เปิดนมเป็นวัฒนธรรมของผู้หญิงไทย!....

  

ฉากหนึ่งในหนัง  ‘สุริโยไทย’ คือ  ตอนพระสนมเอกถวายตัวต่อสมเด็จหน่อพุทธางกูรในห้องบรรทม  ทุกท่านที่ได้ชมคงจะจำได้แม่น  เด็กนักเรียนแถวบ้านผมจำหนักเรื่องนี้ได้ดีก็เพราะฉากนี้แหละครับ

          คำถามที่ตามมาก็คือ  ในสมัยโบราณหญิงชาวสยามนุ่งห่มอย่างไร  ปิดสระท่อนบนเหนือสะดือและสะเอวด้วยสิ่งใดถ้าจะถามผม  ผมก็ตอบว่าเกิดไม่ทัน  แต่เท่าที่ศึกษาดูจากภาพถ่ายโบราณที่มีอายุไม่เกินร้อยปี  หรือจิตกรรมฝาผนังที่อยู่ตามวัดอารามเก่าแก่  คงต้องยอมรับกันจริงๆ  ว่า  ช่วงเวลาส่วนใหญ่ในแต่ละวัน  หญิงชาวสยามเปิดถันของเธอทั้งสองข้างซึ่งไม่ถือว่าเป็นเรื่องอานาจารอย่างมาตรฐานปัจจุบัน  ไม่ใช่การโชว์ลามก  แต่เป็นวัฒนธรรมการดำเนินชีวิตตามปกติวิสัย

          ภาพลายเส้นที่คัดลอกแบบจากภาพของ  นายอองรีมูโอต์ (Henri  Mouhot)  สะท้อนให้เห็นการแต่งกายของหญิงชาวสยามเมื่อประมาณร้อยกว่าปีที่แล้ว  ท่อนบนของพวกเธอมีผ้าพันกายอย่างหลวมๆ  จนทำให้ปทุมถันโผล่ออกมา  อีกภาพหนึ่งที่มักเป็นที่คุ้นตากันในขบวนการศึกษาภาพเก่าคือ  ภาพหญิงสยามให้นมบุตร  ดูเป็นธรรมชาติมาก  หรือภาพหญิงชาวสยามชาวเมืองอุบลราชธานีเมื่อประมาณ  80  ปีที่แล้ว  พวกเธอเปลื้องท่อนบนออกไปหอบน้ำ  หาอาหาร  และภาพหญิงเมืองเหนือกำลังหาบสิ่งของเข้าแถวกลางถนน  ภาพเหล่านี้ล้วนเป็นภาพธรรมชาติธรรมดา  หาได้เป็นเรื่องลามกแต่อย่างไร  มาตรฐานสังคมไทยสมัยก่อนเป็นเรื่องที่รับรู้เข้าใจ  และไม่แปลกแต่อย่างใด  ต่อเมื่อเรามองภาพอดีตโดยเอามาตรฐานสังคมปัจจุบันไปจับ   จึงดูเป็นเรื่องลามกหรือคิดเกินเลยไปว่า   สังคมสมัยโบราณกดขี่เพศตรงข้าม  จนแม้แต่กลางถนนยังต้องให้เธอเปลื้องผ้าหาบน้ำอย่างทารุณ  อันนี้เป็นความนึกคิดของคนในสมัยเราที่ไม่เข้าใจอดีต  อันมีผลมาจากการเรียนประวัติศาสตร์อย่างท่องจำ  คือ  จำเอาสิ่งผิดๆ  ที่ปะปนไปด้วยอคติมาไว้ในกมลสันดาน  (สังคมดัดจริต)

          ถ้าเอาจิตใจของหญิงชาวสยามทั้งหมดที่อยู่ในภาพเหล่านี้มาคิด  เธอคงเห็นเรื่องนี้เป็นปกติ   แต่เรื่องที่ไม่ปกติของเธอ  ก็หน้าจะเป็นเรื่องผู้ชายเอาเธอไปขายซ่องเมื่อเบื่อเธอหรือเห็นเธอหมดประโยชน์  ฐานะของเธอเป็นเพียงบำรุงบำเรอความสุข  และหากเธอจะแสวงหาความสุขดังกล่าวบ้างก็จะถูกตราหน้าว่าเป็นนางแพศยา  อย่างดีที่สุดหญิงสยามก็มีอน้าที่หาเลี้ยงผู้ชาย  และเลี้ยงดูบุตรธิดาแทนผู้ชายที่ไม่ค่อยทำอะไรเลย  ความขยันขันแข็งของหญิงชาวสยามในอดีตถือเป็นเรื่องที่น่ายกย่องชมเชย  ซึ่งเป็นพฤติกรรมที่ตรงกันข้ามกับชาย

          หากจะพิจารณาจิตรกรรมฝาผนังที่แสดงภาพหญิงสาวโบราณ  จะเห็นว่าผู้หญิงในภาพล้วนมีรูปถันที่กลมกลึงทั้งสองเต้าอวบอัดเต่งตึง  หาคล้ายในหนังที่อวดเต้าเล็ก  แบน  คล้อย  ซึ่งเป็นทรงนิยมอย่างปัจจุบัน  การคัดสรรจำเป็นต้องเลือกอย่างพิถีพิถันเพราะขนาดของเต้านมนั้นเกี่ยวพันกับความเชื่อของปริมาณน้ำนมและความอุดมสมบูรณ์ของสรีระทั้งสิ้น

          จากหลักฐานทางประวัติศาสตร์ที่เขียนโดยชาวต่างประเทศที่เข้ามายังกรุงศรีอยุธยาในรัชกาลสมเด็จพระนารายณ์มหาราช  มักกล่าวเสมอว่า  หญิงชาวสยามถูกจำกัดสิทธิ์  และมีความรับผิดชอบในครอบครัวสูง  ดูแลทุกสิ่งทุกอย่าง  และแน่นอน  การแต่งกายของเธอก็ตรงกับสิ่งที่ผมได้กล่าวไว้แล้วข้างต้น

          อย่างไรก็ดี  วัฒนธรรมการแต่งกายมิดชิดของหญิงสาวชาวสยามคงจะเริ่มขึ้นมาเมื่อไม่นานมานี้  จากหลักฐานทางประวัติศาสตร์ซึ้งตีพิมพ์อยู่ในบทความหนังสือพิมพ์ญี่ปุ่น  พบว่าหญิงสาวชาวอยุธยาในช่วง  พ.ศ  2490-2498  ยังคงเปลือยท่อนบนอยู่  โดยเฉพาะกลุ่มคนที่อยู่ตอนเหนือของเกาะเมืองอยุธยา

          วัฒนธรรมการเปลือยท่อนบนของชาวสยามเป็นเรื่องปกติ  จวบจนกระทั่งมีการเปลี่ยนแปลงรูปแบบของการแต่งกาย  โดยเฉพาะการปฏิวัติวัฒนธรรมไทยในสมัยรัฐบาล จอมพล ป.  พิบูลสงคราม  การปกปิดสรีระท่อนบนของหญิงสาวเป็นสิ่งที่ควรกระทำ  หลังจากยุคสมัยมาลานำไทยมาจนถึงยุคซิกซ์ตี้  การแต่งกายของหญิงสาวเปลี่ยนแปลงไปจากเดิม  จนกระทั่งในยุคสมัยนี้  การแต่งกายกำลังหวนกลับคืนไปเหมือนดั้งเดิมคือ  เริ่มใส่เสื้อผ้าน้อยชิ้น  ชั้นในบางเบาเหมือนไม่ใส่อะไรเลย  เสื้อผ้าถูกออกแบบให้เห็นเนินถัน

          ในที่สุด...หญิงสาวชาวสยามในอนาคต  อาจไม่มีอะไรสวมใส่ปกปิดท่อนบนเหมือนต้นกรุงรัตนโกสินทร์  และกรุงศรีอยุธยาก็ได้ !

โดย เทพมนตรี ลิมปพยอม

นักวิชาการประวัติศาสตร์อิสระ

ที่มา:http://www.devamontri.com/

ขอบคุณรูปภาพจาก http://www.bloggang.com/viewdiary.php?id=fierce-tiger&group=8