สะกดใจ ไม่ทิ้งเรี่ยราด สกัดขยะเกลื่อนกลาดคูคลอง

ขยะทะเลมากมายที่เราเห็นวันนี้ เป็นปัญหาสำคัญของโลก และประเทศไทยก็ถูกขึ้นบัญชีดำว่า เป็นผู้ผลิตขยะสู่ทะเลในลำดับที่ 6 ของโลก ซึ่งจากการศึกษาพบว่า ขยะทะเลมาจากกิจกรรมบนบกร้อยละ 80 ส่วนที่เหลืออีกร้อยละ 20 เกิดจากกิจกรรมในทะเล




ปี 2561 กรมควบคุมมลพิษรายงานว่า ประชากร 1 คน ผลิตขยะประมาณ 1.14 กิโลกรัมต่อวัน ในส่วนของกรุงเทพมหานครนั้น ขยะเพิ่มจำนวนขึ้นทุกวัน และขยะจำนวนมากถูกทิ้งลงในคูคลอง ไปอุดตันท่อระบายน้ำ ทำให้เวลาฝนตกเกิดน้ำท่วมขังเร็วและกินเวลานาน


จากสถิติในช่วงต้นปี 2560 ในหนึ่งวันจะมีขยะไหลรวมกันเฉลี่ย 1 ตัน กรุงเทพมหานครเก็บขยะจากหน้าสถานีสูบน้ำได้ถึง 1,300 ตัน และเก็บขยะในแม่น้ำได้ทั้งหมด 404 ตัน เท่ากับว่ามีขยะเฉลี่ย 13.5 ตันต่อวัน หากเป็นวันที่ฝนตก จะเก็บขยะที่ลอยมากับน้ำได้เพิ่มอีก 15 ตัน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นขยะชิ้นใหญ่ ที่ไม่น่าเชื่อว่าจะมีคนทิ้งลงแม่น้ำลำคลอง เช่น ผ้าใบ ป้ายไวนิลโฆษณา โต๊ะ ตู้ ชั้น ยางรถยนต์ ที่นอน รวมไปถึงโซฟาบุนวมขนาดใหญ่



แม้ว่าจะมีการสร้างอุโมงค์ขึ้นมา เพื่อระบายน้ำในยามฝนตก หรือมีความพยายามนำตาข่ายมาดักปากท่อระบายน้ำ เพื่อไม่ให้ขยะไหลลงคลอง แต่ก็ไม่ได้ช่วยอะไร เพราะขยะจำนวนมากไม่ได้ไหลมาในท่อระบายน้ำ แต่เป็นขยะใหญ่ที่อยู่นอกท่อในแม่น้ำลำคลองนั่นเอง


ถ้าทุกคนยังคงมีนิสัยมักง่าย ทิ้งขยะเกลื่อนกลาด โดยไม่คำนึงถึงผลกระทบที่จะตามมา ก็จะสร้างปัญหาให้กับระบบนิเวศไม่จบไม่สิ้น


แต่ถ้าเราเปลี่ยนนิสัย มีจิตสำนึกกันมากขึ้น ช่วยกันคัดแยกขยะตั้งแต่ต้นทาง ก็จะช่วยลดปัญหาน้ำท่วมขัง ความสกปรก และลดมลพิษต่าง ๆ ให้กับสิ่งแวดล้อมได้อย่างมีประสิทธิภาพ นอกจากนี้ยังช่วยกรุงเทพมหานคร ซึ่งมีหน้าที่บริหารจัดการขยะ ที่ต้องแบกรับภาระค่าใช้จ่ายในการเก็บขนและกำจัดขยะเป็นเงินสูงถึงกว่า 7 พันล้านบาท (ข้อมูลปี 2561) อีกด้วย


มาช่วยกันลดการทิ้งขยะไม่ถูกที่ เริ่มจากช่วยกันลดใช้ขยะพลาสติก #ไม่ทิ้ง ขยะลงลำคลอง ช่วยกันแก้ปัญหาวิกฤตขยะในลำคลองและทะเลไทยไปพร้อมกัน #เริ่มที่เราไม่ต้องรอใคร #เปลี่ยนเราเปลี่ยนโลก #ไม่ทิ้งไม่ทุกข์ไม่ท่วม #ดูแลเพราะแคร์คลอง #คิดเพื่อชีวิตยั่งยืน #SustainableLife