คุมเข้ม 60 วันห้ามเผา หลังปัญหาหมอกควันภาคเหนือไม่ลด


ในปีนี้ หากดูภาพรวมจากภาพถ่ายดาวเทียมทางภาคเหนือ จะพบว่าจุดฮอตสปอตจะอยู่ในบริเวณพื้นที่ป่า และจากประเทศเพื่อนบ้าน ไม่ใช่จากพื้นที่การทำเกษตรในประเทศ โดยเฉพาะช่วงนี้อยู่ในช่วง 60 วันห้ามเผา เพราะทางหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจับจริง ซึ่งก็เป็นแบบนี้ทุกปี

ปัญหามลพิษจากหมอกควันไฟป่า หากมองโดยไม่อคติจะพบว่าเป็นปัญหาระดับภูมิภาคที่ต้องแก้ไขร่วมกันหลายภาคส่วน การลดปัญหาโลกร้อน การประหยัดพลังงานก็จะสามารถแก้ปัญหาในระยะยาวได้

เมื่อควันเกิดที่ไหน ก็เป็นหน้าที่คนไทยทุกคนที่ต้องช่วยกัน 

สามารถแจ้งศูนย์สายด่วนพิทักษ์ป่า 1362 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง

-----------------------------------------------------------------------------------------------------------


ปัญหาไฟป่า และหมอกควันเป็นปัญหาทุกปี แต่ก็ยังมีกลุ่มคนที่พยายามชี้หาตัวคนผิด หาตัวคนที่ต้องรับผิดชอบกับเหตุการณ์ดังกล่าว แต่ทำไมพวกเราทุกคนไม่ออกมาร่วมกันรับผิดชอบ เลิกชี้ตัวคนผิด และมาร่วมคิดแก้ไขปัญหาร่วมกันจะดีกว่าไหม


เหมือนเมื่อครั้งปีพศ. 2558 ซีพีตกเป็นเป้าโจมตีจากสังคม และกลุ่มนักเคลื่อนไหวทางด้านสิ่งแวดล้อม (์NGO) ว่าเป็นต้นเหตุสำคัญของปัญหาหมอกควันทางภาคเหนือ จากกรณีที่เกษตรกรผู้ปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ส่งโรงงานผลิตอาหารสัตว์ ได้เผาเศษวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตร ไม่ว่าจะเป็น ต้นข้าวโพด ซังข้าวโพด เปลือกข้าวโพด และอื่นๆ จนทำให้เกิดปัญหาหมอกควัน และสร้างผลกระทบเป็นวงกว้างกับคนที่อาศัยอยู่ในภาคเหนือ


แต่หารู้ไม่ว่า ปัญหาหมอกควันของประเทศไทยเกิดจากไฟป่าถึงร้อยละ 90% ซึ่งส่วนใหญ่มักเกิดในป่าสงวน และป่าอนุรักษ์ที่ยากจะเข้าไปดับไฟได้ ทำให้ไฟลุกลามเป็นปัญหาใหญ่ของภาคเหนือเป็นประจำในทุกๆ ปี รวมถึงช่วงเวลาดังกล่าว ก็เป็นช่วงหน้าหนาวต่อหน้าร้อน ทำให้พื้นที่ป่ามีเศษใบไม้ที่ทับถมเป็นเชื้อไฟได้อย่างดี เมื่อเกิดความร้อนสะสมมากจนทำให้เกิดเป็นไฟป่าลุกลามในที่สุด และอีกส่วนก็จากคนที่เข้าไปหาของป่า เผาเพื่อไปหาเห็ด หาของป่า และอื่นๆ



ทำให้ "เกษตรกร" ผู้ปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ และ "เอกชน" ผู้รับซื้อข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ต้องตกเป็นจำเลยของปัญหาหมอกควัน และไฟป่าเป็นประจำทุกปี



อีกปัญหาสำคัญของหมอกควันภาคเหนือก็มาจากประเทศเพื่อนบ้าน ทั้งจากไฟป่า และการเผาพื้นที่เพื่อทำเกษตร และอื่นๆ ทำให้หมอกควันลอยข้ามมายังประเทศไทย จนทำให้หมอกควันสะสมอยู่ในแอ่งภาคเหนือ เมื่อไม่มีลม และฝนก็ทำให้กลุ่มหมอกควันไม่สามารถถูกพัดพา และสลายไปได้ ทำให้เกิดเป็นกลุ่มหมอกควันขนาดใหญ่ปกคลุมทั่วทั้งภาคเหนือในที่สุด

ดังนั้น ซีพีจึงได้เริ่มโครงการที่ชื่อว่า "ไม่เขา ไม่เผา เราซื้อ" เพื่อแก้ปัญหาปลูกข้าวโพดทำลายป่าและปัญหาเรื่องหมอกควันจากการเผา

ข้าวโพดซีพี พันธุ์ 888 มีคนเคยพูดว่า ... "แค่เอาเท้าเขี่ยๆ มันก็ขึ้นแล้ว ขึ้นที่ไหนก็ได้" ...

ทำให้เครือซีพีโดนโจมตีมากว่า "ซีพีจ้างให้ชาวบ้านทำลายป่า" "ปลูกข้าวโพดบนเขา" "เขาหัวโล้น" 


"แต่แท้จริงแล้วการปลูกข้าวโพดบนภูเขาให้ผลผลิตต่ำมาก ภูเขาไม่มีระบบชลประทาน ต้องรอน้ำฝนเพียงอย่างเดียว จนทำให้ผลผลิตต่ำกว่าการปลูกในพื้นที่ราบ โดยได้ผลผลิตเพียงแค่ 1/3 ต่อไร่ อีกทั้งยัมีค่าใช้จ่ายในการขนส่งสูง ต้องใช้รถบรรทุกวิ่งขึ้นเขา"  


ดังนั้น เครือซีพีจึงได้หาทางแก้ไขปัญหาโดยได้รับความสนับสนุนจากมูลนิธิปิดทองหลังพระ เข้ามาช่วยจัดระบบชลประทานให้ชาวบ้านย้ายพื้นที่ทำกินลงมา จนทำให้สามารถประสบความสำเร็จ ถึงแม้พื้นที่ทำกินข้างล่างจะน้อยกว่าพื้นที่บนภูเขา แต่ด้วยการจัดการระบบน้ำที่ดีประกอบกับการนำเทคโนโลยี และความรู้ของซีพีที่มี ทำให้ผลผลิตเพิ่มขึ้นถึง 3 เท่าจากพื้นที่บนภูเขา รวมทั้งรับรองรายได้และรับซื้อผลผลิตทั้งหมดอีกด้วย


ถึงแม้ว่าในช่วงแรกจะไม่ได้รับการสนับสนุนมากนักจากชาวบ้าน เพราะชาวบ้านยังมีความเชื่อว่า "การเผาไร่ข้าวโพดจะส่งผลดีกับดิน" ทั้งที่ความจริงแล้ว การเผาจะทำให้ความชื้นบนผิวดินหาย เมื่อมีการใช้ปุ๋ยเคมีก็ยิ่งส่งผลเสียมากขึ้นไปอีก หากไถกลบจะทำให้ดินร่วน ไม่ต้องใส่ปุ๋ย ไม่ว่ารัฐบาล หรือใครพยายามเข้าไปโน้มน้าว เกษตรกรก็ไม่เชื่อ จนทำให้ต้องเข้าไปลงมือทำให้เห็น และสามารถฟื้นคืนผืนป่าได้จริง ย้ายชาวบ้านออกจากพื้นที่ป่า และให้ชาวบ้านสามารถใช้ประโยชน์ และอยู่ร่วมกันกับป่าได้ ถึงแม้จะไม่ถูกต้อง ไม่มีโฉนด แต่จะให้คนที่เข้าไปทำกินต้องดูแล "ถือเป็นหน้าที่" หากทำให้ป่าเสียหาย 1 ไร่จะถูกยึดที่คืน 3 ไร่ 


ในระหว่างนั้นเราต้องใช้มาตรการแบบเฉียบขาด ซึ่งตรงนี้ก็จะคล้ายๆ ภาคใต้ ในปีแรกคุณศุภชัยถอนการขายและซื้อทั้งหมดออกจากจังหวัดน่าน แล้วแบนเลยว่าถ้าใครไปซื้อในเครือเรา เราจะลงโทษซัพพลายเออร์ ห้ามเมล็ดพันธุ์ซีพีเข้าไปในจังหวัดน่านเลย ถ้าจับได้ว่าขนเข้าไปขาย เราก็ตัดดิสทริบิวเตอร์คนนั้นเลย อันนี้ทำตั้งแต่แรกๆ เลย แล้วก็ไม่ซื้ออะไรที่มาจากจังหวัดน่าน เพราะจังหวัดน่านมีพื้นที่ราบแค่ 15% ตอนนั้นก็โดนแรงเสียดทานเยอะมากๆ



“เมื่อเราประกาศว่าไม่ซื้อ ก็เอาคอมพิวเตอร์มาตรวจทุกล็อตตั้งแต่ปีนั้น แต่หากจะซื้อเมล็ดข้าวโพดต้องมาพร้อมโฉนด แล้วตรวจสอบโฉนดกับคอมพิวเตอร์ ซึ่งเครื่องจะบอกเลยว่าผลิตได้กี่ตัน เครือซีพีก็จะซื้อเท่าที่ได้ข้อมูลจากเครื่อง ที่เหลือไม่ซื้อให้เอากลับไป ตอนนั้นก็โดนเยอะ เราบอกก็ไม่เชื่อว่าไม่ซื้อ ทางฝั่งการซื้อก็ว่าเรามาก ส่วนเกษตรกรก็ว่า พอเราไม่ซื้อ เขาก็ไปขายแบบถูกๆ ให้พ่อค้าคนกลาง เป็นปัญหาสังคมจริงๆ ตอนนั้น แต่สุดท้ายคุณศุภชัยเลิกแก้ตัวว่าไม่เกี่ยว แล้วกระโดดลงไปแก้ปัญหาๆ แต่เราต้องทำในสิ่งที่ถูก พยายามให้เดินกันไปได้ ถ้าทางราชการรับรองว่ามาจากพื้นที่ แม้ไม่มีโฉนด แต่ผู้ว่าราชการจังหวัดลงนามรับรองว่าเป็นพื้นที่จัดสรรให้ทำอย่างนี้ เราก็ซื้อหมด บางทีซื้อแพงกว่าตลาดด้วย คือสร้างแรงจูงใจ” นายนพปฎลกล่าว


การแก้ไขปัญหาในพื้นที่จังหวัดน่านถือว่ามีความคืบหน้า พอใจกับผลที่เกิดขึ้น เพราะไม่ได้ทำเป็นตัวอย่างหรือกระบะทรายทดลอง แต่ทำแบบจริงจัง เป็นโครงการกาแฟรักษ์ป่าน่าน รับซื้อกาแฟทั้งหมดในจังหวัดน่าน และได้ขยายโครงการไปที่บ่อเกลือ น้ำพาง ซึ่งที่น้ำพางยังอยู่ระหว่างการฟื้นฟู นอกจากนี้ยังมีโครงการที่แม่แจ่ม จังหวัดเชียงใหม่"


นายนพปฎล เดชอุดม ประธานคณะผู้บริหารด้านความยั่งยืนองค์กร เครือเจริญโภคภัณฑ์ กล่าว

(ข้อมูล ณ เดือนมิถุนายน ปี 2561 โครงการกาแฟรักษ์ป่าน่านทำไปแล้ว 420 ไร่ จากเป้าหมายทั้งหมด 1,000 ไร่ เฉพาะบ้านสบขุ่น มีชาวบ้านเข้าร่วมโครงการ 67 ราย แล้วก็จะขยายผลไปอำเภอต่างๆ ในจังหวัดน่าน)

-----------------------------------------------------------------------------------------------------------

ผลจากการประกาศใช้ระบบตรวจสอบย้อนกลับที่มาในการรับซื้อข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ของบริษัทในเครือซีพี ทำให้ปีนี้ซีพีต้องเสียส่วนแบ่งการตลาดข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ในภาคหนือให้กับเอกชนรายใหญ่รายอื่น หลังประกาศเลิกรับซื้อข้าวโพดจากบนเขาที่ไม่มีเอกสารสิทธิ ทำให้ยอดรับซื้อจากภาคเหนือหดหาย