โรคไข้หวัดใหญ่ (Influenza)

โรคไข้หวัดใหญ่ (Influenza)

เกิดจากการติดเชื้อจาก Influenza virus ที่ระบบทางเดินหายใจ พบได้ทุกช่วงอายุ พบการระบาดมาก 2 ช่วงคือหน้าฝนและหน้าหนาวแต่สามารถพบโรคนี้ได้ตลอดทั้งปี ไข้หวัดใหญ่มี 4 ชนิด ตามสายพันธุ์คือ A , B, C และ D เนื่องจาก ชนิด C พบได้น้อยและไม่รุนแรงและไม่มีการระบาด ส่วนชนิด D พบแต่ในปศุสัตว์เท่านั้น ดังนั้นวัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่จึงมีแค่สายพันธุ์ A และ B เท่านั้น

อาการ

หลังรับเชื้อประมาณ 1-4 วัน(เฉลี่ย 2 วัน) ผู้ป่วยจะมีอาการไข้สูงเฉียบพลันอาจมีหนาวสั่นร่วมด้วย ปวดศีรษะ ปวดเมื่อยตามตัว อ่อนเพลีย มีน้ำมูกไหล เจ็บคอ ไอช่วงแรกไอแห้งๆ ต่อมาอาจมีเสมหะด้วย (อาจไอรุนแรงและไอนานถึง2สัปดาห์) อาจพบอาการ อาเจียน เบื่ออาหารและถ่ายเหลวร่วมด้วย แต่พบว่า 25% ของผู้ที่รับเชื้ออาจไม่มีอาการแต่เป็นพาหะสามารถแพร่เชื้อสู่ผู้อื่นได้

โรคแทรกซ้อนของไข้หวัดใหญ่ โรคแทรกซ้อนรุนแรงเช่น ปอดอักเสบ(ทั้งจากไวรัสเองและจากติดเชื้อแบคทีเรียแทรกซ้อนที่ปอด) สมองอักเสบ เยื่อหุ้มหัวใจอักเสบ กล้ามเนื้ออักเสบรุนแรง การทำงานของอวัยวะต่างๆล้มเหลวเช่นทางเดินหายใจล้มเหลว ไตวาย เป็นต้น พบว่าการติดเชื้อที่ไข้หวัดใหญ่ที่ทางเดินหายใจทำให้เกิดการกระตุ้นให้เกิดปฏิกิริยาการอักเสบที่รุนแรงจนเกิดภาวะติดเชื้อที่รุนแรง รวมทั้งมีการติดเชื้อซ้อนในกระแสเลือดจนอาจเสียชีวิตได้ ส่วนโรคแทรกซ้อนที่ไม่รุนแรง เช่น หูชั้นกลางอักเสบ หลอดลมอักเสบ ไซนัสอักเสบ ติดเชื้อแบคทีเรียซ้อน พบว่าเด็กอายุน้อยกว่า 5 ปีที่เป็นไข้หวัดใหญ่ที่เสียชีวิต 99 % มาจากปอดอักเสบ โดยเฉพาะประเทศที่กำลังพัฒนา  

โดยเฉพาะในกลุ่มเสี่ยง ได้แก่ เด็กที่อายุ < 59 เดือนหรือ 5ปี (โดยเฉพาะเด็กอายุ < 2ปี) , ผู้ใหญ่ที่อายุ > 65 ปี, หญิงตั้งครรภ์ ผู้ที่ทานยาแอสไพรินต่อเนื่องและ ผู้ที่มีโรคประจำตัว เช่นโรคหัวใจ โรคทางปอด โรคทางตับ โรคทางไต โรคทางสมอง โรคเลือด โรคมะเร็ง โรคธาลัสซีเมีย หรือเบาหวาน ผู้ที่มีน้ำหนักตัวมาก รวมทั้งผู้ที่มีภูมิคุ้มกันบกพร่อง โรคไข้หวัดใหญ่อาจทำให้อาการของโรคประจำตัวที่มีอยู่แย่ลงได้เช่นหอบหืดหรือโรคหัวใจเป็นต้น

การติดต่อ

ผู้ติดเชื้อไข้หวัดใหญ่สามารถแพร่เชื้อได้ตั้งแต่ 1 วันก่อนมีอาการจนถึง 5-7 วันหลังมีอาการ แพร่เชื้อมากที่สุดในช่วง3วันแรก ในเด็กเล็กหรือผู้ติดเชื้อที่มีอาการรุนแรงอาจแพร่เชื้อนานกว่านั้น ติดต่อโดยการแพร่กระจายของละอองฝอยทั้งขนาดใหญ่และเล็ก โดยการไอ จาม และมีผู้หายใจเอาละอองเข้าไปหรือการติดต่อโดยการสัมผัสสารคัดหลั่ง เช่น น้ำลายหรือน้ำมูก ผ่านจากผู้ติดเชื้อโดยตรงหรือจากสิ่งของที่มีสารคัดหลั่งของผู้ติดเชื้อแล้วมาสัมผัสส่วนจมูกหรือปากของตนเอง พบว่าผู้ติดเชื้อสามารถแพร่เชื้อห่างจากตัวได้ไกลถึง 6 ฟุต ดังนั้นจึงพบการระบาดได้ตามโรงเรียน สถานเลี้ยงดูเด็กเล็ก สถานที่ทำงานรวมทั้งในชุมชนได้ง่าย

การวินิจฉัยโรค

ตรวจหาไวรัสโดยการแยกเชื้อจากคอหอยหรือสารคัดหลั่งจากจมูกหรือน้ำล้างโพรงจมูก โดยการทดสอบเร็ว(rapid test) หาแอนติเจนของไวรัส หากต้องการทราบสายพันธุ์อาจส่งตรวจพิเศษทางไวรัสเช่น PCR ได้แต่ค่าใช้จ่ายสูงและไม่จำเป็น และไม่เปลี่ยนแปลงการรักษา


การรักษา

1. ดูแลเหมือนผู้ป่วยหวัดทั่วไป ให้ยารักษาตามอาการ ให้ยาลดไข้ชนิด Paracetamol *ห้ามให้Aspirin* เนื่องจากอาจเกิดโรคแทรกซ้อนทางสมองชนิด Reye syndrome ได้ นอนพักผ่อนให้เพียงพอ ดื่มน้ำมากๆ ทานอาหารที่มีประโยชน์ หากอาการไม่ดีขึ้นควรพบแพทย์

2. โดยทั่วไปจะหายเองได้ภายใน 1 สัปดาห์ถ้าไม่มีโรคแทรกซ้อน แม้ไม่ได้ยาต้านไวรัสก็ตาม แต่อาการไออาจนานถึง 2 สัปดาห์

3. การให้ยาต้านไวรัส ได้แก่

      3.1. Oseltamivir: Tamiflu® ทางรับประทาน

      3.2. Zanamivir : Relenza® สูดผงยาเข้าทางปาก

      3.3. Peramivir: Rapivab® ฉีดเข้าเส้นเลือดดำ

      3.4. Baloxavir: Xofluza® ทางรับประทาน

    ในประเทศไทยใช้ยา Oseltamivir เป็นหลักในการรักษาหรือป้องกันไข้หวัดใหญ่ ยาต้านไวรัสนี้จะช่วยลดอาการของโรคให้เบาลงและช่วยให้ระยะเวลาป่วยสั้นลง ลดโรคแทรกซ้อนและอัตราการเสียชีวิตลงได้ ควรให้ยาต้านไวรัสเร็วที่สุดโดยเฉพาะภายใน 2 วันหลังมีอาการ จึงจะได้ผลดี พบว่าการให้ยาต้านไวรัสเร็วในเด็กช่วยลดโอกาสเกิดหูชั้นกลางอักเสบเฉียบพลันได้ในเด็กอายุ 1ถึง 12 ปี ระยะเวลาให้ยาต้านไวรัส ติดต่อกัน 5 วัน หรืออาจให้นานกว่านั้นหากอาการไม่ดีขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มเสี่ยงต่อโรครุนแรงที่กล่าวมาข้างต้น ในกลุ่มเสี่ยงหากผลตรวจไม่พบเชื้อแต่อาการเข้าได้กับไข้หวัดใหญ่มีประวัติสัมผัสโรคก็ควรให้ยาต้านไวรัสไปได้เลย

4. ผู้ติดเชื้อที่เป็นกลุ่มเสี่ยง ควรติดตามอาการอย่างใกล้ชิด อาการรุนแรงขึ้นควรรีบมาพบแพทย์เช่นหายใจลำบาก หายใจเหนื่อย มีอาการขาดน้ำเช่นไม่ปัสสาวะใน 8 ชม. ซึมลง ชัก ไข้สูงใหม่หลังไข้ลดไปแล้ว

5. พิจารณาให้ยาต้านแบคทีเรียหากมีการติดเชื้อแบคทีเรียร่วมด้วย เช่น ปอดอักเสบ หูอักเสบ ไซนัสอักเสบ

6. พิจารณาเรื่องการรักษาตัวในรพ. ดังต่อไปนี้

6.1 จำเป็นต้องได้รับสารน้ำหรือสารเกลือแร่ทางเส้นเลือดดำ หรือออกซิเจน หรือต้องติดตามอาการใกล้ชิดเช่นทานอาหารไม่ได้ อาเจียนมาก

6.2 เป็นผู้ที่มีปัจจัยเสี่ยงต่อโรครุนแรง และไม่สามารถติดตามอาการใกล้ชิดแบบผู้ป่วยนอกได้

6.3 ตามดุลยพินิจของแพทย์เป็นรายๆ ที่สงสัยว่าอาจมีโรคแทรกซ้อนเช่น ปอดอักเสบ เป็นต้น หรือทานยาต้านไวรัสแล้วอาการแย่ลงหรืออาการไม่ดีขึ้นใน48ชั่วโมง


มาตรการป้องกันโรค

1.การป้องกันโรคที่ดีสุดคือการฉีดวัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่ทุกปี ระยะเวลาที่ดีสุดคือก่อนมีการระบาดตามฤดูกาลคือ เดือนเมษายนถึงพฤษภาคม ซึ่งบ้านเราใช้วัคซีนสายพันธุ์ของซีกโลกใต้ วัคซีนอาจไม่ป้องกันการติดเชื้อได้ทั้งหมดโดยเฉพาะผู้สูงวัยแต่ช่วยลดความรุนแรงและโรคแทรกซ้อนได้ เชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่มีการเปลี่ยนแปลงตลอดดังนั้นจึงต้องฉีดกระตุ้นทุกปี

องค์การอนามัยโรคแนะนำผู้ที่ควรได้รับวัคซีนคือ หญิงตั้งครรภ์ ,เด็กอายุ 6เดือนถึง5ปี, ผู้ที่อายุตั้งแต่ 65 ปีขึ้นไป, ผู้ที่มีโรคเรื้อรังหรือโรคประจำตัว และบุคลากรทางการแพทย์

ศูนย์ป้องกันและควบคุมโรค (CDC) และ American Academy of Pediatricsแนะนำให้ฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่กับประชาชนทุกรายที่อายุตั้งแต่ 6 เดือนขึ้นไป

ผู้ที่แพ้ไข่แบบรุนแรงเท่านั้นที่ไม่ควรรับวัคซีนไข้หวัดใหญ่เช่นแพ้แบบหายใจลำบาก ถ้าเป็นแพ้แบบผื่นลมพิษอาจพิจารณาให้วัคซีนได้ถ้าเป็นกลุ่มเสี่ยงแต่ต้องสังเกตุอาการแพ้หลังรับวัคซีนในโรงพยาบาลอย่างน้อย30นาทีก่อนกลับบ้าน

2.กลุ่มเสี่ยงที่สัมผัสโรคใกล้ชิด อาจให้ยาต้านไวรัส(ตัวที่ใช้รักษา) เพื่อป้องกันการติดเชื้อ

3. ให้สุขศึกษาแก่ประชาชนและบุคลากรสาธารณสุขเรื่องการดูแลอนามัยส่วนบุคคล รวมถึงการล้างมือ และมารยาทในการไอ จาม รวมถึงการใส่หน้ากากอนามัย

มาตรการป้องกันการระบาด

1.แยกผู้ติดเชื้อออกจากคนทั่วไป เช่น หยุดไปโรงเรียนหรือหยุดงานประมาณ 5-7 วัน และควรแยกห้องนอนกับผู้อื่น

2.แยกภาชนะอาหาร แก้วน้ำ หลอดดูดน้ำกับผู้ติดเชื้อ หรือให้ใช้ช้อนกลางแทน ทานอาหารที่ปรุงสุกใหม่หรืออาหารร้อน ทานอาหารที่มีประโยชน์ เน้นผัก ผลไม้ นม ไข่

3.แยกของใช้ส่วนตัว เช่น ผ้าเช็ดตัว ผ้าเช็ดหน้า

4.ปิดปากและจมูกเวลาไอจามด้วยผ้าเช็ดหน้า หรือกระดาษชำระ แล้วทิ้งกระดาษชำระลงถังขยะทันที

5.แนะนำให้ผู้ติดเชื้อและผู้ที่ดูแลสวมหน้ากากอนามัย

6.หมั่นล้างมือบ่อยๆโดยเฉพาะหลังสัมผัสสารคัดหลั่ง โดยล้างด้วยน้ำสบู่หรือ แอลกอฮอล์เจล ทั้งผู้ติดเชื้อและผู้ที่ดูแล

7.หมั่นดูแลสุขอนามัยส่วนตัว นอนพักผ่อนให้เพียงพอ ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ ทานอาหารที่ปรุงสุกใหม่มีประโยชน์และครบหมู่

8.หลีกเลี่ยงการไปในบริเวณสถานที่ที่คนแออัดและอากาศถ่ายเทไม่ดี จัดสิ่งแวดล้อมให้สะอาดอยู่เสมอ หลีกเลี่ยงควันบุหรี่ ควันไฟ ควันจากท่อไอเสียรถ

ข้อมูลโดย :

   พญ.วนิดา พิสิษฐ์กุล เรียบเรียงจากข้อมูลของ CDC 2019, WHO 2019,American Academy of Pediatrics,สมาคมโรคติดเชื้อในเด็กแห่งประเทศไทย2562และกรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข