ชมรมขนหัวลุก

 

 เรื่องที่  1  ผีเรือนไทย

.....บริเวณที่เป็นที่ว่าการกรุงเทพมหานคร ข้างเสาชิงช้าตอนนี้

แรกเริ่มเดิมทีมีบ้านทรงไทยโบราณอยู่หลังหนึ่งร่ำลือกันแพร่หลายว่าผีดุ

จนเป็นข่าวขึ้นหน้าหนึ่งหนังสือพิมพ์ และผีที่ว่า ว่ากันว่าเป็นผีผู้หญิงสาว แถมสวยเสียด้วย

ข่าวบอกว่า ผีผู้หญิงนางนั้น...มักเลือกเวลาสองยาม...เรียกรถสามล้อมาส่งตรงปากตรอก

บริเวณที่เป็นร้านศรแดง...แล้วก็บอกคนขับสามล้อให้รอเอาค่ารถแล้วก็เดินหาย ไป

แต่ไม่เคยกลับมาจ่ายค่ารถเลย

เมื่อข่าวลือแพร่หลาย ไทยมุงก็สนใจ ใกล้สองยาม ก็มักมารวมตัวกันรอเป็นกลุ่มใหญ่อยู่ที่บริเวณบันได

อนุสาวรีย์ ประชาธิปไตย...แต่ผีคงอาย ก็ไม่ยอมเรียกสามล้อ มาให้ไทยมุงเห็นกับตาสักที

เชื่อกันว่า ผีผู้หญิงสวยที่ว่า อยู่ในบ้านทรงไทยเก่าๆ...ซึ่งต่อมาก็ถูกรื้อทิ้ง เมื่อทางการเวนคืนเอาที่ดิน

ทำที่ว่าการ กทม. บ้านไทยโบราณทำด้วยไม้สัก เมื่อรื้อก็ถอดออกเป็นชิ้นๆ แล้วกองไว้

ต่อมา พล.ต.ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช มาซื้อชิ้นส่วนบ้านหลังนั้นไปปลูกไว้ที่บ้านในซอยสวนพลู

ทุ่งมหาเมฆ ข่าวลือก็อุตส่าห์ตามไปทำนองว่า มีผู้หญิงสวยแต่งชุดไทยโบราณ นั่งสามล้อมาลงที่

ประตูบ้าน แล้วก็เดินหายเข้าไป

คนขับสามล้อเคาะประตูทวงเงิน คนในบ้านมักตัดรำคาญจ่ายค่าสามล้อให้ ข่าวว่าเรื่องทำนองนี้เกิด

บ่อยๆ จนดูเหมือนว่า ท่านเจ้าบ้านก็รับรู้

ท่านเจ้าบ้าน เรียกผีผู้หญิงตนนี้ว่าคุณย่า เข้าใจว่าคงรู้ว่าอายุมาก จุดที่คุณย่าอยู่ คือบริเวณขอบ

ประตูบ้าน ซึ่งทำเป็นห้องพระพุทธรูป วัตถุโบราณชิ้นสำคัญ สังเกตได้ว่า

ถ้ามีเหตุไม่ปกติก็มักจะ อาจารย์หม่อมได้ยิน ก็ลุกขึ้นไปดุคุณย่า “นี่ก็ไม่รู้อะไร

ลุกขึ้นตีหมูตีหมากลางดึกหนวกหูผู้คนเขาจะหลับจะนอน” ดุผีแล้วก็ดุหมาด้วย แล้วก็กลับเข้านอน

ปี 2518 อาจารย์หม่อมคึกฤทธิ์ ตั้งพรรคกิจสังคม มี ส.ส.อยู่ 18 เสียง แต่ได้เป็นนายกรัฐมนตรี

ตำรวจชุมนุมที่สนามหลวงแล้วก็ย้ายมาประท้วง ที่หน้าบ้านซอยสวนพลูลามปามพังประตูบ้านเข้าไป

ทำลายต้นไม้ ข้าวของเฟอร์นิเจอร์ ทุบกระจกแตกจนหมด

นกในบ้านก็ยังถูกล้วงจากกรงออกมาฆ่า ขนเหล้าในห้องออกมากินกันจนเมา

ข้าวของมีค่าถูกทุบทำลายไปไม่น้อยแต่น่าแปลก

บริเวณบ้านไทยนับแต่ ประตู ที่คุณย่าสิงอยู่ ไม่มีอะไรเสียหายเลย

วันต่อมา คุณประโพธิ์ เปาว์โรหิต มาหาบอกว่า อยากดูเรือนไทยหลังนี้เต็มที

อาจารย์หม่อมก็พาไปดู เห็นประตูตกน้ำมันชุ่มโชกน้ำมันมากจนทองที่ปิดไว้เป็นแรมปีละลาย

“โอ้โฮ..คงตกอกตกใจ หรือไม่ก็คงโกรธมาก” อาจารย์หม่อมวิจารณ์ “เอามือลูบก็ติดมือ

ไม่รู้ไหลจั้กๆออกมาจากทางไหน”

เย็นวันนั้น อาจารย์หม่อมก็เอาดอกไม้ ธูปเทียนไปจุด เอาน้ำอบไทยพรม

ประแป้งแล้วก็ผูกผ้าสีชมพู “บอกว่าขอให้สบายใจต่อไปนี้ไม่มีใครมาทำผิดคิดร้ายอีกแล้ว”

วันรุ่งขึ้น น้ำมันที่ไหลทะลักออกมา ก็แห้งหายไปไหนก็ไม่รู้

 

เรื่องที่  2   ผีผัดไทย

.....สมัยร.6  ทุ่งรังสิตเป็นแหล่งผลิตข้าวใกล้กรุงเทพฯ

ป้าหอมอาศัยอยู่รังสิตทำนามาหลายปี  พอเก็บเกี่ยวข้าวเสร็จก็เอาข้าวเปลือกใส่เรือ(เรือยืนพายมีหลังคาตรงกลาง)

พายมาธนบุรีกับลูกชายวัยรุ่นเพียงสองคน เพื่อเอาข้าวมาให้นายผู้เป็นเจ้าของนากินเป็นประจำทุกปี

พายเรือมาถึงธนบุรีตอนเย็น  แวะซื้อผัดไทยกลางทางกะกินตอนค่ำ

แกจอดเรือไว้ในคลองใกล้เชิงตะกอนเผาศพวัดซึ่งมีต้นไม้ขึ้นเต็มไปหมด แกเป็นคนไม่กลัวผี

แม้นายเจ้าของบ้านจะบอกให้ขึ้นไปนอนบนเรือนใหญ่  แกกับลูกก็ไม่ยอม  บอกนอนในเรือเย็นสบายดี

 เมื่อตะวันตกดินจุดไต้จุดตะเกียง  รอบๆบริเวณก็เีงียบสงัดมืดมิด  เพราะสมัยนั้นยังเป็นสวนผลไม้อยู่

ป้าหอมขึ้นไปคุยกะเพื่อนเก่าแก่ที่คุ้นเคยกันบนบ้านแล้วกลับมาเรืออาบน้ำ  ส่วนลูกชายนอนหลับแล้ว

แกหยิบห่อผัดไทยมานั่งกินอยู่หัวเรือ

กินไปได้พักหนึ่งก็ได้ยินเสียงคนเขย่ากิ่งไม้แถวนั้น   ทีแรกแกนึกว่าคนรู้จักมาแกล้งหลอกเป็นผี

พอแกลุกขึ้นมองเพ่งดูบนกิ่งไม้ก็เห็นเหมือนคนตัวดำๆนั่งอยู่บนกิ่งไม้  แกเลยร้องถามว่า นั่นใคร

ไอ้มั่น(คนรู้จักแถวนั้น)มาหลอกกุเหรอ  ลงมาเดี๋ยวนี้นะ  เดี๋ยวเถอะจะเจอไม้พายฟาดเข้าให้

ตัวดำๆที่อยู่บนกิ่งไม้ไม่ตอบแก  หัวเราะเสียงเย็นๆเหมือนคนไม่สบาย   พลางยื่นมือยาวมาหาป้าหอม

แกตกใจมากรู้เลยว่าโดนผีจริงหลอกเข้าให้แล้ว  เลยร้องว่า ผีหลอกโว้ย

แล้วคว้าพายมาจะฟาดมือผี  แต่โดนอากาศพลาดไปถูกน้ำในคลองแทนจนหัวเกือบทิ่มลงน้ำ

เสียงผีหัวเราะชอบใจแล้วกระโดดลงน้ำเสียงดังตู้ม น้ำแตกกระจายเปียกเรือ

ลูกชายแกได้ยินก็ลุกขึ้นมาถามว่าเกิดอะไรขึ้น  แกไม่ตอบ  บอกแต่ว่าขึ้นไปนอนบนเรือนใหญ่ดีกว่า

รุ่งเช้าแกถึงเล่าให้คนแถวนั้นฟัง  บางคนก็ว่าผีมันหิวอยากกินผัดไทย

ป้าหอมหัวเราะร่าบอกว่า  คิดเหมือนกันเลยโยนห่อผัดไทยลงน้ำไปให้มันกิน

ต่อมาฝั่งธนตัดถนน สร้างสะพานพุทธ  มีบ้านคนเต็มไปหมด สวนหาย ผีเลยพลอยหายไปด้วย