14 โอวาทธรรม หลวงปู่เจี๊ยะ จุนโท พระผู้เป็นดั่งผ้าขื้ริ้วห่อทอง


คำสอนของท่าน เปรียบประดุจทองคำ ที่ควรน้อมนำไปปฏิบัติ หลวงปู่เจี๊ยะท่านเป็นผู้มีจิตอิสระมานานไม่เกี่ยวเกาะยึดติดพัวพันในบุคคล กาล สถานที่ การปฏิบัติของท่านมุ่งเน้นที่ผลการปฏิบัติมากกว่ารูปแบบแห่งการปฏิบัติ เพราะนี่เป็นนิสัยสะท้านโลกาและปฏิปทาที่เป็นปัจจัตตัง ยากที่ใครๆ จะเลียนแบบได้


14 โอวาทธรรม หลวงปู่เจี๊ยะ จุนโท พระผู้เป็นดั่งผ้าขื้ริ้วห่อทอง


-----------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

1

ชีวิตนี้เป็นประดุจผ้าขี้ริ้ว เป็นเหมือนถังขยะ ที่คอยเก็บอานิสงส์ของกรรมดีชั่ว แล้วก็ให้ผลแก่เราเป็นผู้เสวย  ถ้าเรานำชีวิตที่เราพิจารณาเห็นด้วยปัญญาอันยิ่งเองแล้ว น้อมพิจารณาให้เกิดธรรมะขึ้นภายในใจ ธรรมที่เกิดขึ้นภายในใจนั่นแหละจะเป็นเหมือนผ้าขี้ริ้วห่อทองขึ้นมาทันที เพราะร่างกายของคนนี้ไม่มีค่า มันมีค่าอยู่ที่หัวใจที่มีธรรม รูปธรรมทุกๆ อย่างจึงเป็นผ้าขี้ริ้ว นามธรรมคือหัวใจ ที่ฝึกปฏิบัติ จนได้เห็นธรรมตามความสามารถ นั่นแหละเป็นทอง คือธรรมสมบัติอันล้นค่า ปรากฏเด่นขึ้นมาเป็นสักขีพยาน

***********************************************************************************************

2

เราทุกคนเกิดมา ถูกความเกิด แก่ เจ็บ ตาย ความโศก ความเศร้า ความทุกข์กาย ทุกข์ใจ ครอบงำ ให้ทราบว่า เราทุกคนตกอยู่ในกองทุกข์ มีทุกข์ปรากฏอยู่ในเบื้องหน้าเป็นฉากๆ เหมือนกำลังเดินฝ่าดงหนาม ให้พากันพิจารณาขึ้นมาในใจว่า จะทำอย่างไร เราจึงจะกำจัดดงหนาม คือทุกข์เหล่านี้ให้สูญสิ้นไปได้ 

***********************************************************************************************

3

ถ้าใจเหลาะแหละ ใจโลเล ใจไม่แน่นอน หยิบอันนู้นก็ไม่เอา หยิบอันนี้ก็ไม่เอา อันนั้นก็ไม่ดี อันนี้ก็ไม่ดี เหลาะแหละโลเลอย่างนี้ ใจไม่ตั้งอยู่ ใจอย่างนั้นใช้ไม่ได้ ใจเหลวไหล ใจอ่อนแอ ใจขี้เกียจ ใจขี้คร้าน ไม่ให้เกิดผลกับการปฏิบัติ 

***********************************************************************************************

4

คนเราแม้จะมั่งมีศรีสุข ขนาดไหน ก็ไม่มีวันพอ ไม่มีวันอิ่ม มีเงินทอง มากมายขนาดไหน ก็ไม่มีวันอิ่ม วันพอเหมือนกัน 

กินข้าวปลาก็เหมือนกัน ไม่มีวันอิ่มวันพอ เช้ามาก็กิน กินแล้วก็ถ่าย ถ่ายแล้วก็กินอยู่อย่างนี้ ไม่มีที่สุขของมนุษย์

***********************************************************************************************

5

ธรรมะของพระพุทธเจ้าเป็นสิ่งมหัศจรรย์ เมื่อบุคคลได้ลิ้มรสเข้าไปแล้ว มันติดคุณค่าราคาธรรม เรื่องโลกมีเงินเป็นร้อย เป็นสิบ เป็นพันล้าน มันก็ไม่มีคุณค่าราคา เทียบเท่าธรรมของพระพุทธเจ้า

***********************************************************************************************

6

คนที่มีความอ่อนน้อม ย่อมส่อถึงความเป็นคนดีภายใน ตรงกันข้าม ถ้าเป็นคนแข็งกระด้างไม่อ่อนน้อมต่อผู้ที่ควรอ่อนน้อม ย่อมประสบความหายนะ

***********************************************************************************************


7

คนโง่ถูกกิเลสกั้นใจไว้รอบด้าน ย่อมไม่รู้จักธรรมภายใน ทั้งไม่เห็นธรรมภายนอกที่แท้จริง ใจย่อมลอยไปตามเสียงของโลกโฆษณา ส่วนผู้ใดใจไม่ถูกกั้นด้วยกิเลส ย่อมรู้ทั้งภายใน และเห็นชัดทั้งภายนอก ผู้นั้นเป็นตัวของตัวเอง ไม่ลอยไปตามเสียงโฆษณาที่โลกแต่งเติม

***********************************************************************************************

8

การดับทุกข์คือ การรู้เท่าทันทุกข์ ไม่ยินดียินร้าย  ต้องเด็ดเดี่ยว กล้าหาญ พยายามรักษาจิตให้เสมอ อย่าให้ขึ้นลงตามกิเลสที่มาก่อกวน จิตนี้เมื่อเราปฏิบัติถึงจุดแห่งผล อานิสงส์จะหาประมาณมิได้

***********************************************************************************************

9

ผู้ใดขยี้กามราคะตัณหา อันเป็นเหมือนเปือกตมไปได้ ขยี้หนาม คือกามราคะตัณหาไปเสียได้ ผู้นั้นนับได้ว่าเป็นผู้หมดโมหะ ไม่สะทกสะท้านในนินทา สรรเสริญ ทุกข์หรือสุขถ้าใครปฏิบัิติได้ มันก็เป็นอย่างนั้น

***********************************************************************************************

10

การใส่ใจในการปฏิบัติเป็นสิ่งสำคัญ เราไม่หักไม่ฟาดมันลงไปแล้ว มีแต่มันจะหมักหมม เผาหัวตัวเองอยู่ตลอดกาล จนกระทั่งตายเปล่า แบบนี้ใครทนได้ก็ทนไป เราไม่ทน เราจะเผากิเลส ไม่ให้กิเลสมันมาเผาเรา

***********************************************************************************************

11

จิตนี้เมื่อเราปฏิบัติถึงจุดแห่งผล อานิสงส์จะหาประมาณมิได้

***********************************************************************************************

12

สมาธิทำอย่างไร อย่างครูบาอาจารย์ท่านก็สอนให้บริกรรม "พุท - โธ" อย่างนี้เป็นต้น อย่างครูบาอาจารย์มั่น อย่างนี้ ให้บริกรรมพุทโธนั่นล่ะตัวสำคัญ แล้วก็มีบางหมู่บางคณะก็เอา อานาปาน เข้ามา ถ้าว่าเดี๋ยวก็มันจะขัดกันนะ เพราะฉะนั้นสิ่งอันใดที่เราทำมาประมาณสักสิบห้าวันหรือเจ็ดวัน เราก็ต้องสังเกต เราทำอานาปามาสามปีเจ็ดปีสิบปีเป็นยังไงทำสมาธิ ทำพุทโธสิบปีห้าปีเป็นอย่างไร มันต่างกันขนาดไหน ก็ต้องมาชั่งดู นี่นะแล้วอันใดที่เกิดประโยชน์ อันใดทำให้ใจสงบ อันใดทำให้เกิดความรู้ความฉลาดตัวนี้ต้องเอามาชั่งดู ความเจริญของใจ ดับกิเลสได้ขนาดไหน นี่ตัวนี้เป็นสิ่งสำคัญ เพราะฉะนั้นการปฏิบัติพระพุทธศาสนานี่มีหลักการคือต้องทำใจให้เกิดความสงบเท่านั้น นั่นล่ะเป็นสิ่งสำคัญที่สุด

***********************************************************************************************

13

ไม่ว่าเราจะอยู่ที่ใด ธรรมข้อหนึ่งที่ยิ่งใหญ่ที่สุด ลึกลับที่สุด เป็นที่พึ่งถาวรแก่เราได้ก็คือ อตฺตาหิ อตฺตโนนาโถ พึ่งตน รู้ต้น แล้วก็จะรู้ในสิ่งทั่วไป เพราะตนนั้นแหล่ะ เป็นเหตุ เป็นต้นเหตุของทุกสิ่ง

***********************************************************************************************

14

ให้พิจารณาเรื่อง “กามกิเลส” ชนะอันนี้ได้ชนะได้หมด ไม่ชนะอันนี้อย่ามาคุย คุยได้ก็ไม่รู้เรื่อง นี้แหละสุดยอดแห่งกรรมฐาน มนุษย์สร้างภพสร้างชาติก็เพราะตัวนี้แหละ ไม่พิจารณาตัวนี้ จะพิจารณาอะไร