ขำขัน " ใครผิด...ผลัดกันปาบ้าน....! "

          

...คนโบราณเขามีอารมณ์สุนทรีย์ ในเรื่องบทเรื่องกลอนมาก พูดจาเกี้ยวพาราสีกัน ท่านก็เล่าเป็นบทเป็นกลอนหมด ยกตัวอย่างเช่น ผู้ชายเกี้ยวผู้หญิง กแตื้ออยู่ตั้งนาน แม่หญิงก็ยังเฉยอยู่ พ่อผู้ชายก็เลยเหน็บแนม แม่ผู้หญิงว่า......

"....โอ้แม่ฝรั่งข้างรั้ว หล่อนจะสุกคาขั้วไว้คอยใคร....อีกกี่เดือนกี่ปี แม่ถึงจะมีน้ำใจ ..."

...ความจริงฝรั่งมันจะหล่นคารั้ว สุกคาขั้ว มันก็ไม่ใช่กงการอะไรของใคร หรือว่าผู้หญิงเขาเหี่ยวตาย เฉาตาย ก็ไม่เห็นจะเกี่ยวกับใครเลย จริงไม๊ครับเพื่อน ๆ ผู้มีเกียรติท่าน ๆ ที่ให้ความสนใจ....เพราะฉะนั้น แม่ผู้หญิงจึงตอบกลับไปว่า....

"...โอ้พ่อขนมเนื้อเหลือง พี่จะขุ่นเคืองไปทำไม ถึงน้องจะสุกคาขั้ว ก็ไม่เห็นจะหนักหัวใคร..."

แย่เน๊อะ....เพื่อน ๆ ท่านชาย....!

( ภาพ: นกเค้าแมว ตัวผู้กำลังเกี้ยวพาราสี ง้อจนคอเอียง...ดูหน้าตัวเมียครับ  )

....แม้กระทั่งการที่ช้าราชการจะขอความดีความชอบ สองชั้นสามชั้น สมัยก่อนเขาก็คอกันเป็นกลอนครับเพื่อน ๆ ....

"...ทำงานได้ผล เรื่องสินบน ไม่เคยกระสัน คนชมทุกชั้น ไม่เคยได้สองขั้นเลยสักปี... "

อ่านแล้วก็น่าจะให้แกสองขั้น ดีพร้อมทุกอย่าง เรื่องสินบาทคาดสินบน แต่เจ้านายกลับตอบมาเป็นคำกลอน อ่านแล้วอยากจะบ้าตาย...

"...ทำงานได้ผล เรื่องสินบนไม่เคยกระสัน เธอไม่เคยเลียฉันสองขั้นอย่าเอา..."

....แม้กระทั่ง เรื่องคดีสมัยโบราณ บางครั้ง ก็มีการตัดสินกันเป็นกบอนเหมือนกันครับเพื่อน ๆ ทุกท่านที่ให้ความสนใจ....

เรื่องมีอยู่ว่า....พี่ไทยกับเจ๊ก บ้านเรือนอยู่ใกล้กัน วันหนึ่งพี่ไทยเกิดเมา ถึงขนาดเรียกได้ว่า " เห็นช้างตัวเท่าหมู เห็นงูเท่าใส้เดือน " พี่ไทยก็นึกหมั่นใส้ พี่เจ๊กมานานแล้วครับ...เลยเอาก้อนดินปาเรือนเจ๊ก ถูกฝาเรือน แต่ไม่ได้โดนหัวเจ๊ก พี่เจ๊กเลยวิ่งแจ้นไปฟ้องศาลในสมัยกรุงเก่า โดยบรรยายฟ้องว่า....( สงสัยว่าผม จะต้องช่วยบรรยายเรื่องฟ้องให้ )

"....พี่ไทยปาเรือนอั๊ว เสียงดังผะผั้ว อั้วตกใจ ขอศาลผู้เป็นใหญ่ ลงโทษพี่ไทยให้อั๊วที..."

ท่านตระลาการสมัยนั้นดูเหมือนจะชื่อ คุณพระเกษม สุภาวดี ได้ตัดสินเป็นบทกลอนว่า....

"...พี่ไทยปาบ้านจีน ทรัพย์สินไม่เสีย ไม่ถูกลูกถูกเมีย ไม่ต้องเสียค่าสินไหม..."

เป็นอันว่า...พี่เจ๊กฟ้องฟรี พี่ไทยก็ปาเรือนฟรีเหมือนกัน

ข้างฝ่ายพี่เจ๊กเห็นว่า...."...อีแบบนี้กูเอามั่งฮึ...ปาเรือนไม่ผิดนี่หว่า..." อีก็แก้แค้นพี่ไทยคืนมั่ง เอาก้อนดิน ( ก้อนใหญ่กว่าของพี่ไทย ) เขวี้ยงไปถูกหน้าบ้านของพี่ไทยเข้าดังปัง เล่นเอาพี่ไทยตกกะใจ เพราะกำลังนอนกอดกะเมียอยู่พอดี พี่ไทยโกรธ...จัดมาก รีบแจ้นไปฟ้องตระลาการ ปากคอสั่น....

"....พี่เจ๊กปาเรือนฉัน บ้านเรือนสั่นไปหมดทั้งหลัง ตกใจคิดว่าเรือนพัง ขอท่านสั่งลงโทษมัน..."

พระเกษมสุภาวดี อ่านคำฟ้องแล้ว มองหน้าพี่ไทยที พี่เจ๊กที ขยับแว่นให้เข้าที่ แล้วตัดสินเป็นบทกลอนดังนี้.....

"....จีนปาเรือนไทย ผีเรือนตกใจ ปรับไหมสามตำลึง..."

ผลปรากฏว่าพี่เจ๊กเป็นลม ส่วนพี่ไทยหัวเราะลูกคอเต้นดิสโก้ ดังเอิ๊ก ๆ

หมายเหตุ คดีนี้ ทั้งเจ๊กทั้งไทย ไม่ติดตะรางเหมือนกัน

...เป็นเรื่อง ที่ผมอ่านเจอนานแล้วครับเพื่อน ๆ ท่านที่ให้ความสนใจ....ช่วงที่ผมเดินทางค้างอ้างแรมในป่า...ไม่มีอินเทอร์เน็ต ไม่มีไฟฟ้า แต่ก็ได้แสงตะเกียง พอที่จะคว้านิตยสารเล่มเก่า ๆ  ที่ติดตัวไว้คลายเหงาขึ้นมาอ่านได้...เท่าที่ผมจำได้ ก็มีแค่ยี้ครับ...เรื่องราวพอขำ ๆ

กระผมต้องขอประทานอภัยท่าน ๆ ด้วยครับ ที่กระผม...จำชื่อนิตยสารเล่มนั้น ไม่ได้เลย...กระผมเลยไม่ทราบว่าจะให้เครดิตกับใครโดยเจาะจงดีครับท่าน

สาระ...กระผมก็ไม่ทราบว่าท่านจะคิดอย่างไร...แต่ก็หวังใจว่าท่าน ๆ ที่เข้ามาอ่าน ได้ความเพลิดเพลินไม่มากก็น้อยครับ...แหะ ๆ

และกระผมขอออกตัวด้วยครับว่า...." กระผมไม่มีเจตนา ที่จะกล่าวร้าย หรือมีอคติ เกี่ยวกับเชื้อชาติ ใด ๆ ที่ผมกล่าวถึงในกระทู้นี้ เพียงแต่เรื่องราว พอได้ขำกันช้าง เป็นเรื่องที่บรรยายมาในลักษณะนี้ครับ..." ให้พูดกันตรงๆ  ผมเองก็รักสาว ไทยเชื้อสายจีนครับ...ฮิฮิ

แต่ก็...อาหมวยหาได้แนมหน้าผมไม่...ฮะ ๆ ๆ กรรม !

จบบริบูรณ์

จ๊ะเอ๋...!