาท
เงินเดือน 8190
เงินไม่ทำคลินิก 10,000

รวมเงิน 27190

ไม่รวยแต่พออยู่ได้ ซื้อรถมือสอง อยู่บ้านพักโรงบาล
ไม่ได้อึดอัดเรื่องเงิน แต่อึดอัดเรื่อง การรักษาที่เราไม่สามารถทำได้ตามนโยบาย ทั้งๆที่มันไม่ใช่ความผิดเราเลย แถมไม่มีเวลากลับบ้านมาดูแลพ่อแม่ พอใช้ทุนครบ ขอย้ายมาดูแลพ่อแม่ก็ไม่ได้ คุณพ่อเลยขอให้ลาออก เพราะมีลูกสาวคนเดียว ไม่อยากให้ทำงานชายแดน

โดย: หมอเหมือนกัน เขียนเมื่อ 1 เม.ย. 08 IP IP: 125.24.181.XXX
ความคิดเห็นที่ 8 : ข้อมูลวงการแพทย์ที่ควรรู้ ตอนที่ 2
avatar

ตอบลุงป.หก และเสริมหมอหมูๆค่ะ
ข้อมูลพวกนี้ อย่าว่าแต่ก่อนเรียนแพทย์เลยค่ะ ขนาดเข้ามาเรียนแล้วเรายังไม่ทราบกันเลย กว่าจะทราบก็คือตอนเราออกชุมชนครั้งแรกคือช่วงปี 4 แต่ก้ยังไม่ทราบถึงปัญหามาตรฐานของโรงบาลชุมชนอยู่ดี ทราบแต่ว่างานหนัก โอเคอันนี้รับได้ แต่ไม่เคยทราบว่าจะต้องตรวจคนไข้ 200 คนในเวลา 8 ชม. จนกระทั่งมาเจอกะตัวนี่แหละค่ะ 200 คนใน 8 ชม = 25 คน ใน 1 ชม. หรือ ให้เวลาได้แค่คนละ สองนาทีกว่าๆเท่านั้น นี่ยังไม่รวมเวลาโดนตามไปER หรือโดนตามเข้า ward นะคะ

โดย: หมอเหมือนกัน เขียนเมื่อ 1 เม.ย. 08 IP IP: 125.24.181.XXX
ความคิดเห็นที่ 7 : ข้อมูลวงการแพทย์ที่ควรรู้ ตอนที่ 2
avatar

เสริมความเห็นที่ 6 คับ
เงินที่ว่ามา บางอย่างตกเบิก 6 - 12 เดือนเลยนะคับ
สำหรับบางพื้นที่
ตามความสภาพคล่องของรัฐบาล

โดย: หมอบ้านนอก เขียนเมื่อ 28 มี.ค. 08 IP IP: 118.173.240.XXX
ความคิดเห็นที่ 6 : ข้อมูลวงการแพทย์ที่ควรรู้ ตอนที่ 2
avatar

ตอบคุณความเห็นที่3 นะคะ
เงินเดือนข้าราชของหมอเริ่มที่ 10000 กว่าบาท
เงินไม่ทำคลินิก 10000 บาท
เงินพตส. สำหรับแพทย์เวชปฏิบัติทั่วไป 5000 บาท (แต่สำหรับแพทย์เฉพาะทาง10000 บาท)
เงินเบี้ยเลี้ยง 2000-2200บาท
ค่าตรวจในเวลาราชการต่อหัว ไม่มี จะมีเฉพาะนอกเวลาราชการ ซึ่งอัตราต่อหัวจะแตกต่างกันไปกันแต่ละรพ.ค่ะ

โดย: หมอหมูหมู เขียนเมื่อ 28 มี.ค. 08 IP IP: 125.26.202.XXX
ความคิดเห็นที่ 5 : ข้อมูลวงการแพทย์ที่ควรรู้ ตอนที่ 2
avatar

เป็นเรื่องจริงที่เกิดขึ้น
ตอบคุณลุงป.6 นะคะ
ข้อมูลเหล่านี้ ก่อนเรียนแพทย์ ตัวหมอเองก็ยังไม่ทราบเลยค่ะ คิดแต่อย่างเดียวว่า ทำอย่างไรถึงจะสอบผ่านเรียนแพทย์ และเรียนให้ดีที่สุดได้ ข้อมูลตัวเลขว่าหมอมีเท่าไหร่ ต่อคนไข้กี่คน หมอเองก่อนเรียนก็ไม่ทราบจริงๆ แล้วตอนนี้มีปัญหามาก คือ แพทย์เรียนจบจากรังสิต เรียนจบปุ๊บก็ลาออก ปีละปริมาณมากๆ ทำให้แพทย์ในภาครัฐบาลมีปริมาณน้อยค่ะ

โดย: หมอหมูหมู เขียนเมื่อ 26 มี.ค. 08 IP IP: 125.26.200.XXX
ความคิดเห็นที่ 4 : ข้อมูลวงการแพทย์ที่ควรรู้ ตอนที่ 2
avatar

....ขอย้ำข้อความสำคัญสำหรับคุณหมอใหม่หรือคุณหมอที่อุทธรณ์เรื่องงานหนัก คนไข้มาก เครื่องมือไม่พอ ฯลฯว่า ก่อนที่ท่านจะสอบเข้าเรียนหมอนั้น ท่านย่อมรู้ข้อมูลเหล่านี้ดีอยู่แล้ว...เมื่อก้าวเข้ามาเส้นทางสายนี้แล้วก็ต้องทนเอาครับ..และผมว่ามันก็ไม่ได้ลำบากตลอดไปนอกจากคุณหมอที่ยอมเสียสละเพื่อชุมชนที่ยากไร้และห่างไกลความเจริญจริงๆ...มันก็เหมือนอาชีพอื่นๆนั่นแหละครับ ราบรื่นบ้างมีปัญหาบ้างก็ต้องทนกันไป...

โดย: ลุงป.6 เขียนเมื่อ 25 มี.ค. 08 IP IP: 58.8.127.XXX
ความคิดเห็นที่ 3 : ข้อมูลวงการแพทย์ที่ควรรู้ ตอนที่ 2
avatar

ส่วนของเงินเดือนเริ่มต้นของราชการในระดับป.ตรี 6 ปี ประมาณ 9 พันกว่าบาท แต่แพทย์ได้ค่าไม่ทำเวชปฏิบัติ 10,000 บาท เงิน พตส. 10,000 บาท ถ้าอยู่ชุมชนจะได้เบี้ยเลี้ยงอีกเดือนละ 2,500 บาท เบ็ดเสร็จก็ประมาณ 32,500 บาท สำหรับแพทย์จบใหม่ เนี่ยยังไม่รวมค่าเวรนะ ทำไมไม่เห็นมาบอกถึงเงินเหล่านี้บ้างล่ะ แล้วแพทย์บางโรงพยาบาลทำงานในเวลาราชการก็ยังได้ค่าตรวจต่อหัวอีกด้วย ลองคิดดูใหม่ก่อนที่จะมาเรียกร้องแล้วกัน และก็บอกให้สังคมทราบข้อมูลทั้งหมดด้วย

โดย: 1 เขียนเมื่อ 24 มี.ค. 08 IP IP: 117.47.52.XXX
ความคิดเห็นที่ 2 : ข้อมูลวงการแพทย์ที่ควรรู้ ตอนที่ 2
avatar
เท่าที่เคยสัมผัสผมบอกได้ว่า แพทย์บ้านนอก
งานหนัก อย่างไร้สาระซะมากกว่าน่ะครับ
คนไข้จำนวนไม่น้อยมา รพ. ด้วยโรคที่ไม่น่าจะมา
ถามความคิดผม
การวิเคราะห์เบื้องต้นน่าจะให้ผุ้อื่นช่วยทำการสอบอาการ
เช่น พยาบาล รึอะไรพวกนี้ก็น่าจะช่วยไดบ้างนะครับ
ไม่ทราบเช่นกัน หึหึ มันแค่แนวคิดลอยๆ น่ะครับ
แต่ก็ต้องสู้แหละเนาะ เลือกจะทำหน้าที่นี้ให้แก่สังคมและตัวเองแล้วนี้
สู้ๆ ครับ
โดย: itoursab เขียนเมื่อ 24 มี.ค. 08 IP IP: .XXX
ความคิดเห็นที่ 1 : ข้อมูลวงการแพทย์ที่ควรรู้ ตอนที่ 2
avatar
แบบ คห . ว่านั้นแหละครับ
ตามบ้านนอก หลายๆที่ ทั้ง รพ. มีหมอเพียงคนเดียว หมอ ป่วย ก้ต้อมามาทำงาน
หมอทั้งหน้าที่ตั้งแต่ ภารโรง ยัน ผอ. รพ.
โดย: sailomsaengdaed เขียนเมื่อ 24 มี.ค. 08 IP IP: .XXX

MTha! Talk Ads

สนใจติดต่อ 02-100-8111