ชมรมขนหัวลุก

 

 

เรื่องที่  1  วิญญาณอาฆาต

ที่จ.นครปฐมเมื่อหลายสิบปีก่อน ณ หมู่บ้านแห่งหนึ่ง 

เด็กวัยรุ่นชายหญิงหลายคนกำลังเล่นน้ำในคูสวนผลไม้กันอย่างสนุกสนานจนพลบค่ำผีตากผ้าอ้อม

อยู่ๆเด็กชายหัวโจกก็ร้องขึ้นว่า ผีมาโว้ย  แล้วก็วิ่งหนีกลับบ้าน ทำให้เด็กคนอื่นพากันวิ่งตามไป

วันต่อมามีคนพบศพบัว  เด็กหญิงกำพร้าอาศัยอยู่กับยายนอนตายคว่ำหน้าอยู่ในคู

กำนันทองเรียกเด็กๆมาสอบถามถึงสาเหตุการตายของบัว  ทุกคนต่างพากันปฏิเสธไม่ทราบเรื่อง

เล่าตรงกันเพียงว่า  กลัวผีเลยรีบวิ่งกลับบ้าน  ไม่ได้ดูว่าเหลือใครบ้าง

หลายคนลงความเห็นว่าบัวเป็นตะคริวจมน้ำตาย  เป็นอุบัติเหตุ   จนงานศพบัวผ่านไปสามวัน

ตกดึกเสียงหมาในวัดก็หอนรับกันเป็นทอดๆ จากวัดค่อยๆ เข้ามายังหมู่บ้านมาหยุดที่บ้านกำนัน

ที่พักอยู่กับเมียและลูกชายคนเดียว    อยู่ๆฟ้าก็คำรามแลบมีพายุพัดแรงเหมือนฝนจะตก

กำนันลุกออกมาดูที่ชานส่องไฟฉายลงไปยังลานบ้าน

เพื่อดูว่า หมาเห่าอะไร  ใครมาธุระดึกดื่น  ปรากฏว่าแกเห็นเด็กสาวคนหนึ่งนุ่งซิ่นใส่เสื้อคอกระเช้า

แบบเด็กสาวยืนก้มหน้านิ่งอยู่   เสื้อผ้าของเธอเปียกทั้งตัว  หยดน้ำค่อยๆหยดลงกับพื้นเหมือนสายเลือด

กำนันร้องถามว่า ใคร  มาทำไม   เด็กสาวยามวิกาลเงยหน้าขาวซีดขึ้น   กำนันทองตกใจเพราะจำได้ว่าคือ

เด็กบัวที่ตายไปศพยังอยู่ที่ศาลาวัด    ผีสาวบัวร้องถามกำนันด้วยเสียงกราดเกี้ยวว่า  ไอ้กำนันลามก

มึงจำกุไม่ได้เหรอ  วัีนนี้กุจะมาเอาชีวิตมึง   แล้วผีสาวบัวก็ค่อยๆก้าวขึ้นบันไดเหมือนลอยได้มา

กำนันทองรีบวิ่งเข้าห้องร้องให้เมียลูกช่วย     แต่เมียและลูกแกมองไม่เห็นอะไร

ได้แต่จับตัวกำนันเขย่าเรียกสติ   ฝ่ายกำนันตาเบิกโพลงเหมือนเห็นสิ่งน่ากลัวสยองขวัญข้างหน้า

ร้องตะโกนเหมือนคนบ้าว่า ผีอีบัวมันจะมาเอาชีวิตกุ  ช่วยด้วย  แล้ววิ่งออกไปนอกชานอีกครั้ง

อยู่ๆแกก็ล้มลง  ดิ้นทุรนทุรายเหมือนกำลังถูกคนบีบคอ  สองแม่ลูกยืนตัวสั่นหวาดกลัวอยู่ใกล้ๆ

จนกำนันมือเท้าเหยียดนอนแน่นิ่งไป   เมียลูกแกรีบเข้าไปดูจึงทราบว่ากำนันทองตายเสียแล้ว

คอหักหมุนได้รอบ  ดวงตาเหลือกตกใจสุดขีด  น่าอนาถยิ่งนัก

เรื่องราวมาคลายปมเมื่อคืนสวดศพบัวอีกวัน  ผีสาวบัวมาเข้าสิงยายแล้วเล่าให้ฟังว่าเกิดไรขึ้น

วันนั้นที่เด็กๆเล่นน้ำกัน   กำนันทองตัณหากลับผ่านไปเลยแอบดูอยู่ในพุ่มไม้ใกล้ๆ

เห็นเด็กบัววัยกำดัดผิวขาวรูปร่างอวบอัดวิ่งหนีไม่ทันเพื่อน  เพราะผ้าซิ่นหลุด  

กำนันทองจึงตรงเข้าจะข่มขืน   แต่เด็กสาวไม่ยอมร้องตะโกนให้คนช่วย

กำนันทองจึงเอามือปิดปากแล้วลากบัวลงน้ำจับกดจนเด็กบัวขาดอากาศหายใจตาย

เมื่องานเผาศพกำนันกับสาวบัวผ่านพ้นไป  คนในหมู่บ้านที่ออกไปทำธุระข้างนอกมักพบเห็นกำนันทอง

กับเด็กบัวเดินคู่กันอยู่เสมอ  จนเวลาผ่านไปหลายปีเรื่องนี้จึงถูกลบเลือนไปจนหมดสิ้น

 

เรื่องที่  2   ผีวัดศาลาครืน

.....วัดศาลาครืนเป็นวัดเก่าแก่อายุนับร้อยปีอยู่ติดคลอง  ประวัติว่าเคยเป็นค่ายพักทหารพม่าในอดีต

 เพราะทหารพม่ากินเหล้าฉลองกันอึกทึกครึกโครมเลยเรียกวัดศาลาครืนแต่นั้นมา

 เมื่อตอนสงครามโลกครั้งที่สอง  ในคลองยังมืดมิด   ไฟฟ้าไม่สว่างเหมือนปัจจุบัน

เพราะบ้านคนอยู่ห่างกัน  บางบ้านใช้ตะเกียงเพื่อประหยัด

แถมต้องปิดไฟเพื่อพรางตาเครื่องบินรบยิ่งทำให้บรรยากาศน่ากลัวมากขึ้น

จ่าพงษ์เป็นตำรวจมาหลายปี   กิจวัตรประจำวันคือเดินเลียบคลองตรวจดูความสงบเรียบร้อย

คืนนั้นเป็นคืนเดือนดับ  มองไม่ค่อยเห็นอะไร   แกเดินตรวจตามปกติจนมาถึงศาลาริมน้ำวัดศาลาครืน

ก็เห็นคนนั่งอยู่ในศาลาเอาผ้าขาวคลุมหัวมองเห็นเป็นเงาตะคุ่มๆ  แกสาดไฟฉายถ่านใกล้หมดไปดู

แล้วร้องถามว่า  นั่นใคร   ทำไมมานั่งคนเดียวอยู่ตรงนี้   ไหนหันหน้ามาดูหน่อยสิ

ร่างนั้นนิ่งเงียบไม่มีปฏิกิริยาโต้ตอบ   ยังนั่งหันหลังเหมือนเดิม    จ่าพงษ์โมโหมากเลยเดินเข้าไปใกล้

กะว่าจะเปิดผ้าดูหน้าซะหน่อยว่าเป็นลูกหลานใคร   ร่างที่แกนึกว่าเป็นคนก็ค่อยๆหันหน้ามา

แกตกตะลึงเท้าตรึงอยู่กับที่ก้าวไม่ออก   หมาในวัดหอนแ่ข่งกันออกขรมยิ่งทำให้แกหวาดผวา

สิ่งที่แกเห็นไม่ใช่คน  แต่เป็นผี  หน้าเละเต็มไปด้วยเลือดหนองมีหนอนไต่ไปมา

พลันมีเสียงค่อยๆเย็นๆถามจ่าพงษ์ ว่า  จ่าจะจับผมเหรอออออ  เหอๆๆๆ

เมื่อจ่าพงษ์ได้สติก็แหกปากร้องให้คนช่วยลั่นวัด   ขณะแกวิ่งหนีได้ยินเสียงน้ำแตกเหมือนมีอะไร

กระโดดลงไป    พระเณรจุดตะเกียงออกมาถามแกว่า เกิดไรขึ้น   แกนั่งหอบแล้วเล่าให้ฟัง

คืนนั้นเลยต้องขอนอนที่กุฏิพระไม่กล้าเดินกลับโรงพัก    วันรุ่งขึ้นถึงกับจับไข้หัวโกร๋นต้องให้คนอื่นไปเดินตรวจแทน  

ส่วนแกขอไปเดินสายอื่น   เพราะไม่อยากเจอผีวัดศาลาครืนอีกแล้ว