เที่ยวตามรอยพ่อ ที่เรือนจำชั่วคราวเขากลิ้ง

การเที่ยวครั้งนี้ ค่อนข้างจะแปลกไปจากปกตินิดหน่อย เพราะไม่ใช่เป็นแหล่งท่องเที่ยวที่งดงามทางสายตา แต่สถานที่แห่งนี้กลับงดงามในเรื่องแนวความคิดและการปฏิบัติ

โดย...นิธิ ท้วมประถม

เห็นข่าวคราวภัยแล้งที่เกิดขึ้นตามภาคต่างๆ ของประเทศไทยแล้วก็เศร้าใจนะครับ ภาพดินแตกระแหงกว้างสุดลูกหูลูกตา ในเขื่อนต่างๆ ที่ครั้งหนึ่งเคยเต็มไปด้วยน้ำ ทำให้ต้องหยุดคิดว่า ธรรมชาติกำลังลงโทษเราอยู่หรือเปล่า

 

ที่ผ่านมา เราทำร้ายธรรมชาติมากเกินไปมั้ย กอบโกยทรัพยากรธรรมชาติอย่างไม่คิดถึงผลเสียที่จะตามมาหรือเปล่า แค่คิดก็น่าจะช่วยกันคนละไม้คนละมือ รักษาธรรมชาติให้อยู่คู่กับเรานานๆ

ส่วนในสัปดาห์นี้แน่นอนครับ ผมต้องพาท่านผู้อ่านไปเที่ยวกันเสียหน่อย แต่การเที่ยวครั้งนี้ ค่อนข้างจะแปลกไปจากปกตินิดหน่อย เพราะไม่ใช่เป็นแหล่งท่องเที่ยวที่งดงามทางสายตา วิวทิวทัศน์ไม่มีอะไรให้ถ่ายรูปเป็นที่ระลึก แต่สถานที่แห่งนี้กลับงดงามในเรื่องแนวความคิดและการปฏิบัติที่สอดคล้องกับ แนวเศรษฐกิจพอเพียงที่ “ในหลวง” ของเราทุกคน ทรงถ่ายทอดให้ลูกๆ ของพระองค์นำไปปฏิบัติ เพื่อไม่ให้เกิดความอดอยาก

จริงๆ แล้วการเดินทางครั้งนี้ ผมตั้งใจมุ่งหน้าไปเขื่อนแก่งกระจาน กะว่าจะไปดูปริมาณน้ำในเขื่อนเสียหน่อย ว่าเป็นยังไง ลดลงไปมากมายแค่ไหน และที่สำคัญจะไปกินปลานิลเขื่อนตัวโตๆ เสียหน่อย หลังจากไม่ได้ทานมานาน เพราะส่วนใหญ่เวลาเดินทางมาเพชรบุรีก็เลยไปชะอำ หัวหิน ปราณบุรี หรือทะลุไปชุมพร ระนอง และภูเก็ต อะไรไปโน่น ไม่ค่อยได้แวะเข้าไปที่เขื่อนแก่งกระจาน และยอดเขาพะเนินทุ่ง ทะเลหมอกที่สวยติดอันดับต้นๆ ของเมืองไทยเลย

แต่ก็ว่า หลังฝนนี้จะขอไปเยือนทะเลหมอกที่นี่เสียหน่อย ว่าเป็นอย่างไรบ้าง

การเดินทางครั้งนี้ ผมมีพาหนะที่เป็นมิตรกับธรรมชาติเป็นเพื่อนร่วมเดินทางไปด้วยครับ นั่นก็คือ วอลโว่ S80 ที่บอกว่าเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ก็เพราะว่าเจ้าวอลโว่ S80 นี้ สามารถเติมน้ำมัน อี85 ได้ด้วย ที่ทำให้การปล่อยไอเสียของ วอลโว่ S80 นั้นมีเพียงเล็กน้อยเท่านั้น แถมยังช่วยลดการนำเข้าน้ำมันจากต่างประเทศอีกด้วย เรียกว่าขับคันนี้คันเดียวช่วยชาติหลายทางเหลือเกิน

น้ำมัน อี85 เต็มถัง จาก กทม. เพื่อมุ่งหน้าสู่เขื่อนแก่งกระจาน ที่ผมต้องนึกเส้นทางไปสักหน่อย ว่าจะไปทางไหน แหม...เลือนๆ ไปเหมือนกันครับ แล้วก็นึกได้ว่า ทางเข้าเขื่อนแก่งกระจานนั้นไปได้หลายทาง แต่ที่สะดวกที่สุดคือ เลี้ยวเข้าทาง อ.ท่ายาง แล้วแล่นไปตามถนนเลียบคลองชลประทาน ที่ยังมีน้ำอยู่เต็มน่าชื่นใจไม่น้อย แถมเจ้า วอลโว่ S80 นี้ ขับเพลินอีกต่างห่าง กับช่วงล่างแน่น อัตราเร่งก็พอใช้ได้ แม้ว่าจะใช้น้ำมัน อี85 แต่ก็ไม่มีปัญหากับการเร่งแซง ที่สำคัญถูกด้วย เติมเต็มถังพันบาทนิดๆ แจ่มจริงๆ

ผมขับแบบไปเรื่อยๆ ไม่เร่งร้อนอะไรมากนัก เพราะทิวทัศน์สองข้างทางที่มุ่งหน้าไปเขื่อนแก่งกระจานนั้น ยังเต็มไปด้วยต้นไม้ขนาดใหญ่อยู่ไม่น้อย เลยขอขับแบบเพลินๆ ดีกว่า แอร์เย็นๆ เพลงเพราะๆ อย่างนี้สบาย

ระหว่างทางที่กำลังมองต้นไม้ใหญ่ๆ ข้างทางอยู่ พลันสายตาก็ไปเห็นบ้านดินสีเหลืองอ่อน สดใส พร้อมด้วยกำแพงดินที่ทำขึ้นเองขนาดใหญ่ ตั้งเด่นเป็นสง่าอยู่ริมถนน ทำเอาต้องเบรกอย่างกะทันหัน เพราะส่วนตัวผมเองนั้นชอบบ้านดินอยู่แล้ว ก็เลยเตะตาไม่น้อย
พอจอดรถแอบข้างทาง อ่านป้ายบนกำแพง ก็ยิ่งงงเข้าไปใหญ่ เพราะป้ายบอกว่าที่นี่ คือ “ศูนย์เตรียมการปลดปล่อย (เกษตรพอเพียง)” เรือนจำชั่วคราวเขาหินกลิ้ง

อ้าวววว อย่างนั้นที่นี่ก็ต้องเป็นคุกนะสิ แต่ทำไมบรรยากาศไม่เหมือนคุกสักนิด ไม่มีผู้คุมหน้าโหดใส่ชุดสีกากี หรือนักโทษหน้าเหี้ยมใส่กุญแจมือโซ่ตรวนให้เห็นสักนิด

จะมีแต่เจ้าหน้าที่แต่งตัวด้วยเสื้อยืดกางเกงยีนส์ธรรมดา หน้าตายิ้มแย้มที่เชื้อเชิญผมเข้าไปชมด้านใน

ก็เลยขับรถตรงดิ่วเข้าไปตามทางที่สองข้างทางเต็มไปด้วยต้นไม้ขนาดใหญ่ ดูร่มรื่นไม่น้อย พอเห็นป้ายที่จอดรถก็เลี้ยวขวับทันที และก็ต้องเบรกตัวโก่งทันควันด้วย ก็ที่จอดรถของที่นี่มีแค่ลานดินแคบๆ ไม่เหมือนลานจอดรถเท่าไหร่ แต่ก็จอดได้ครับ

ลงจากรถแล้ว ก็เดินแบบงงๆ เพราะไม่มีป้ายบอกอะไรเท่าไหร่ เห็นแต่บ้านดิน หลายต่อหลายหลังรูปทรงกะทัดรัดน่าเอ็นดูทีเดียว
กำลังเดินด้อมๆ มองๆ บ้านดินอยู่ ก็ได้ยินเสียงทักทายมาจากด้านหลัง

“สวัสดีครับ มาเยี่ยมชมศูนย์ฯ หรือครับ”

เจ้าของเสียงเป็นชายวัยกลางคนที่แนะนำตัวเอง ว่าชื่อ ช่างไก่ เป็นหนึ่งในบรรดานักโทษชั้นดี ที่กำลังจะพ้นโทษในเดือน พ.ย.ที่จะถึงนี้ โดยรับผิดชอบเกี่ยวกับการสร้างบ้านดิน

ช่างไก่ เดินเข้ามาทักทาย ซึ่งพอผมบอกว่าสนใจบ้านดินเท่านั้น การสนทนาที่เป็นบทเริ่มต้นของการเยี่ยมชมศูนย์ฯ นี้ก็เริ่มต้นทันที

“บ้านดินที่เห็นอยู่นี้ นักโทษเป็นคนทำทั้งนั้นครับ และยังเปิดสอนให้กับผู้ที่สนใจอีกด้วย” ช่างไก่ บอกกับผมระหว่างพาเดินไปยังบริเวณที่สอนทำบ้านดิน ซึ่งมีตั้งแต่วิธีการผสมดิน การปั้นดินให้เป็นก้อน 4 เหลี่ยม เพื่อนำไปก่อเป็นบ้าน หรือกำแพงต่างๆ วิธีการติดวงกบหน้าต่าง ประตู วิธีการทำหลังคา เรียกว่า ที่นี่สอนตั้งแต่ผสมดินยันสร้างบ้านเลยครับ

ผมเดินดูด้วยความตื่นตาตื่นใจไม่น้อย เพราะฝันว่าอยากจะมีบ้านดินสักหลัง เพราะเคยไปเที่ยวรีสอร์ตที่ทำจากบ้านดินแล้วรู้สึกว่า เย็นสบายชะมัด ก็เลยอยากมีสักหลัง

ช่างไก่ พาผมทัวร์วิธีการทำบ้านดิน อย่างแสนจะภาคภูมิใจ เพราะแกเป็นคนทำบ้านดินทั้งหมดของที่นี่ แถมยังบอกว่า ราคาค่างวดของบ้านดินนั้นไม่แพงอย่างบ้านปูน แถมยังมีอายุการใช้งานหลายสิบปี และที่สำคัญคือ ใช้วัสดุจากธรรมชาติทั้งนั้น อย่างดินก็ใช้ดินแถวบ้านนั่นแหละ ผสมกับแกลบและทรายในอัตราส่วนที่พอเหมาะ แล้วนำไปตากแดดก็จะได้ดินที่แข็งเหมือนหิน มีคุณสมบัติไม่นำความร้อน เก็บเสียง แถมราคาถูก อีกด้วย ซึ่งช่างไก่ บอกว่า ใครสนใจก็มาเรียนได้เลย หลักสูตร 3 วัน รับรองสร้างบ้านได้

ที่นี่ ไม่ได้มีแค่บ้านดินเพียงอย่างเดียว แต่ช่างไก่และผู้ต้องขังคนอื่น ยังสร้างห้องประชุมด้วยดิน และที่พักของผู้ต้องขังที่ทำจากดินอีกด้วย ซึ่งช่างไก่ บอกว่า เป็นคุกดิน แห่งเดียวในเมืองไทยอีกด้วยครับ แต่ที่นี่เขาไม่เรียกว่าคุก แต่เรียกว่าเรือนนอนครับ ซึ่งก็จริง เพราะผมยังไม่เห็นลูกกรงสักซี่เลย

ผมเดินดูบ้านดินอยู่นานไม่น้อย ช่างไก่ ก็ออกปากชวนต่อ ว่าจะเดินดูศูนย์การเรียนรู้เศรษฐกิจแบบพอเพียงให้ทั่วหรือเปล่า เพราะบ้านดินนั้นเป็นเพียง 1 ใน 21 สถานี ของศูนย์การเรียนรู้ฯ นี้เท่านั้น แค่คำชวนสั้นๆ ของช่างไก่ ก็ทำให้คนใจง่ายอย่างผม พยักหน้าหงึกหงัก และเดินตามช่างไก่ลึกเข้าในศูนย์ฯ ทันที และช่างไก่ก็กลายเป็นมัคคุเทศก์ของที่นี่ไปโดยปริยาย

ระหว่างที่เดินตามช่างไก่ ผมไม่รู้สึกเลยว่าที่นี่เป็นที่คุมขังผู้กระทำความผิด เพราะผู้ต้องขังที่นี่ ไม่ต้องใส่ชุดฟอร์มนักโทษ ใส่เสื้อยืด กางเกงขาสั้นธรรมดา เหมือนชาวบ้านทั่วๆ ไป แถมยิ้มเก่งเสียด้วย ทำให้ผมเดินชมโน่นนี่ได้อย่างสบายใจ

“ผู้ต้องขังที่นี่ทุกคนเป็นผู้ต้องโทษที่จะพ้นโทษอยู่แล้ว และมีความประพฤติดีเยี่ยม ก็จะถูกนำมาฝึกอาชีพที่นี่ เพื่อที่จะได้มีอาชีพติดตัว และพร้อมที่ออกไปใช้ชีวิตในสังคมภายนอกได้ เพราะที่นี่จะมีศูนย์ฝึกอาชีพหลายอย่างที่สามารถนำไปประกอบอาชีพได้เลย”

มิน่าหละ นักโทษที่นี่ก็เหมือนชาวบ้านธรรมดาๆ ไม่เหมือนนักโทษ เดินไปเดินมากันขวักไขว่ไปหมด

สถานีแรกที่ช่างไก่พาผมมาดู เป็นเหมือนเตาเอาอะไรสักอย่างครับ และแน่นอนว่ามีผู้ต้องขังทำหน้าที่เผาไม้อะไรสักอย่างอยู่ และเมื่อเดินไปใกล้ๆ ถึงรู้ว่าสถานีนี้คือ สถานีทำน้ำส้มควันไหม้ ที่นำเอาไม้สะเดามาเผาครับ แล้วนำควันที่เกิดจากการเผามากลั่นเพื่อให้ได้ยางจากควันต้นสะเดา และนำยางนั้นมาหมักอีกประมาณ 3 เดือน ก็จะได้หัวเชื้อน้ำส้มควันไหม้ ไปผสมน้ำให้เจือจาง แล้วใช้รดน้ำต้นไม้ เพื่อฆ่าเชื้อราในดิน ฆ่าเพลี้ย ไล่แมลง และยังช่วยเร่งดอกได้ชะงัดนัก ถือว่าเป็นยาชีวภาพที่ไม่ทำอันตรายต่อดินและคน ส่วนถ่านที่เหลือจากการเผานั้นก็นำไปขายให้กับพ่อค้าที่มารับซื้อถึงเรือนจำ เรียกว่าได้ประโยชน์หลายต่อจริงๆ

มิน่า ผมเห็นต้นสะเดาที่นี่มีเป็นพันต้นครับ เรียงเป็นแถวเลย เอามาทำน้ำส้มควันไม้นี่เอง และก่อนออกจากสถานี ผมก็ซื้อน้ำส้มควันไม้ติดไม้ติดมือมา 3 ขวด ว่าจะเอาไปรดต้นไม้ที่บ้านเสียหน่อย

เดินออกจากหน้าเตา ช่างไก่ พาต่อมาที่สถานี “เกษตรประณีต 1 ไร่ ไม่จน” ซึ่งเป็นสถานีที่แสดงการปลูกพืชบนพื้นที่ 1 ไร่ ให้มีความหลากหลาย เพื่อจะได้ใช้เป็นอาหาร และที่เหลือก็ขายตามแนวคิดเศรษฐกิจพอเพียง โดยที่ 1 ไร่นั้น บริเวณด้านริมพื้นที่จะปลูกพืชแบบรั้วกินได้อย่างต้นกระถิน ถัดมาจะเป็นแปลงพืชสวนครัวอย่างมะเขือและพริก แต่จะปลูกต้นไม้ใหญ่อย่างมะม่วงแซมไว้ด้วย เพื่อให้สร้างร่มเงากับพืชสวนครัวด้วย และยังปลูกต้นดาวเรืองแซมไว้กับต้นมะเขือและพริกด้วย

“ต้นมะเขือนั้นจะมีเพลี้ยเยอะ ซึ่งที่นี่เราไม่ใช่สารเคมี แต่จะปลูกต้นดาวเรืองแซมไปด้วย เพราะต้นดาวเรืองจะมีกลิ่นที่ไล่เพลี้ย” โอ้โฮ สุดยอดครับ กับภูมิปัญญาชาวบ้านแบบนี้

นอกจากนี้ ยังมีกล้วย ข่า ตะไคร้ มะกรูด และมะนาว เรียกว่าเดินเข้าสวนนี้ ทำต้มยำได้สบายๆ เลยครับ ซึ่งต้นไม้ที่ปลูกในพื้นที่ 1 ไร่นี้ เป็นพืชผักสมุนไพรของไทยที่กินได้ทั้งนั้น เรียกว่าไม่อดตายแน่

เดินต่อมาอีกนิดเดียว ผมได้ยินเสียงอู๊ดๆ ดังไปหมด ก็เลยต้องเดินเข้าไปดู ก็เห็นคอกหมูหลุมครับ ที่นี่เลี้ยงหมูหลุมด้วย หมูหลุมที่นี่ดูสะอาดสะอ้านดีครับ เดินไปดูชิดกับหลุมไม่มีกลิ่นขี้หมู มาเตะจมูกเลย ซึ่งช่างไก่ บอกว่าที่หลุมหมูไม่มีกลิ่นเพราะใช้น้ำอาร์เอ็ม รดหลุมทำให้ไม่มีกลิ่น ซึ่งน้ำอาร์เอ็มนั้นทางศูนย์ฯ ก็ทำเองอีก และยังผสมน้ำให้เจือจาง แล้วเอามาให้หมูหลุมกินด้วย ทำให้การถ่ายของเสียของหมูหลุมเหล่านี้ไม่มีกลิ่นไปด้วย

เอ้อ...มหัศจรรย์น้ำอาร์เอ็มอีกแล้ว

และไม่ใช่แค่หมูหลุมเท่านั้นนะครับที่มีราคาค่าตัว แต่พื้นคอกที่เป็นเศษของเสียที่อยู่ในหลุมหมักหมมกันอยู่นั้น มีพ่อค้ามาเหมาหลุมละเกือบหมื่นบาทอีกด้วย เพื่อนำไปทำปุ๋ยอินทรีย์อีกด้วย อย่างนี้เรียกว่า หลุมหมูทองจริงๆ โดยแนวคิดเลี้ยงหมูหลุมแบบอินทรีย์นั้น เป็นหนึ่งในโครงการพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่ทรงต้องการให้เกษตรกรไทยเลี้ยงหมูในแบบอินทรีย์เพื่อลดต้นทุนการเลี้ยง จะได้หมูที่มีคุณภาพปราศจากสารเคมีต่างๆ และยังได้ประโยชน์จากการขายปุ๋ยอินทรีย์อีก

เดินต่อมาอีกนิด ก็มาถึงสถานีที่เรียกว่า ตามรอยพ่อ บ่อพอเพียง ที่ช่างไก่ บอกว่า เป็นบ่อปลาที่ทำให้เรามีปลากินตลอดทั้งปี โดยไม่ตัองขุดบ่อใหญ่เป็นไร่ๆ เพียงแค่มีที่ขนาด 1.5x4 เมตร ก็สามารถเลี้ยงปลาได้แล้ว

“บ่อลึก 3 เมตร กว้าง 1.5 เมตร ยาว 4 เมตร แค่นี้ก็เลี้ยงปลานิล ปลาแรดได้กว่า 200 ตัวแบบสบายๆ มีปลากินไปเป็นปี ไม่ต้องมีบ่อใหญ่โต เอาผักตบ หรือดอกจอก ดอกแหน มาลอยไว้สักครึ่งบ่อ เพื่อให้เป็นทั้งอาหาร และบังแดดให้กับปลา แล้วให้อาหารปลาเพิ่มอีกนิดหน่อย เราก็มีปลากินแล้ว”

ผมยืนมองขนาดของบ่อ แล้วอึ้งเลยครับ นึกไม่ถึงว่าบ่อขนาดนี้ จะเลี้ยงปลาที่สามารถเลี้ยงชีพได้เป็นปี ผมคิดแต่ว่าบ่อต้องกว้างเป็นไร่ ถึงจะทำให้มีปลากินเป็นปีๆ คิดไม่ถึงจริงๆ ยืนดูอยู่อีกไม่นานก็ต้องตัดใจหันหลังให้กับบ่ออย่างรวดเร็ว เพราะเห็นปลาแรดและปลานิล ตัวงามๆ ไซส์กำลังน่าทอดว่ายผลุบๆ โผล่ๆ อยู่ ล่อตาล่อน้ำลายอยู่เดี๋ยวก็จับมาทอดเสียเลย

เลยจากบ่อพอเพียงมาอีกนิด ก็มาถึงสถานีเพาะเห็ดเศรษฐกิจ (นางฟ้า) ซึ่งทำตั้งแต่เอาขี้เลื่อยจากไม้ยางพารามาผสมปูนขาว แป้ง ปุ๋ย ฯลฯ แล้วนำมาใส่ถุงเพื่อใช้ทำเป็นก้อนเห็ด ที่จะนำเชื้อเห็ดมาปลูกไว้ในนี้ แล้วก็นำไปเพาะในโรงเรือน ซึ่งคนทำก้อนเห็ด และเพาะเห็ดนี้ ก็เป็นผู้ต้องขังความประพฤติเยี่ยมอีกเหมือนกัน โดยหนุ่มน้อยคนนี้ต้องโทษจากยาเสพติด แต่ก็ได้รับโทษจนจะถูกปล่อยตัวแล้ว ซึ่งตอนนี้ไม่ยุ่งกับยาเสพติดแล้ว แต่ยุ่งกับเห็ดอย่างเดียว

“ถ้าผมพ้นโทษ ผมก็คงหาทางเพาะเห็ดขายครับ เพราะความรู้ที่ได้จากที่นี่เอาไปประกอบอาชีพได้ เห็ดนางฟ้าที่เพาะอยู่ก็ขายได้กิโลกรัมละ 35 บาท และมีพ่อค้ามารับซื้อถึงที่”

ได้ยินอย่างนี้ แล้วก็ชื่นใจแทนผู้บริหารเรือนจำเขากลิ้งจริงๆ ครับ ว่าสิ่งที่คิด สิ่งที่ทำมาไม่สูญเปล่า

ออกจากโรงเพาะเห็ด ผมเดินผ่านซุ้มไม้เลื้อยที่ทำให้ต้องตาโตอีกครั้ง เพราะมีทั้งบวบ ทั้งน้ำเต้า ลูกเบ้อเริ่ม ห้อยระเกะระกะอยู่ตลอดทั้งซุ้ม ซึ่งช่างไก่ บอกว่า นี่เป็นอีกหนึ่งสถานี คือ ซุ้มกินได้ ที่ใครๆ ก็สามารถทำได้โดยไม่ต้องใช้พื้นที่อะไรมากมาย เพียงแค่มีทางเดินเราก็มีผักกินแล้ว

เดินลอดซุ้มกินได้ ออกมาก็มาเจอกับสวนมะลิที่ปลูกเป็นแปลงใหญ่ไม่น้อย โดยมะลิที่นี่มีบริษัทน้ำหอมมาเหมาสวนเพื่อเอาดอกไปสกัดเป็นน้ำหอมอีกด้วย เพราะดอกมะลิที่นี่บริสุทธิ์ปราศจากการใช้สารเคมีใดๆ จะใช้ก็แต่น้ำส้มควันไม้ และน้ำอาร์เอ็มที่หมักกันเองเท่านั้น

ออกจากสวนมะลิ คราวนี้มาเจอกับโซนปศุสัตว์ครับ มีตั้งแต่ฟาร์มแพะที่มีอยู่หลายสิบตัว ส่งเสียงร้องแมะ แมะ กันลั่นทีเดียว และยังมีฟาร์มโคเนื้อ ฟาร์มกระต่ายที่มีหลายพันธุ์ ทั้งพันธุ์พื้นเมือง พันธุ์ต่างประเทศ โดยขายตัวละประมาณ 150 บาทอีกด้วย ซึ่งฟาร์มเลี้ยงสัตว์เหล่านี้เปิดโอกาสให้ผู้ต้องโทษ ได้มีโอกาสได้เรียนรู้วิธีการเลี้ยงสัตว์ ให้กลายเป็นวิชาติดตัว หลังจากกลับเนื้อกลับตัว

ผมกับช่างไก่ เดินคุยกันไปเรื่อยๆ ถึงศูนย์ฯ แห่งนี้ ว่าไม่น่าเชื่อว่าที่แห่งนี้ คือ คุก ที่ขังผู้กระทำผิด แต่เท่าที่ผมเห็นคือ ที่นี่ คือแหล่งเรียนรู้สำหรับทุกคน และเป็นแหล่งสร้างอนาคต สร้างโอกาสให้กับคนที่เคยกระทำความผิดที่อาจจะเกิดจากความตั้งใจ หรือไม่ตั้งใจก็ได้

แต่ที่แน่ๆ ทุกคนในที่นี้ได้รู้ซึ้งถึงทางเดินของพ่อที่แสนจะมีคุณค่าอย่างหาที่เปรียบ ไม่ได้กับคำว่าเศรษฐกิจพอเพียงนั้น มีความหมายและมีค่ากับการดำเนินชีวิตอย่างไร และเป็นเรื่องที่ทำได้จริงและอยู่ได้อย่างมีความสุขจริงๆ

ระหว่างที่ผมขับรถออกจากศูนย์การเรียนรู้ฯ ก็คิดในใจว่าจะต้องนำมาเขียนให้ท่านผู้อ่านได้รู้ว่า ยังมีสถานที่ดีๆ ที่น่าไปเยี่ยมชมอย่างยิ่งครับ เพราะท่านจะได้เห็นสิ่งที่มีคุณค่าอย่างยิ่ง และจะได้รู้ว่า พ่อของเรานั้นประเสริฐแค่ไหน แนวพระราชดำริที่ทรงแนะนำนั้นมีเป้าหมายเดียว คือ ให้ลูกๆ ของท่านได้มีชีวิตอย่างมีความสุข

ขับรถคิดอะไรเพลินๆ แป๊บเดียว วอลโว่ S80 ก็มาจอดอยู่บนสันเขื่อนแก่งกระจาน เขื่อนดินขนาดใหญ่ ที่สร้างขึ้นกั้นแม่น้ำเพชรบุรี เพื่อกักเก็บน้ำไว้ทำการเกษตรได้ตลอดปี แต่ในปีนี้เมื่อมองลงไปที่เขื่อนแล้วก็ต้องใจหายกับปริมาณน้ำที่ลดลงอย่าง มากครับ ก็หวังว่าหน้าฝนนี้ ฝนจะตกมากพอที่ทำให้ปริมาณน้ำในเขื่อนกลับมาอยู่ในระดับปกติ

เลยจากสันเขื่อนมาอีกไม่ไกล ก่อนจะถึงที่ทำการอุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน ผมก็เลี้ยวรถแวะร้านอาหารที่ตั้งเรียงรายอยู่ริมน้ำ ที่ตอนนี้หากจะเล่นน้ำต้องเดินลงไปไม่ต่ำกว่า 200 เมตรถึงจะเหยียบน้ำได้

แน่นอนครับ มาร้านอาหารที่นี่ต้องลองปลานิลทอดกระเทียม หรือจะราดพริกก็ได้ แต่ขอเตือนว่าถ้าสั่งปลานิลที่นี่ละก็ อย่าสั่งกับข้าวอื่นเยอะนัก ก็ปลานิลในเขื่อนนี้ ตัวละเป็นกิโลครับ ล้นจานล้นชามกันเลยทีเดียว ซึ่งถือว่าเป็นอาหารขึ้นชื่อของร้านอาหารแถวนี้ก็ว่าได้
ซึ่งผมไม่พลาด ครับ กับปลานิลยักษ์ทอด พร้อมผัดเผ็ดไก่ รสชาติจัดจ้าน แค่นี้ก็พุงกางแล้ว

หลังจากจัดการกับอาหารตรงหน้าแล้ว ผมก็นั่งพักท้องด้วยการเช็กเมลผ่านมือถือ ดูว่ามีอะไรด่วนๆ เข้ามาหรือเปล่า ซึ่งก็ไม่มีปัญหาครับ เครือข่ายเอไอเอสครอบคลุมอยู่แล้ว ทำให้ผมค่อนข้างสบายใจเวลาเดินทางไปต่างจังหวัด ว่าสามารถเช็กเมลได้ตลอดเวลา หรือจะถ่ายรูปสวยๆ ที่เห็นอยู่แล้วส่งไปให้คนที่ไม่ได้มาด้วยอิจฉาเล่น ก็ทำได้สบายมาก

นั่งดูน้ำที่อยู่ไกลลิบๆ ออกไปแล้วก็อยากนั่งเรือเที่ยวในเขื่อนเสียหน่อย หันซ้ายหันขวา หาไม่ยากครับกับเรือเช่าเที่ยวในเขื่อน ราคาค่างวดสำหรับเหมาลำก็ 500 บาทต่อ 1 ชั่วโมง กับ 800 บาท 2 ชั่วโมง เรือหางยาวนั่งได้ 8-10 คน หารกันแล้วคนละไม่กี่บาท น่าสนับสนุนชาวบ้านครับ กระจายรายได้กันหน่อย

ผมเลือกเช่าแบบ 800 บาท 2 ชั่วโมง ซึ่งจะพิเศษกว่า 500 บาท ตรงที่เรือจะพาเรานั่งชมบรรยากาศภายในเขื่อนเพียงอย่างเดียว แต่จะพาไปเกาะโสม ที่ตั้งอยู่กลางเขื่อนแก่งกระจานด้วย ซึ่งเกาะโสมนั้นอยู่ห่างจากฝั่งมากพอสมควร ต้องนั่งเรือไปชั่วโมงกว่าๆ ซึ่งบนเกาะโสมนั้นมีสำนักสงฆ์ตั้งอยู่ด้วย

แต่กว่าจะเดินถึงเรือที่จอดอยู่ริมน้ำ ก็ต้องเสียเหงื่อไปหลายหยดเหมือนกัน และเมื่อไต่ลงเรือ นั่งเรียบร้อยแล้วเสียงเครื่องเรือดังสนั่นท้องน้ำ พร้อมเรือวิ่งฝ่าสายน้ำออกไปอย่างรวดเร็ว สายลมเย็นไหลมาปะทะหน้า ทำเอาความร้อนที่ต้องเดินตากแดดจากเมื่อครู่นี้หายไปอย่างรวดเร็วได้อย่าง ไม่น่าเชื่อ

แม้ว่าปริมาณน้ำในเขื่อนจะลดลงมาก แต่ต้นไม้ที่อยู่ริมน้ำ และตามเกาะแก่งต่างๆ ยังเขียวชอุ่มอยู่ก็ชื่นใจครับ เพราะนั่นหมายความว่าฝนเริ่มตกแล้ว ภัยแล้งน่าจะหมดไปในไม่ช้า

แสงแดดที่สะท้อนท้องน้ำเต้นระยิบระยับนั้นกลายเป็นเสน่ห์ที่น่าหลงใหล เมื่อนั่งมองอยู่บนเรือที่แล่นอยู่บนพื้นน้ำของเขื่อนแก่งกระจาน ซึ่งพร้อมจะให้นักท่องเที่ยวทุกคนได้มาสัมผัสด้วยตัวเองครับ

 

http://www.posttoday.com/%E0%B8%81%E0%B8%B4%E0%B8%99-%E0%B9%80%E0%B8%97%E0%B8%B5%E0%B9%88%E0%B8%A2%E0%B8%A7/%E0%B8%97%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B9%80%E0%B8%97%E0%B8%B5%E0%B9%88%E0%B8%A2%E0%B8%A7/%E0%B8%8A%E0%B8%A7%E0%B8%99%E0%B9%80%E0%B8%97%E0%B8%B5%E0%B9%88%E0%B8%A2%E0%B8%A7/36780/%E0%B9%80%E0%B8%97%E0%B8%B5%E0%B9%88%E0%B8%A2%E0%B8%A7%E0%B8%95%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0%B8%A3%E0%B8%AD%E0%B8%A2%E0%B8%9E%E0%B9%88%E0%B8%AD-%E0%B8%97%E0%B8%B5%E0%B9%88%E0%B9%80%E0%B8%A3%E0%B8%B7%E0%B8%AD%E0%B8%99%E0%B8%88%E0%B8%B3%E0%B8%8A%E0%B8%B1%E0%B9%88%E0%B8%A7%E0%B8%84%E0%B8%A3%E0%B8%B2%E0%B8%A7%E0%B9%80%E0%B8%82%E0%B8%B2%E0%B8%81%E0%B8%A5%E0%B8%B4%E0%B9%89%E0%B8%87ที่มา