พิจารณากรรมฐาน ๕ เพื่อละวาง + แก้ทุกข์ให้ผู้อื่น - พุทธทาสภิกขุ

พิจารณากรรมฐาน ๕ เพื่อละวาง


... ทำมาแล้วปฏิบัติมาแล้ว ทำให้แข็งแรง ว่าไปก็ของเก่านั่นแหละ ถ้าจะแสดงตามอุปัชฌาย์ท่านสอนก็ เกสา โลมา นขา ทันตา ตโจ นี่พิจารณาหมวดขันธ์นี้ ให้มันรู้แจ้งผมก็ให้มันรู้แจ้ง ขนก็ให้มันรู้แจ้ง เล็บก็ให้มันรู้แจ้ง ฟัน หนัง ก็เหมือนกันต้องพิจารณาให้มันรู้แจ้ง อันนี้มันเสียต้นนี่หนาไปที่ไหนก็ตามเถอะ แต่ความเพียรหมั่นพยายาม ถ้าความเพียรสม่ำเสมอ ก็เป็นไปอยู่ ต้องอาศัยอันนี้แหละ ตา นี่ หู นี่ จมูก นี่ ลิ้น กาย มีเท่านี้แหละจำกัด ต้องพิจารณาให้มันรู้แจ้งเห็นจริง จึงจะใช้ได้ อุปัชฌาย์ท่านสอน เกสา โลมา นขา ทันตา ตโจ พิจารณาให้มันเบื่อหน่าย มันจึงวางได้ ถ้าไม่พิจารณาของเหล่านี้ให้เห็นแจ้ง มันก็ยังใช้ไม่ได้ แต่ก่อนก็เหมือนกันนั่นแหละ ว่าเท่าไหร่มันยิ่งกำเริบ ต่อเมื่อพิจารณาสิ่งเหล่านี้ให้เห็นแจ้งแล้ว มันก็ละ ก็วางเอง มันสำคัญจะข้ามเกสา โลมา นขา ทันตา ตโจ ไปเสีย ไม่พิจารณา ถ้าพิจารณาให้รู้แจ้งแล้วมันก็วางเอง ถ้ามันยังไม่เบื่อหน่ายอันนี้แล้วไม่ได้หนา ว่ามันเท่าไรมันยิ่งสู้เราหนา เราพิจารณาเข้าทั้งกลางวันกลางคืน จนรู้แจ้งเห็นแจ้ง ใน ผม ขน เล็บ ฟัน หนัง หมดกายนี่หละ ต้องพิจารณาให้เบื่อหน่าย นอกนั้นไม่สำคัญเท่าไร สำคัญอันนี้แหละ มันเบื่อหน่ายมันวางเอง


ถ้ามันคุบมันก็คุบอยู่นั่นแหละ มันไม่ยอมหนา บางทีเร่งเข้า ๆไม่หลับไม่นอน โอ้ มันรุกใหญ่เลย เอามันอยู่นี้แหละภายในกายนี้แหละ พิจารณาอยู่นี้แหละ อย่าไปพิจารณาที่อื่น พิจารณาในกายนี่แหละ แม้มันรู้แจ้งแล้วก็ต้องพิจารณาอยู่อย่างนั้นหละ กายนี่แหละ มันจึงทำให้ใจวางเบื่อหน่าย ถ้ามันไม่เบื่อหน่ายในสังขารภายนอก มันก็ยากอยู่เน้อ ที่จะให้รู้แจ้งเห็นจริง ไม่ใคร่มีเน้อ มีแต่ไปคุบนั่นคุบนี่อยู่นั่นแหละ เพ่งให้มันเปื่อยละลายไปนั่นแหละ มันจึงจะพาวางได้ เคยพิจารณาไหมอย่างนี้ มันต้องพิจารณาให้มันพอหนา มันจึงจะรู้แจ้งเห็นจริง มันจึงจะละมันจึงจะวางได้


เมื่อก่อนกระผมก็พิจารณาอย่างนี้ แต่เดี๋ยวนี้พิจารณาไมได้ ทำไมจึงเป็นอย่างนั้น ?


นั่นมันยังพิจารณายังไม่พอ ท่านเจ้าคุณอุบาลี ท่านว่าพิจารณาใจ พิจารณากาย พิจารณากายนี้ให้เป็นศีล ท่านชี้ใส่ตา หู จมูก ลิ้น กาย นี้พิจารณาให้รู้ ตานี้แหละเป็นเหตุหูนี่แหละเป็นเหตุ จมูกนี่แหละเป็นเหตุ ลิ้นกายนี้แหละเป็นเหตุอย่างอื่นไม่ค่อยเป็นเหตุเท่าไร ตานี้ครั้นเห็นรูปผู้หญิงก็ตามรูปผู้ชายก็ตาม รูปใด ๆ ก็ตามความพอใจเกิดขึ้นก็ไม่รู้ตัว ต้องให้รู้เท่า ครั้นรู้เท่ามันมันก็วาง หู จมูก ลิ้น กาย ก็เหมือนกัน เมื่อสัมผัสถูกต้อง เกิดความพอใจไม่พอใจ มันก็เกิดขึ้นในปัจจุบันนี้ ละก็ละในปัจจุบัน วางก็วางในปัจจุบันนั่นแหละ ถ้าปล่อยไปเป็นอดีตอนาคตแล้ว มันใช้ไม่ได้ เราต้องพิจารณาให้เป็นปัจจุบัน ถ้ามีสติ ริแจ้งในปัจจุบันแล้วมันก็ดับๆไปเท่านั้น ไม่รู้เท่าทันเหตุแล้วไม่ได้ ถ้ารู้เท่าทันเหตุแล้วก็รู้สมมติของโลก รู้สมมติโลกแล้ว ก็รู้ในปัจจุบัน วางในปัจจุบัน ละในปัจจุบัน


ทีนี้มันมึนตลอดพรรษาเลย


พิจารณามันไม่พอ เหมือนท่านเจ้าคุณอุบาลีและท่านอาจารย์มั่น ท่านว่าถ้าเบื่อหน่ายสังขารนามรูปแล้ว มันวางเองไม่ต้องบังคับ พิจารณากายให้มันรู้แจ้ง พิจารณาใจให้มันรู้แจ้งมันก็เท่านั้นพอแล้ว พิจารณากายให้รู้กาย พิจารณากายพิจารณาใจ สาวไปหาเหตุว่ามันเกิดมาจากอะไร พิจารณาไปมันก็เกิดมาจากกายนี้แหละ กายอื่นก็ตามกายนี้ก็ตามพิจารณาน้อมเข้ามาสู่กายนี้


ท่านเจ้าคุณอุบาลี ท่านว่า กายเรานี้เต็มไปด้วยของไม่สะอาด เป็นเหตุ พิจารณาเข้า ๆ อันใด ๆ ก็เป็นเหตุ ตาก็เป็นเหตุ หูก็เป็นเหตุ จมูก ลิ้น กาย แต่ละอย่างก้เป็นเหตุทั้งหมด ต้องพิจารณาให้รู้เหตุ ทำลายเหตุ ถ้าไม่รู้เหตุทำลายเหตุแล้วมันไม่หยุด สาวไป ๆ เข้าไปหาเหตุ เหตุมันมาจากไหนล่ะ ตาเห็นรูป หูฟังเสียง จมูกได้กลิ่น ลิ้นรู้รส กายรู้สัมผัส เย็นร้อนอ่อนแข็ง พอใจไม่พอใจ มันเป็นปัจจุบันหมด ถ้าไม่เป็นปัจจุบันเรานั่นแหละมันเล่นเรา ต้องพิจารณาให้ดี ๆ เอาที่นี่แหละอย่าไปหาเอาที่อื่น เอาตรง ตา หู จมูก ลิ้น กายนี่แหละ


ปีนี้ไม่รู้เป็นอย่างไรกำลังตกไปหมด ?


นั่นแหละไม่พิจารณาเหตุ เรานั่นแหละมันเป็นเหตุตาก็เป็นเหตุ ใจก็เป็นเหตุ มีอะไรเอาเข้า ๆ ละก้า เขาสมมติเป็นตา เป็นหู จมูก ลิ้น กาย นี่ รูป นั้นก็เหมือนกัน รูปนี้ก็เหมือนกันนี่ ชี้ใส่ตา หู จมูก ลิ้น กาย พิจารณาเข้า ถ้ามันหยุดมันก็หยุดตรงนี้แหละ เหตุมันเกิดที่ไหนล่ะ มันเกิดทางตา หู จมูก ลิ้น กาย จำให้แม่นๆ หนา...ไม่ว่าพระไม่ว่าเณร ท่านสอนท่านก็ชี้ไปที่ เกสา นี่อันนี้ก็สำคัญ พิจารณาเส้นผม เส้นขน หรือเล็บมือ เล็บเท้า มันไปยึดเอาเขานี่ เขาเองไม่ได่วาอะไรหนา เรานี่แหละเราว่าเราหลงอยู่นี่แหละ ตา หู จมูก ลิ้น กาย มันก็สรุปลงไปในเดียวกันนี่แหละ ถ้ามันอยู่เฉพาะเขามันก็หยุดให้พิจารณากายพิจารณาใจ พิจารณากายนี้สักร้อยหนให้เห็นเป็นของเปื่อยเน่าไป... ตั้งความสัตย์ความเพียรในอิริยาบถทั้ง ๔ เอาให้มันรู้แจ้ง ถ้ามันไม่รู้แจ้ง จะว่าอนิจจังก็ว่าไปเถอะ มันก็ไม่เป็นอนิจจังอยู่นั่นแหละ... ให้พิจารณากาย พิจารณาใจนี้ พิจารณาให้รู้แจ้งเป็นจุดแล้วค่อยขยายออกไป ครั้นรู้แจ้งเห็นจริงแล้วมันก็ละวางไปเอง


http://palungjit.org/threads/%E0%B8%9E%E0%B8%B4%E0%B8%88%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%93%E0%B8%B2%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0%B8%A3%E0%B8%A1%E0%B8%90%E0%B8%B2%E0%B8%99-%E0%B9%95-%E0%B9%80%E0%B8%9E%E0%B8%B7%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B8%A5%E0%B8%B0%E0%B8%A7%E0%B8%B2%E0%B8%87.230860



1.jpg