การวัดไข้เด็กแบบถูกต้องและปลอดภัย คือสิ่งที่พ่อกับแม่ต้องรู้ให้จริง


สำหรับพ่อแม่มือใหม่แล้วการดูแลลูกนั้นถือว่าไม่ใช่เรื่องง่ายๆเลยที่เดียวและถ้าหากลูกน้อยดันมาเป็นไข้ไม่สบายขึ้นมาพ่อแม่มือมือใหม่อาจจะทำอะไรไม่ถูกเลยก็ว่าได้ดังนั้นพ่อกับแม่จำเป็นจะต้องอุปกรณ์สำหรับวัดไข้มาติดบ้านไว้และจะต้องใช้อุปกรณ์นั้นให้ถูกต้องด้วยเช่นกัน เพราะการวัดไข้มีความสำคัญในการระบุอาหารว่าลูกน้อยเจ็บป่วยมากน้อยเพียงใด ซึ่งการวัดไข้ก็สามารถวัดได้หลายทางอาทิเช่น ทางหู จมูก ปาก ทวารหนัก แต่ละวิธีก็มีข้อดีข้อเสียแตกต่างกันไป อาการไข้ หรือ อาการตัวร้อนทีนี้การวัดไข้ก็ต้องทราบว่าระดับของไข้มีอุณหภูมิแตกต่างกันดังนี้

·        ไข้ต่ำอุณหภูมิ 37.5 – 38.4 องศา

·        ไข้ปานกลาง 38.5 – 39.4 องศา

·        ไข้สูง 39.5 – 40.4 องศาเซลเซียส

และหากวัดไข้แล้วมีอุณหภูมิตั้งแต่ 40.5 องศาขึ้นไป แสดงว่ามีไข้สูงมาก โดยหากมีไข้สูงถือว่าเป็นระดับที่อันตรายแล้ว ควรรีบพบแพทย์ด่วน และเพื่อไม่ให้พลาดเรามาดูดีกว่าการวัดไข้ที่ถูกต้องนั้นเป็นอย่างไร


1.การวัดไข้ทางหน้าผาก

เป็นวิธีการวัดที่เหมาะกับเด็กทุกวัย โดยปัจจุบันมี ใช้งานง่ายเพียงวางบนหน้าผากของลูก แต่การวัดทางหน้าฝากไม่ค่อยแม่นยำมากนัก วิธีการคือให้ทาบแถบเทอร์โมมิเตอร์วัดอุณหภูมิไว้กับหน้าผากของเด็ก อย่าให้มือแตะถูกบริเวณตัวเลย ทิ้งไว้ประมาณ 15 วินาที ตัวเลขจะค่อยๆ ปรากฏชัดขึ้น สามารถอ่านค่าอุณหภูมิ หลังจากที่ตัวเลขหยุดการเคลื่อนไหวแล้ว ในปัจจุบันมีอินฟาเรดเทอร์โมมิเตอร์ที่จะมีแสงสีฟ้าไว้วัดไข้ลูกน้อย เพียงกดปุ่มและจ่อไว้ที่หน้าผากก็จะอ่านค่าได้แม่นยำ อีกทั้งสามารถวัดไข้ลูกขณะนอนหลับโดยไม่ทำให้ตื่นด้วย


2.การวัดไข้ทางปาก

วิธีนี้ต้องระวังโดยเฉพาะถ้าใช้ปรอทวัดไข้ โดยเหมาะสำหรับเด็กอายุ 5 ปีขึ้นไป เพราะถ้าเด็กเกินไปอาจกัดปรอทวัดไข้หัก จนเกิดอันตรายได้ ซึ่งหากไม่แน่ใจก็ควรใช้เทอร์โมมิเตอร์วัดอุณหภูมิแบบดิจิตอลที่ไม่มีส่วนผสมของปรอท ถ้าเด็กเผลอไปกัดก็ไม่เป็นอะไร โดยวิธีทางปากจะวัดอุณหภูมิได้แม่นยำ และไม่ยุ่งยาก เพียงวางเทอร์โมมิเตอร์ใต้ลิ้นประมาณ 2 นาที แล้วอ่านค่า


3.การวัดไข้ทางรักแร้

เป็นวิธีการวัดไข้ที่สะดวกและง่ายดาย แต่อาจให้ผลได้ไม่แม่นยำเท่ากับการวัดไข้ทางปากหรือทวารหนัก วิธีนี้เหมาะสำหรับเด็กแรกเกิดและเด็กเล็กมากกว่าผู้ใหญ่ ทั้งนี้ ควรเลี่ยงการวัดไข้หลังการอาบน้ำหรือสวมเสื้อผ้าที่รัดแน่น เพราะอาจส่งผลต่อค่าที่วัดได้


4.การวัดไข้เด็กทางทวารหนัก

เป็นเหมาะสำหรับเด็กอายุต่ำกว่า18เดือน เป็นที่ยอมรับทางการแพทย์มากที่สุดเนื่องจากได้ค่าที่แม่นยำสูงสุด โดยการจับเด็กนอนคว่ำลงบนบริเวณหน้าตักหรือพื้นที่ราบเรียบ แข็งแรง จากนั้นใช้มือช่วยประคองบริเวณหลังส่วนล่างของเด็ก แต่หากไม่ถนัดก็สามารถวัดไข้โดยให้เด็กนอนหงาย จับขาทั้ง 2 ข้างยกขึ้นแต่ก็มีความเสี่ยงหากสอดใส่เทอร์โมมิเตอร์ลึกเกินไป เพราะเด็กบางรายดิ้นขณะทำการวัด


5.การวัดไข้เด็กทางหู

วิธีนี้เหมาะสำหรับเด็กอายุ 3 เดือนขึ้นไป เพราะถ้าต่ำกว่านี้ร่องหูเด็กจะแคบไม่สามารถสอดใส่เซ็นเซอร์ได้อย่างเหมาะสม ค่อย ๆ นำเทอร์โมมิเตอร์วัดอุณหภูมิสอดเข้าไปในช่องหู โดยให้ตำแหน่งที่เป็นตัวรับอุณหภูมิอยู่ตรงตำแหน่งรูหู กดปุ่มวัดอุณหภูมิและอ่านค่า