ประเพณีการเทศน์มหาชาติ

  

 ประเพณีการเทศน์มหาชาติ

ส่วนใหญ่การเทศน์มหาชาตินี้จะเทศน์เรื่องราวของพระเวสสันดรชาดกนี้ เป็นเรื่องใหญ่ยืดยาว ท่านจึงจัดรวมไว้ ในมหานิบาตชาดกรวมเรื่องใหญ่๑๐เรื่อง ที่เรียกกันว่า ทศชาติ   แต่อีก ๙ เรื่อง   เหตุใดจึงไม่เรียกว่ามหาชาติ คงเรียกแต่เวสสันดรชาดกเรื่องเดี่ยวว่า มหาชาติ ข้อนี้สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอกรมพระยาดำรงราชานุภาพโปรดประทานอธิบายว่า พุทธศาสนิกชนชาวไทยตลอดจนประเทศใกล้เคียงนับถือกันมาแต่โบราณว่า   เรื่องมหาเวสสันดรชาดก สำคัญกว่าชาดกอื่นๆ   ด้วยปรากฏบารมีของพระโพธิสัตว์บริบูรณ์ในเรื่องมหาเวสสันดรชาดกทั้ง๑๐อย่าง คือ

 

๑)    นบารมี   ทรงบริจาคทรัพย์สิน   ช้าง   ม้า   ราชรถ   พระกุมารทั้งสองและพระมเหสี
๒)    ศีลทาบารมี   ทรงรักษาศีลอย่างเคร่งครัด   ระหว่างทรงผนวชอยู่ ณ เขาวงกต
๓)    เนกขัมมบารมี   ทรงครองเพศบรรพชิตตลอดเวลาที่ประทับ ณ เขาวงกต
๔)    ปัญญาบารมี     ทรงบำเพ็ญภาวนามัยปัญญาตลอดเวลาที่ทรงผนวช
๕)    วิริยบารมี     ทรงปฏิบัติธรรมมิได้ย่อหย่อน
๖)    สัจจบารมี   ทรงลั่นพระวาจายกกุมารให้ชูชก   เมื่อพระกุมารหลบหนีก็ทรงติดตามมาให้
๗) ขันติบารมี   ทรงอดทนต่อความยากลำบากต่างๆ   ขณะที่เดินทางมายังเขาวงกต   และตลอดเวลาที่ประทับ ณ ที่นั่น   แม้เมื่อทอดพระเนตรเห็นชูชกเฆี่ยนตีพระกุมารอย่างทารุน   พระองค์ก็ทรงข่มพระทัยไว้ได้
๘)    เมตตาบารมี   เมื่อพราหมณ์เมืองกลิงคราษฎร์   มาทูลขอช้างปัจจัยนาเคนทร์   เพราะเมืองกลิงคราษฏ์ฝนแล้ง   ก็ทรงพระเมตตาประทานให้   และเมื่อชูชกมาทูลขอสองกุมาร   โดยอ้างว่าตนได้รับความลำบากต่างๆ พระองค์ก็มีเมตตาประทานให้ด้วย
๙)    อุเบกขาบารมี   เมื่อทรงเห็นสองกุมารถูกชูชกเฆี่ยนตี   วิงวอนให้พระองค์ช่วยเหลือพระองค์ก็ทรงบำเพ็ญอุเบกขา   คือทรงวางเฉย   เพราะทรงเห็นว่าได้ประทานเป็นสิทธิ์ขาดแก่ชูชกไปแล้ว
๑๐) อธิษฐานบารมี     คือทรงตั้งมั่นที่จะบำเพ็ญบารมีเพื่อให้สำเร็จโพธิญาณเบื้องหน้า   แม้จะมีอุปสรรคก็มิได้ทรงย่อท้อ   จนพระอินทร์ต้องประทานความช่วยเหลือต่างๆ เพราะตระหนักในน้ำพระทัยอันแน่วแน่ของพระองค์

จึงเรียกกัน ว่ามหาชาติ   และพันเอกพระสารสาสน์พลขันธ์   (เยรินี)     กล่าวไว้ว่าพระโพธิสัตว์ในกำเนิดพระเวสสันดรได้สร้างแบบของมนุษย์ผู้ก้าวถึง ขั้นสูงสุดแห่งการดำเนินในทางวิวัฒนาการ     อันนำไปสู่ความเต็มเปี่ยมทางจริยธรรมและความรู้เหมาะแก่การข้ามพ้นโอฆะห้วง สุดท้าย   ซึ่งจะแยกออกเสียได้จากการเกิดเป็นเทวดาเพราะเหตุนี้กำเนิดสุดท้ายจึงได้นาม ว่า “มหาชาติ”

การที่เรียก   มหาเวสสันดรชาดกว่า   “มหาชาติ” นี้   พุทธศาสนิกชนชาวไทยของเรานิยมเรียก   และเป็นที่หมายรู้กันมาแต่สมัยกรุงสุโขทัยราชธานี   เพราะปรากฏตามศิลาจารึกสมัยสุโขทัยหลักที่๓ ที่เรียกว่าจารึก “นครชุม” ซึ่งจารึกไว้เมื่อพ.ศ.๑๙๐๐ ในสมัยพญาลิไท   (พระมหาธรรมราชาที่๑) มีกล่าวไว้ว่า “ธรรมเทศนาอันเป็นต้นว่า   พระพระมหาชาติหาคนสวดแลมิได้เลย” เช่นนี้   แสดงให้เห็นว่า   การมีเทศน์มหาชาตินี้   พุทธศาสนิกชนชาวไทยนิยมมีเทศน์กันมานานแต่สมัยสุโขทัยเป็นราชธานี

 

 ขอบคุณที่มา http://watbojong.igetweb.com/index.php?mo=14&newsid=286758