+++ ความแตกต่างระหว่าง ค่า SPF กับ ค่า PA +++

 

 

 

 

ฮุฮุฮุ และแล้วฤดูหนาวก็ผ่านเข้ามา กรี๊ดด!

ฟิ้วววววว~ ...................

แล้วก็ผ่านไป -_-" ไม่เห็นจะหนาวเลย แถวยังร้อนแดดเปรี้ยงปร้างอีกตะหาก

ประชด ภูมิอากาศ ด้วยการเอาความรู้เรื่อง "การป้องกันแสงแดดด้วยค่า  SPF และ ค่า PA" ดีกว่า

รู้ไหมคะว่า ค่า  SPF และ ค่า PA นั้นต่างกัน?

แล้ว ค่า SPF สูงๆ สามารถปกป้องผิวจากการถูกแสงแดดทำลายได้ดีกว่า ค่า SPF ต่ำๆ จริงหรือ? 

มาดูคำตอบกันนะคะ ^.^

 

SPF หมายถึง ประสิทธิภาพในป้องผิวจากแสงแดดการการไหม้

ยกตัวอย่างเช่น สมมุติว่าผิวของเราทนต่อแสงแดด ได้ 15 นาที ต่อจากนั้นจะเริ่มเกิดการอาการไหม้

การทาครีมป้องกันแสงแดด SPF 30 นั้นจะช่วยให้ผิวจะทดได้ 450 นาที (15 x 30) ก่อนที่ผิวจะไหม้

จึงสรุปได้ว่า ค่า SPF เป็นค่าจำนวนเท่าของเวลาในการทนต่อแสงแดด ก่อนที่ผิวจะไหม้

(ป้องกันรังสี UV-B) ดังนั้นครีมกันแดดที่มีค่า SPF สูงๆ ไม่จำเป็นที่จะต้องป้องกันรังสี UV-A ได้ ดังนั้น

ผลิตภัณฑ์ที่มีค่า SPF ที่สูง ไม่จำเป็นที่จะป้องกันรังสี UV ได้ดีเสมอไป

 

PA หมาย ถึง Protection Grade of UVA หรือระดับการป้องกันแสง UV-A

มีอยู่ 3 ระดับ คือ PA+ , PA++ และ PA+++ โดยที่ PA+++ มีค่าการป้องกันสูงที่สุด สามารถป้องกัน

แสงแดดที่หนาแน่นได้มากที่สุด 8-12 เท่า อย่างไรก็ตาม ราคาก็จะสูงกว่าครีมกันแดดค่า PA ที่ต่ำลงมา

PA+ นั้นเหมาะกับการป้องกันทั่วๆไป ส่วนผู้ที่ต้องทำกิจกรรมกลางแจ้ง ควรใช้ครีมกันแดดที่มี ระดับการป้องกัน PA++ ขึ้นไป

 

อ้า..... ทราบแล้วใช่ไหมคะว่าค่า SPF ยิ่งมาก ก็ไม่ได้ดีเสมอไปนะจ้ะ

ยิ่งค่า SPF มาก ก็ยิ่งกันแดดได้นานยิ่งขึ้น (ถ้่า SPF130 คงกันแดดไปยันเที่ยงคืนเลยละมั่งเนี่ย >.<)

ในทางกลับกัน ค่า PA กลับสำคัญ เพราะเป็นค่าแสดงความทนต่อความหนาแน่นของแสงแดด ยิ่งมี

ค่า + มาก ก็ยิ่งดีนะเนี่ย (UV-A เป็นตัวการสำคัญที่ทำให้ผิวแก่ก่อนวัย เกิดริ้วรอย ฟ้า กระ และที่

สำคัญ "ดำ" ด้วยนะคะจะบอกให้)

 

ทราบแล้วก็ ลุยโลด~ เลยค่า อย่าลืมใส่ใจ ค่า PA ด้วยนะคะ จะได้ใช้ครีมกันแดดอย่างมืออาชีพพพพพพ ^o^ เลิศ! -_-"