วังเชียงตุงกับเจ้าผู้ครองรัฐฉานองค์สุดท้าย

จะเล่าเรื่องอวสานวังเมืองเชียงตุงกับเจ้าฟ้าในรัฐฉานให้ฟัง  ส่วนหนึ่งเอามาจากบล๊อกคุณkhurtai

กับข้อมูลในกูเกิล   เกริ่นนำจากปู่  ลูกไปหาหลานซึ่งเป็นเจ้าเมืองรัฐฉานองค์สุดท้าย

เจ้าก้อนแก้วอินแถลง ขึ้นครองราชย์เป็นเจ้าฟ้าหลวงเชียงตุง เมื่อ พ.ศ.๒๔๓๙

สิ้นพระชนม์เมื่อ ๒๑ กรกฎาคม ๒๔๗๘ พระชนมายุ ๖๐ ชันษา

ตรงกับสมัย รัชกาลที่ ๕ – ๗ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์

และสมัยพระเจ้าอินทวิไชยานนท์, เจ้าอินทวโรรสสุริยวงศ์,เจ้าแก้วนวรัฐ

แห่งนครเชียงใหม่

 ธิดาของท่าน เจ้าสุคันธา แต่งงานกับเจ้าอินทนนท์ ณ เชียงใหม่

ราชบุตรพลตรีเจ้าแก้วนวรัฐ เจ้าหลวงเชียงใหม่ ณ หอคำเชียงตุง

เจ้าสุคันธาตอนชรา ท่านพิราลัยเมื่อพ.ศ 2546 นี่เอง อายุ 93 (ประสูติ 2453 ปีร.5 สวรรคต)

 เจ้าก้อนแก้วอินแถลง ให้สร้างหอหลวงเชียงตุงเมื่อปี ๒๔๔๙

ด้านหน้าเป็นอาคารคอนกรีต ศิลปะอังกฤษผสมอินเดีย

ด้านหลังเป็นหลังคาศิลปะไทเขิน นอกจากหอหลวงแล้วยังมีอาคารบริวารอีกหลายหลัง

 

 

ชั้นสองของหอหลวงเชียงตุงเป็นท้องพระโรง

นอกจากจะเป็นที่สำหรับเจ้าฟ้าออกว่าราชการตามปกติแล้ว

ยังเป็นที่ให้แขกบ้านแขกเมือง ตลอดจนประชาชนในอาณาจักรเชียงตุง

เข้าเฝ้าเจ้าฟ้าในวาระสำคัญต่าง ๆ

บางครั้งก็มีการแสดง “ฟ้อนหางนกยูงคำ” อันเป็นเอกลักษณ์ของเชียงตุง

ภาพด้านซ้ายของหอหลวงเชียงตุง (ภาพถ่ายหลังปี ๒๕๐๕)

แสดงให้เห็นหลังคาศิลปะไทเขิน

ภาพด้านนอกหน้าหอหลวงเชียงตุง (ไม่ทราบปีที่ถ่าย)

ขอบคุณ "khaimong" เจ้าของภาพ

 ชาวเชียงตุงเข้ามาในบริเวณหน้าหอหลวงเพื่อถวายพระพร

เนื่องในงานสมรสระหว่าง เจ้าหญิงสุคันธาธิดาเจ้าก้อนแก้วอินแถลง

กับเจ้าอินทนนท์ราชบุตรเจ้าแก้วนวรัฐแห่งนครเชียงใหม่

เมื่อ ๒๒ กุมภาพันธ์ ๒๔๗๕ (จะเห็นว่า เดิมมีระเบียงไม้ที่ชั้น ๒ ด้วย)

 เจ้าก๋องไต (กองไท) ราชบุตรเจ้าก้อนแก้ว ฯ ขึ้นครองราชย์เมื่อ ๓ มิถุนายน ๒๔๘๐

แต่ถูกคนร้ายใช้ปืนพกยิงสิ้นพระชนม์ที่หน้าหอหลวงเชียงตุง

(ญาติตัวเองเป็นคนวางแผน)

เมื่อ ๒๒ ตุลาคม ๒๔๘๐ ในช่วงเทศกาลวันออกพรรษา พระชนมายุ ๔๐ ชันษา

เจ้าจายหลวง (เจ้าชายหลวง) ราชบุตรเจ้าก๋องไต

สรุปคือท่านเป็นหลานเจ้าก้อนแก้วฯ ไปศึกษาต่างประเทศ

ตลอดจนอยู่ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ ๒ เชียงตุงจึงมีผู้สำเร็จราชการอยู่ระยะหนึ่ง

เจ้าจายหลวงเป็นเจ้าฟ้าเชียงตุง เมื่อ ๑๒ เมษายน ๒๔๘๙

ท่านเสกสมรสกับเจ้านางจันแก้วมหาเทวีมีบุตรด้วยกัน 2 คน

จน ๒ มีนาคม ๒๕๐๕ นายพลเนวินปฏิวัติและจับเจ้าจายหลวงไปขังที่กรุงย่างกุ้ง ๖ ปี

หลังจากนั้นให้อยู่ในกรุงย่างกุ้ง จนสิ้นพระชนม์เมื่อ ๑๔ กันยายน ๒๕๔๐

พระชนมายุ ๗๒ ชันษา ท่านเป็นเจ้าผู้ครองนครเชียงตุงองค์สุดท้าย

 

เจ้าจายหลวงในชุดพื้นเมือง

ตอนเด็กถ่ายรูปกับท่านพ่อ (เจ้าก๋องไต)

ต่อมารัฐบาลทหารพม่าขับไล่เชื้อสายเจ้าฟ้าและบริวารให้ออกไปอยู่ที่อื่น

และยึดหอหลวงเชียงตุงกับอาคารอื่น ๆ เป็นสถานที่ราชการของพม่า

กลางปี ๒๕๓๔ รัฐบาลทหารพม่าอ้างว่าต้องการใช้พื้นที่หอหลวงเชียงตุง

เป็นที่สร้างโรงแรมเพื่อต้อนรับนักท่องเที่ยว

เป็นการสร้างความเจริญและสร้างรายได้ให้แก่เชียงตุง

 

รัฐบาลทหารพม่าเริ่มทุบทำลายหอหลวงเชียงตุงและอาคารบริวาร

ตั้งแต่ วันที่ ๙ พฤศจิกายน ๒๕๓๔ โดยไม่ยอมฟังเสียงคัดค้านจากคณะสงฆ์ไทเขิน

ไทใหญ่และชาวเชียงตุง แม้จะมีที่ว่างในเชียงตุงอีกมากมายพอที่จะให้สร้างโรงแรมได้

ก็ตาม การรื้อทำลายใช้เวลาประมาณ ๖ เดือน

 ประมาณ ต้นปี ๒๕๓๕ รัฐบาลทหารพม่าได้สร้างโรงแรมเชียงตุง

(Kyainge Tong Hotel) ขึ้นก่อน

ที่บริเวณลานด้านนอก รองรับผู้เข้าพักได้ ๖๐ คน

ที่พักเป็นอาคารแถวชั้นเดียว ๒ หลัง และบังกาโล ๔ หลัง

ส่วนลานด้านใน ซึ่งเดิมเป็นที่ตั้งหอหลวง นั้น ทำเป็นที่จอดรถ

ประมาณปี ๒๕๔๐ รัฐบาลทหารพม่าจึงได้สร้างโรงแรมนิวเชียงตุง

(Kyainge Tong New Hotel) ขึ้น

บนตำแหน่งเดิมของหอหลวงเชียงตุง

.....แถมเรื่องเจ้าจาแสงหรือจ่าแสงแห่งเมืองสีป่อ (เมืองที่ 6 ในภาคเหนือของรัฐฉาน)

เป็นเจ้ารัฐฉานองค์สุดท้ายเหมือนกัน

แต่งงานกับหญิงชาวออสเตรียชื่อ อิงเง่ ซาเจนท์ (ภายหลังเป็นเจ้านางสุจันทรี)

ที่ไปพบกันตอนทั้งคู่ศึกษาอยู่ในอเมริกา

ตอนแรกฝ่ายหญิงไม่ทราบฐานะเจ้าจ่าแสง ภายหลังกลับมาอยู่สีป่อด้วยกัน

มีธิดาสองคนคือมายรี-เกนรี หลังจากเจ้าจ่าแสงโดนจับไปแล้วเสียชีวิต

เจ้าสุจันทรีพาธิดากลับออสเตรียแต่งหนังสือชื่อ สิ้นแสงฉาน

ครั้งหนึ่งเคยไปหาเนวินที่ไปรักษาตัวที่ออสเตรียเพื่อถามถึงจุดจบของสามี

แต่เนวินไม่ให้เข้าพบ (เคยอ่านเจอนานแล้ว)

เนื่องจากรัฐฉานมีหลายแขวงหลายแคว้นเป็นอิสระปกครองด้วยเจ้าฟ้าต่างๆ

ฉะนั้นเวลาพูดถึงเจ้าฟ้ารัฐฉานต้องระบุว่าเมืองไหน ไม่งั้นจะงง

อย่างเจ้าจายหลวงอยู่เชียงตุง เจ้าจ่าแสงอยู่สีป่อ

ต่างเป็นเจ้ารัฐฉาน(แต่ต่างเมือง)องค์สุดท้ายเหมือนกัน

เจ้าเมืองในรัฐฉานหลายองค์ก็โดนทหารพม่าจับไปขังจนตาย

รัฐฉานมี 11 แขวงและเมืองต่างๆดังนี้ (ละครรากนคราก็จำลองเมืองในพม่าในรัฐฉานมา)

 1 แขวงตองยี
2 แขวงลอยแหลม
3 แขวงจ๊อกแม
4 แขวงหมู่แจ้
5 แขวงเล่าก์ก่าย
6 แขวงกุนโหลง
7 แขวงล่าเสี้ยว
8 แขวงเชียงตุง
9 แขวงเมืองสาด
10 แขวงเมืองพยาค
11 แขวงท่าขี้เหล็ก

หัวเมืองในรัฐฉานแต่ละภาค มีดังนี้ (สังเกตเมืองวงกลมสีแดง)

 แผนที่รัฐฉานในพม่า

 

เจ้าจ่าแสงกับเจ้านางสุจันทรี

 เจ้านางสุจันทรี

ตอนกลับไปอยู่ออสเตรีย ทราบว่าทำงานในสถานทูตไทยประจำออสเตรีย

และย้ายไปอยู่อเมริกาเมืองที่ท่านเคยศึกษาและพบกับเจ้าจ่าแสง

 กู่บรรจุ อัฐิของเจ้าฟ้าเชียงตุงซึ่งตั้งเรียงรายจำนวน 9 กู่ กู่บรรจุอัฐิเฉพาะเจ้าฟ้าที่เป็นผู้ชายเท่านั้น องค์องค์ที่ 1 เป็นของเจ้ามหาขนาน
องค์ที่2 เป็นของเจ้ามหาพรหม ลูกชายของเจ้ามหาขนาน
องค์ที่3 เป็นของเจ้าน้อยแก้ว
องค์ที่ 4 เป็นของเจ้าฟ้าเจียงแข็งหรือเจ้ากองไต ลูกชายของเจ้ามหาขนาน
องค์ที่ 5 เป็นของเจ้ากองคำฟู ลูกชายของเจ้ากองไต
องค์ที่ 6 เป็นของเจ้ารัตนะก้อนแก้วอินแถลง น้องเจ้ากองคำฟู เป็นกู่ที่สร้างขึ้นได้สวยงามซึ่งสร้างโดยช่างชาวอินเดีย
องค์ที่ 7 เป็นของเจ้ากองไต ลูกของเจ้ารัตนก้อนแก้ว
องค์ที่ 8 เจ้าพรหมลือ น้องเจ้ากองไต
องค์ที่ 9 องค์สุดท้ายเป็นของเจ้าจายหลวง ซึ่งเป็นเจ้าฟ้าลำดับที่ 48

 

 

 ที่กู่หรือสุสานเจ้าฟ้าเมืองเชียงตุงมีชายคนหนึ่งเฝ้ากู่อยู่ เขาบอกว่า ชื่อเจ้าอู่เมือง

มีหน้าที่ดูแลกู่หรือสุสานในฐานะลูกหลานเจ้าฟ้า ทุกวันแกจะปั่นจักรยานคู่ชีพพร้อมมีดดาบ

อย่างกับนักรบโบราญ แกเล่าให้ฟังว่าเคยตามเจ้าพรหมลือกับเจ้าแม่ทิพวรรณ

มาอาศัยอยู่ที่คุ้มกลางเวียงเชียงใหม่ ได้เคยเรียนหนังสือไทย พออ่านออกเขียนได้

หลังมีเกิดรัฐประหารในพม่าจึงจากออกจากคุ้มกลางเวียงกลับมาอยู่กองกำลังของขุนส่า

ตามตะเข็บชายแดนแถวดอยตุง อำเภอแม่ฟ้าหลวง เมื่อขุนส่าวางอาวุธต่อรัฐบาลทหารพม่า

จึงกลับมาอยู่ที่เมืองเชียงตุง ทุกวันนี้แกดำรงชีพอยู่ได้จากดอกเบี้ยเงินฝากเล็กน้อย

ที่นำไปฝากกับธนาคารซึ่งเป็นเงินที่เก็บไว้ตอนทำงานให้กับกองกำลังขุนส่า