ฉีด Filler เสี่ยงตาบอดได้อย่างถาวร !!

พอดีไปเจอเว็บนึงมาค่ะ แล้วเห็นว่าน่าจะมีประโยชน์

เผื่อใครกำลังตัดสินใจ อาจจะเลือกสถานพยาบาลประกอบการที่เชื่อถือได้ค่า

Filler ถูกนำมาใช้เพื่อเสริมความงาม ตกแต่งใบหน้า เพิ่มเติมส่วนต่างๆที่ต้องการบนใบหน้า

แต่รู้หรือไม่ว่าคนส่วนใหญ่ไม่ค่อยรู้กันว่าการฉีด filler บริเวณรอบดวงตา อาจทำให้ตาบอดได้นะครับ!!

การฉีด filler เพื่อความงามต่างๆ เช่น ฉีดร่องแก้ม ฉีดลดรอยตีนกา  ฉีดเสริมจมูก การฉีดเพื่อความงามต่างๆเหล่านี้มีโอกาสทำให้เกิด  เส้นเลือดแดงอุดตันในตา หรือศัพท์ทางการแพทย์เรียกว่า Central Retinal Artery Occlusion (CRAO) ได้ทั้งนั้น 
โดยเฉพาะการฉีดบริเวณรอบๆดวงตา

สาเหตุที่เกิดขึ้นได้เพราะตัวสาร filler ที่หมอฉีดเข้าไป (มักจะเป็นพวก hyarulonic acid)เข้าเส้นเลือดดำ

แล้วเกิดการ “ท้นกลับ” หรือเรียกว่าไหลย้อนกลับไปที่เส้นเลือดแดง 

ถ้าหากเข้าเส้นเลือดแดงที่ไม่สำคัญก็ไม่เป็นไร 

แต่ถ้าไปเข้าเส้นเลือดแดงที่ไปเลี้ยงลูกตาก็จะทำให้ตาบอดได้อย่างรวดเร็ว

เพราะตัวสารนั้นมันจะไปอุดที่ Central retinal artery หรือ

ถ้าอุดเส้นใหญ่กว่าหรือเส้นหลักก็คือ Ophthalmic artery นั้น

ลูกตาก็จะฝ่อลงภายในไม่กี่วัน เพราะขาดเลือดไปเลี้ยงทั้งลูกตา 

อาจถึงขนาดต้องผ่าตัดเอาลูกตาออกก็มีมาแล้ว

ที่ผมเตือนก็เพราะเคยเจอเคสกับตัวเองมาแล้ว ถึงแม้คนไข้จะมาเร็วตามัวหลังฉีดไม่กี่นาทีมาที่รพ.ก็ประมาณครึ่งชม. และพยายามรักษาเต็มที่ ให้ทั้งยา Thromobolytic drug  ยาหยอดลดความดันตา รักษาด้วย Hyperbaric chamber ก็ยังช่วยอะไรไม่ได้ ตาบอดสนิทครับ!!

จริงๆ การเกิดเคสลักษณะอย่างนี้ถึงแม้จะพบไม่บ่อย แต่ก็มีรายงานมาอยุ่เรื่อยๆ

ถ้าหากจะฉีดก็ควรฉีดบริเวณบนใบหน้าที่มีโอกาสเกิดโรคเส้นเลือดแดงอุดตันในตาน้อย 
เช่น แถวคาง หรือร่องแก้ม  ก็พบได้น้อยกว่าบริเวณรอบดวงตามาก เช่น หน้าผาก จมูก 
และควรฉีดกับแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเท่านั้น  ห้ามใช้บริการหมอกระเป๋าโดยเด็ดขาด 
เพราะสารที่ฉีด และเทคนิคการฉีดก็มีส่วนในการลดความเสี่ยงลงได้
จะหาว่าไม่เตือน หึๆๆ…

ฉีดฟิลเลอร์แล้วตาบอดเกิดจากอะไร?  โดยปกติและการฉีดฟิลเลอร์หรือสารเติมเต็มที่ผ่านการรับรองจาก อย.มีความปลอดภัยสูงมากครับ แต่ในการฉีดบางตำแหน่งอาจมีความเสี่ยงสูงที่จะเกิดผลข้างเคียงตามมา จึงต้องอาศัยความรู้เกี่ยวกับโครงสร้างของใบหน้า ประกอบกับแพทย์ต้องมีความชำนาญในการฉีดอย่างมากและสิ่งที่จะขาดไม่ได้คือต้องทำด้วยความระมัดระวังครับ หมอเคยเรียนถามอาจารย์ที่นับถือท่านหนึ่งถึงเรื่องความเสี่ยงในการฉีดฟิลเลอร์แต่ละครั้งว่ามีความเสี่ยงกี่เปอร์เซ็นต์? ท่านตอบว่าทำทุกครั้งเสี่ยง50% อยู่ที่ว่าจะพลาดหรือไม่พลาดเท่านั้นเอง ดังนั้นทุกครั้งต้องทำด้วยความระมัดระวังเสมอๆ  หมอขอยกตัวอย่างการฉีด2ตำแหน่งที่มีโอกาสเกิดผลข้างเคียงมาเล่าให้ฟังดังนี้ครับ

1.ร่องแก้ม จากรูปที่เอามาลงประกอบจะพบว่าเส้นเลือดแดง facial artery(หมายเลข1) จะทอดผ่านใต้ร่องแก้มอยู่ในชั้นไขมันของเรา หากพลาดฉีดสารเติมเต็มเข้าเส้นเลือดแดงเส้นนี้โดยตรง ก็จะทำให้ผิวหนังบริเวณจมูกขึ้นไปหาระหว่างคิ้วขาดเลือดตายทั้งหมดภายในไม่กี่ชั่วโมงทันที และที่สำคัญอาจจะเกิดตาบอดร่วมด้วยครับเพราะเส้นเลือดแดงเส้นนี้มีแขนงย่อยส่วนปลายไปเลี้ยงในลูกตาของเราด้วย

1.ร่องแก้ม จากรูปที่เอามาลงประกอบจะพบว่าเส้นเลือดแดง facial artery(หมายเลข1) จะทอดผ่านใต้ร่องแก้มอยู่ในชั้นไขมันของเรา หากพลาดฉีดสารเติมเต็มเข้าเส้นเลือดแดงเส้นนี้โดยตรง ก็จะทำให้ผิวหนังบริเวณจมูกขึ้นไปหาระหว่างคิ้วขาดเลือดตายทั้งหมดภายในไม่กี่ชั่วโมงทันที และที่สำคัญอาจจะเกิดตาบอดร่วมด้วยครับเพราะเส้นเลือดแดงเส้นนี้มีแขนงย่อยส่วนปลายไปเลี้ยงในลูกตาของเราด้วย

แต่ถ้าหากฉีดพลาดเข้าไปในเส้นเลือดดำใต้ร่องแก้ม(หมายเลข.8 ) จะทำให้เกิดการคั่งของเลือดดำที่จะไหลกลับมาจากบริเวณจมูกและแก้มด้านข้างจมูกแล้วเกิดการอักเสบบวมจนถึงขั้นเน่าตามมาได้แต่ไม่ทำให้เกิดตาบอดครับ โดยส่วนตัวหมอเห็นว่าตำแหน่งร่องแก้มนี้มีความเสี่ยงมากที่สุดครับ เพราะเป็นส่วนต้นทางของเส้นเลือดแดงที่จะไปเลี้ยงจมูกและตา

แต่ถ้าหากฉีดพลาดเข้าไปในเส้นเลือดดำใต้ร่องแก้ม(หมายเลข.8 ) จะทำให้เกิดการคั่งของเลือดดำที่จะไหลกลับมาจากบริเวณจมูกและแก้มด้านข้างจมูกแล้วเกิดการอักเสบบวมจนถึงขั้นเน่าตามมาได้แต่ไม่ทำให้เกิดตาบอดครับ โดยส่วนตัวหมอเห็นว่าตำแหน่งร่องแก้มนี้มีความเสี่ยงมากที่สุดครับ เพราะเป็นส่วนต้นทางของเส้นเลือดแดงที่จะไปเลี้ยงจมูกและตา

2.จมูก         จากรูปที่เอามาประกอบจะพบว่าผิวหนังบริเวณจมูกของเรามีแขนงของเส้นเลือดแดงหลายเส้นมาเลี้ยง ซึ่งเส้นเลือดแดงทั้งหมดอยู่ในชั้นไขมัน โดยทั่วไปแล้วหากเกิดการอุดตันของเส้นเลือดแดงเส้นใดเส้นหนึ่งขึ้นมานั้น ผิวหนังของเราจะยังคงได้รับเลือดมาเลี้ยงจากแขนงข้างเคียงได้ครับ

2.จมูก จากรูปที่เอามาประกอบจะพบว่าผิวหนังบริเวณจมูกของเรามีแขนงของเส้นเลือดแดงหลายเส้นมาเลี้ยง ซึ่งเส้นเลือดแดงทั้งหมดอยู่ในชั้นไขมัน โดยทั่วไปแล้วหากเกิดการอุดตันของเส้นเลือดแดงเส้นใดเส้นหนึ่งขึ้นมานั้น ผิวหนังของเราจะยังคงได้รับเลือดมาเลี้ยงจากแขนงข้างเคียงได้ครับ

แต่มีการศึกษาวิจัยในเกาหลีพบว่าในความเป็นจริงเส้นเลือดแดงที่มาเลี้ยงบริเวณปลายจมูกแบ่งออกเป็น4แบบดังรูปที่ยกมาประกอบ โดย37% เส้นเลือดแดงที่ปลายจมูกมีลักษณะแขนงตามรูปแบบที่1ทั้ง2ข้าง   และอีก31%เป็นแบบที่1และ3ร่วมกันในแต่ละข้าง ซึ่งหมายความว่าหากเกิดการอุดตันเส้นเลือดแดงจากการฉีดสารเติมเต็มที่จมูกขึ้นมาจริงๆ จึงมีโอกาสสูงที่จะเกิดการตายของผิวหนังบริเวณจมูกจากการขาดเลือดไปเลี้ยงได้ครับ นอกจากนี้หากการอุดตันเกิดบริเวณแขนงเส้นเลือดแดงที่ไปเลี้ยงดวงตาก็มีโอกาสตาบอดได้เช่นกันครับ

แต่มีการศึกษาวิจัยในเกาหลีพบว่าในความเป็นจริงเส้นเลือดแดงที่มาเลี้ยงบริเวณปลายจมูกแบ่งออกเป็น4แบบดังรูปที่ยกมาประกอบ โดย37% เส้นเลือดแดงที่ปลายจมูกมีลักษณะแขนงตามรูปแบบที่1ทั้ง2ข้าง และอีก31%เป็นแบบที่1และ3ร่วมกันในแต่ละข้าง ซึ่งหมายความว่าหากเกิดการอุดตันเส้นเลือดแดงจากการฉีดสารเติมเต็มที่จมูกขึ้นมาจริงๆ จึงมีโอกาสสูงที่จะเกิดการตายของผิวหนังบริเวณจมูกจากการขาดเลือดไปเลี้ยงได้ครับ นอกจากนี้หากการอุดตันเกิดบริเวณแขนงเส้นเลือดแดงที่ไปเลี้ยงดวงตาก็มีโอกาสตาบอดได้เช่นกันครับ

        ตอนนี้หลายคนอาจจะกลัวและกังวลขึ้นมา บางคนอาจจะสงสัยว่าที่เคยฉีดร่องแก้มหรือจมูกมาก่อนหน้านี้แล้วนั้นจะเป็นอันตรายหรืออุดตันเส้นเลือดหรือเปล่า??? ช่วงนี้ทุกครั้งที่ฉีดฟิลเลอร์ไปหมอจะแนะนำให้แต่ละคนสังเกตุอาการง่ายๆดังนี้ครับ

 

  1.ในช่วง3-6ชม.แรกหลังฉีดฟิลเลอร์ หากมีอาการปวดรุนแรง(ย้ำว่ารุนแรงครับ)บริเวณที่ฉีดและบริเวณใกล้เคียงอาจจะเกิดการอุดตันหลอดเลือดแดงขึ้นมา ดังนั้นไม่ว่าจะเวลากี่โมงกี่ยามเท่าไหร่ก็ตามให้โทรหาหมอทันทีได้เลยครับ หมอจะรีบมาฉีดสลายฟิลเลอร์ออกให้เพื่อไม่ให้เกิดผลข้างเคียงที่รุนแรงตามมาครับ เพราะถ้าทิ้งไว้นานกว่านั้นอาจจะสายเกินจะแก้ไขได้

  2.ในช่วง12-72ชม.ต่อมาหลังฉีดฟิลเลอร์ หากมีอาการปวดรุนแรงหรือปวดมากขึ้นๆเรื่อยๆและอาจจะมีอาการแดงคล้ำของผิวหนังบริเวณที่ฉีดหรือบริเวณข้างเคียงขึ้นมา ให้สงสัยว่าอาจจะเกิดการอุดตันเส้นเลือดดำบริเวณที่ฉีดหรือใกล้เคียงได้ครับ ให้รีบกลับมาหาหมอเพื่อทำการฉีดสลายฟิลเลอร์ลดการอุดตันอีกเช่นกันครับ

  3 ในช่วง3-7วัน ต่อมาหากเกิดอาการปวด บวม แดง ร้อนบริเวณที่ฉีดฟิลเลอร์ให้สงสัยว่ามีการติดเชื้อเกิดขึ้นครับ ซึ่งโดยปกติหมอจะให้ยาปฏิชีวนะฆ่าเชื้อแบคทีเรียร่วมกับยาลดบวมไปรับประทานหลังฉีดทุกครั้งครับ

   ดังนั้นในคนที่ไปฉีดฟิลเลอร์หรือสารเติมเต็มที่ผ่านอย.มานานแล้วไม่ต้องกังวลนะครับ บางคนอาจจะมีคำถามต่อไปอีกว่า...ถ้าเราเปลี่ยนไปฉีดเติมเต็มด้วยไขมันของเราแทนจะปลอดภัยกว่าไหม? หมอตอบได้ทันทีว่า...มีโอกาสเกิดได้เช่นเดียวกันครับ ควรเลือกทำกับแพทย์ที่มีความชำนาญ มีเวลาและทำด้วยความระมัดระวัง และตัวเราเองควรหมั่นสังเกตุอาการหลังทำร่วมด้วยเพื่อช่วยลดความรุนแรงจากผลข้างเคียงที่เกิดขึ้นมาครับ และหมอเชื่อว่าไม่มีหมอคนไหนที่ต้องการให้เกิดเหตุการณ์แบบนี้ขึ้นเช่นกันครับ หมอหวังว่าสิ่งที่เขียนนี้จะทำให้คนที่สนใจฉีดฟิลเลอร์หรือสารเติมเต็มมีความเข้าใจมากขึ้นก่อนเข้ารับบริการครับ

ข้อมูลจาก เดอะพรีเมี่ยม รักษ์-คุณ คลินิก / http://www.ilikeeye.com/filler-blindness/

http://www.oknation.net/blog/healthycare/2016/05/11/entry-1