แค่กินปลาน้ำจืดดิบ ก็เสี่ยงเป็นมะเร็งได้!

แค่กินปลาน้ำจืดดิบ ก็เสี่ยงเป็นมะเร็งได้!

เรื่องนี้มีที่มาที่ไปนะครับ เนื่องจากปลาน้ำจืดสายพันธุ์ที่มีเกล็ดส่วนใหญ่ หากนำมารับประทานแบบดิบๆ อาจเจอพยาธิใบไม้ที่อยู่ในตัวปลาได้ วันดีคืนดีหากเจ้าพยาธิใบไม้เล็ดลอดเข้าไปติดค้างอยู่ท่อน้ำดี และร่างกายไม่สามารถกำจัดพยาธิออกในจุดนี้ได้ ก็จะทำให้เนื้อเยื่อบริเวณนั้นกลายพันธุ์กลายเป็นเซลล์มะเร็งในท่อน้ำดีได้ในที่สุดนั่นเอง

นอกจากนี้การเกิดมะเร็งในท่อน้ำดียังมีสาเหตุอื่นๆ ประกอบร่วมด้วยได้ เช่น การอักเสบเรื้อรังในท่อน้ำดี นิ่วในท่อน้ำดีหรือถุงน้ำดี (โดย 20-57% ของผู้ป่วยมะเร็งท่อน้ำดี ตรวจพบว่าเป็นนิ่วในท่อน้ำดีหรือในถุงน้ำดี) ความผิดปกติของท่อทางเดินน้ำดีแต่กำเนิด นิ่วในตับ ติดเชื้อไวรัสตับอักเสบ ภาวะตับแข็ง สูบบุหรี่ ดื่มแอลกอฮอล์ หรือมีญาติสายตรงป่วยเป็นมะเร็งชนิดนี้ ก็เสี่ยงเป็นมะเร็งในท่อน้ำดีได้ทั้งนั้น

ผู้ป่วยส่วนใหญ่ที่พบเจอกรณีอื่นนอกจากทานปลาน้ำจืดดิบ มักพบเจอในวัย 40 ปีขึ้นไป และมักพบในผู้ชายมากกว่าผู้หญิง โดยปกติแล้วเจ้ามะเร็งท่อน้ำดี มักไม่แสดงอาการให้เห็นในระยะแรก แต่เมื่อโรคลุกลามมากแล้ว ก็สามารถสังเกตุได้จาก

* ตัวเหลือง ตาเหลือง (เกิดจากการอุดตันของท่อน้ำดี)

* ไม่สบายในท้อง อึดอัด แน่นท้อง

* ปวดท้องส่วนบนบริเวณใต้ชายโครงขวา (อาจมีอาการปวดหลังและไหล่ร่วมด้วย)

* มีไข้ เหนื่อย อ่อนเพลีย

* เบื่ออาหาร คลื่นไส้ อาเจียน น้ำหนักตัวลดลง

* คันบริเวณผิวหนังทั่วร่างกาย

* อุจจาระมีสีซีดและปัสสาวะมีสีเข้ม

* คลำหน้าท้องพบตับโต

ซึ่งข่าวดีของวิทยาการทางการแพทย์ในยุคนี้คือ มะเร็งท่อน้ำดีสามารถรักษาให้หายขาดได้หากเจอในระยะแรก สามารถรักษาได้ด้วยการผ่าตัดนี่แหละ แต่หากเจอในระยะลุกลามไปมากแล้ว การรักษาอาจทำได้เพียงประคับประคองอาการได้เท่านั้น

วิธีป้องกันโรคนี้ได้ดีที่สุดก็คือลดปัจจัยเสี่ยงที่จะทำให้เกิดโรค ด้วยการเลือกทานอาหารที่ปรุงสุกสะอาด หลีกเลี่ยงอาหารปิ้งย่าง อาหารหมักดอง อาหารสุกๆ ดิบๆ โดยเฉพาะปลาน้ำจืด งดสูบบุหรี่และงดดื่มแอลกอฮอล์

และที่สำคัญคือควรตรวจคัดกรองมะเร็งปีละ 1 ครั้งในผู้ที่มีภาวะเสี่ยงตามที่ว่ามา เพราะหากพบเจอโรคในระยะเริ่มต้นแล้ว โอกาสกลับมาหายดีเป็นปกติยิ่งสูงมากกว่าตอนเจอมะเร็งในระยะลุกลามนั่นเอง