4 ปี คืนทุน ปลูกกระบองเพชรบนพื้นที่ 20 ตารางเมตร

 
บทความนี้เขียนขึ้นมาเพื่อเป็นแนวทาง หาเงินจากงานอดิเรก ซึ่งในที่นี้ก็คือการปลูกเลี้ยงต้นกระบองเพชร
ต้องยอมรับว่ากระบองเพชรระดับสะสมนั้น มันราคาไม่ถูก หากไม่ขยายพันธุ์และขายมันออกไปบ้าง เราจะใช้เงินหมดไปกับมันเยอะมาก และที่สำคัญหากคนที่บ้าน (แฟน ภรรยา) รู้เข้า จะอาจจะโดนบ่นหูชาอีกต่างหาก
 
ดังนั้น หากมันเป็นอะไรที่ทำเงินคืนได้บ้าง มันก็ดูเป็นการลงทุนที่ไม่ได้สูญเปล่า ดูดีมีข้ออ้างในการซื้อต้นไม้เพิ่มขึ้นมาเลยทีเดียว
 
 
เข้าเรื่องผมเริ่มต้นเลี้ยงกระบองเพชรในปี พ.ศ.2552
เป็นปีที่กลับมาปลูกเลี้ยงกระบองเพชรอีกครั้ง ผมก็ไม่ได้ใส่ใจในการควบคุมการซื้อต้นไม้มากนัก เราเจอเราชอบเราก็ซื้อเลย เพื่อชดเชยความชอบตั้งแต่สมัยเด็กๆ ที่ต้องเลิกเลี้ยงไป
หาซื้อทั้งในหน้าเว็บที่ขายออนไลน์และที่ตลาดนัดต้นไม้ JJ คนนู้นแนะนำ คนขายแนะนำ สายพันธุ์อะไรที่ฟอร์มสวยก็ซื้อหมด
หลายเดือนผ่านไป ชาวแก้งนัดปาร์ตีปกติ เช็กเงินในกระเป๋าเฮ้ย ไม่พอวุ้ย ดูเงินในบัญชี เฮ้ยลิมิตเข้าใกล้ศูนย์เต็มที  เงินจะซ่อมรถ ใช้ฉุกเฉิน ก็ต้องรูดบัตรเครดิต ติดหนี้เขาไว้ก่อน เงินมันหายไปไหนหมด นั่งคิดๆๆๆ
 
 ฮืม...กระบองเพชรนั่นเอง
สุดท้ายเลยกลับมาจดบันทึก เงินที่ใช้จ่ายไปเกี่ยวกับกระบองเพชรช่วงเดือนที่ผ่านมาก็ต้องตกใจ โอโห้หมดเงินไปเยอะวุ้ย
เลยต้องควบคุมค่าใช้จ่าย ซื้อต้นไม้ได้เดือนละเท่านี้พอ เกินปุ๊บต้องตัดใจ ถ้าจะซื้อคือเอางบของเดือนถัดไปมาใช้
 
ได้ผลดีมาก เราควบคุมค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับกระบองเพชรไม่ให้เกินงบที่ตั้งไว้ได้ มีเกินบ้างนิดหน่อยไม่ว่ากัน
ต่อมา เราเห็นว่าเมล็ดกระบองเพชรสามารถขายได้ (จากกระทู้ขายเมล็ดของคุณอาโอภาส) และความต้องการซื้อก็สูงมากด้วย เราเลยผสมเกสรแล้วขาย
เราผสมเกสร สายพันธุ์แอสโตรไฟตั้มเป็นหลัก เพราะมันออกดอกตลอดทั้งปี และขายได้ทั้งปี ส่วนตัวอื่นก็มีขายบ้าง 
อีกส่วนก็ขยายพันธุ์ กราฟ ชำหน่อ เพาะเมล็ด ขายต้นอ่อน (ไม้พ็อต)
 
จบปีแรก เราใช้เงินไปกับกระบองเพชร คิดทุกอย่าง โรงเรือน ปุ๋ย ยา กระถาง ส่วนผสมดินปลูก หักกับที่ขายได้  ติดลบอยู่ 29,370 บาท  
(ตอนนั้นยังใช้โรงเรือนที่ประยุกต์จากโรงปลูกผักไฮโดร เลยไม่ได้ใช้เงินสูงมากในการทำโรงเรือน)
เข้าสู่ปีที่ 2 ค้นหาความชอบคัดเลือกสายพันธุ์
เริ่ม เข้าสู่ปีที่สอง การควบคุม การซื้อต้นไม้ยังคงมีต่อไป ในขณะที่เราเริ่มหาความชัดเจนในการซื้อต้นไม้ 
สำรวจตัวเอง 
1.ชอบแอสโตรมาตั้งแต่ตอนเริ่มเลี้ยงเมื่อครั้งเยาวัย
2.ไม่ชอบกระบองเพชรที่มีหนาม 
3.เลี้ยงฮาโวเทีย แซนซิลวาเลีย ไม่สวย เลยทำให้ทำเงินไม่ค่อยได้  
4.ไม่ชำนานยูโฟเบียและไม้โขด เรารู้สึกเฉยๆ ไม่ได้ชอบในลักษณะรูปทรง
เอาละเราจะโฟกัสไม้ที่ไม่มีหนาม มองที่โรงเรือนก็จะมีกลุ่ม แอสโตร โลโฟ อาริโอ 
แต่เราเลี้ยง โลโฟไม่สวย และอาริโอเองก็ให้ดอกแค่ช่วงหน้าหนาว สุดท้ายเลือกเก็บแต่แอสโตร ซึ่งเราชอบที่สุดอยู่แล้ว
ทยอยลงขาย สายพันธุ์อื่นทิ้งไปเรื่อยๆ ขายได้ก็ไปเดิน JJ หา ซื้อผ่านเว็บ หาพ่อแม่พันธุ์มาทำเมล็ด 
กิจกรรมอย่างอื่นยังคงเดิม ทำไม้ ขายเมล็ด ควบคุมการซื้อไม้ 
ปีที่สอง ยังติดลบอยู่ 27,575 บาท
เริ่มปีที่ 3 คัดสันแม่พันธุ์ราคาถูก
มองย้อนกลับไปในปีที่ผ่านมา พบว่าเราซื้อพ่อแม่พันธุ์ที่เป็นไม้เพาะเมล็ด แต่กลับได้ผลผลิตน้อย หากเลือกไม้กราฟซึ่งราคาถูกกว่ามาก ปีนี้เลยเลือกพ่อแม่พันธุ์ที่เป็นไม้กราฟ ซึ่งราคาถูกกว่า ก่อนซื้อทำใจเลยว่า ซื้อไม้กราฟมาทำเมล็ดขายอย่างเดียว เราไม่เก่งเรื่องตัดลงล่อราก จึงเน้นไม้กราฟขนาดไม่ใหญ่มาก แต่เริ่มต้นให้ดอก 
เราซื้อไม้พ่อแม่พันธุ์ส่วนมากในราคาหลักร้อย ถึงหลักพันต้น ไม่เกินสองพันห้า แต่ให้ผลผลิตต่อเนื่องดีมาก ต้นไหนตอไม่ไหวแล้ว ตัดลงก็ทำใจล่วงหน้า ล่อรากสำเร็จได้ก็กำไรไป ถ้าหากตายก็ถือขายเมล็ดได้ทุนคืนแล้ว 
จบปีที่ 3 บัญชีติดลบอยู่ 7,200 บาท 
ปีหน้ามีแนวโน้มที่จะคืนทุน แถมยังมีไม้พ่อพันธุ์แม่พันธุ์ให้ทำเมล็ดขายต่อไปด้วย อิอิ
แต่ทุกอย่างก็ไม่ได้เป็นดั่งคาด  ปีนี้เกิดมหาอุทกภัย น้ำท่วม เวรกรรมแท้ ตอนที่ลุยน้ำเข้ามาเพื่อเอาคอมพิวเตอร์ เอกสารงานหนังสือ เลยคัดพ่อแม่พันธุ์บางส่วน เพื่อขายเอาทุนที่ขาดอยู่  7,000 กว่าบาท เพื่อคืนทุนทั้งหมด ที่เหลือทำใจทิ้ง แล้วจะปลูกใหม่หรือไม่ค่อยว่ากันอีกที
ปีที่ 4 ฟื้นฟูหลังน้ำท่วม และ เห็นกำไรเป็นปีแรก
หลังน้ำลด สำรวจตรวจสอบกระบองเพชร ค่อนข้างโชคดีมาก ที่น้ำท่วมทำให้ไม้เสียหายไปเพียงแค่ 30%  เนื่องจากพื้นที่ปลูกบ้านค่อนข้างสูง บางโต๊ะที่เตี้ยก็เสียหายไป โต๊ะที่สูงก็ยังรอด แต่ส่วนที่ปลูกตอไว้กราฟไม้เสียหายทั้งหมด
 
และไม่แน่ใจว่าน้ำจะท่วมอีกหรือไม่ ตัดสินใจไม่ทำตอ เก็บเมล็ดขายอย่างเดียว กับขายไม้บ้าง
ซื้อพ่อแม่พันธุ์มาทดแทนส่วนที่เสียหายไป พอถึงครึ่งปีจบเดือนมิถุนายน ทำให้มีบัญชีบวกครั้งแรกที่ 2,000 บาทเศษ ดีใจมาก
 
มองโรงกระบองเพชรที่มี ตั้งแต่นี้เป็นต้นไป จะขายไม้ จะขายเมล็ด ก็เป็นกำไรล้วนๆ โอ๊ย ฟินมาก บอกไม่ถูก ยิ้มพิมพ์ใจ บอกพ่อ บอกแม่ พื้นที่ 20 ตารางเมตรนี้ ต่อไปนี้ทำเงินแล้วนะ
 
เมื่อเริ่มทำเงินแล้ว ไม่ต้องคิดไรมาก บาลานซ์ให้บัญชีเป็นบวกพอ ยังควบคุมการซื้อพ่อแม่พันธุ์เหมือนเดิม ซึ่งพบว่าเราลดการซื้อไม้ไปมาก ส่วนหนึ่งพ่อแม่พันธุ์พื้นฐานเรามีมากแล้ว และไม้ญี่ปุ่นสวยๆ แพงๆ เองก็ไม่เหมาะกับโรงเรือนเปิดที่ พร้อมจะเจอหนูแทะให้เสียหายได้ตลอดเวลา  
ทยอยขายเมล็ดไปเรื่อยๆ ตามรอบที่เก็บได้ เริ่มกลับมาทำตอขยายพันธุ์ ขายไม้ออกไปบ้าง ปิดรอบสิ้นปี มีเงินบวกอยู่ในบัญชีกระบองเพชร 17,250 บาท
ปีที่ 5 เงินแสน ก้อนแรกจากการขายไม้และเมล็ดกระบองเพชร
ปีนี้ผมขายเมล็ดบนเฟซบุ๊กเพจด้วย เนื่องจากได้รับการติดต่อจากต่างชาติมาค่อนข้างเยอะ มันบังเอิญมาก ที่ผมไม่ได้ตั้งใจจะขายเมล็ดบนเพจเลย ตั้งใจทำแค่เป็นตัวอย่างประกอบหนังสือ แต่ตอนหลังมาใช้เพจขายเมล็ดให้ต่างชาติ ซึ่งมันได้ราคาดีกว่ามาก 2 เท่าเป็นอย่างน้อย 
จากขายเมล็ดได้รอบละเจ็ดแปดพัน กลายเป็นรอบละหมื่นห้าถึงสองหมื่น บางเดือนรวมกับที่ขายต้นไม้ด้วยสูงถึงสามหมื่นบาท แค่เราเปลี่ยนจากภาษาไทยเป็นอังกฤษ 
ภาษาอังกฤษนี่ก็ไม่ได้เก่งนะ อาศัยพยายาม กูเกิ้ลแปลบ้าง  ให้เพื่อนช่วยบ้าง ไม่ได้สนใจรูปประโยคเท่าไร ขอแค่สื่อสารกันได้ก็พอ บ้างชาติที่ติดต่อเข้ามา 
ดูก็รู้ว่าไม่เก่งอังกฤษเหมือนกัน แต่เข้าใจกัน มีเงื่อนไขในการเคลมสินค้ายังไง สนุกดี และที่สำคัญทำเงินได้มากขึ้นมาก 
สรุปสิ้นปี บัญชีบวก ขึ้นมาเป็น 101,710 บาท 
นั่งมองโรงเรือน เออ เป็นงานอดิเรกชนิดเดียวเลยที่ทำเงินให้เราได้ อย่างอื่นๆ มีแต่ใช้เงินๆ 
แต่ถ้าว่าเราจะลุยกระบองเพชรเต็มตัวหรือไม่ 
คำตอบคือไม่ 
ผมพอใจที่จะให้มันทำเงินในแบบของมันแค่นั้น ที่สำคัญที่สุดใช้เวลาในการจัดการไม่มาก มันต้องไม่กระทบงานหลัก ซึ่งเป็นงานที่ทำเงินให้เรามากที่สุด
รวมถึงไลฟ์สไตล์ด้านอื่นของเรา ไลฟ์สไตล์ด้านอื่นสำคัญไม่แพ้กัน ผมให้น้ำหนักกับกระบองเพชรได้แค่นั้น
 
โดยสรุป เกี่ยวกับการบริหารจัดการให้คืนทุนเร็วที่สุด
1.วินัยในการใช้เงินซื้อต้นไม้ สำคัญที่สุด 
2.เลือกพ่อแม่พันธุ์ที่ใช้เงินไม่สูงเกินไป 
3.เข้าใจธรรมชาติของมัน ในการปลูกเลี้ยง ถนอมให้พ่อแม่พันธุ์ใช้งานได้นานๆ
4.เมล็ดมีความต้องการซื้อมากที่สุด ส่งสะดวกที่สุด แต่ต้องขายไม้ทุกแบบ ไม้พ็อต ไม้กราฟ หน่อ ลูกไม้เพาะเมล็ดที่ขนาดเริ่มขายได้ แม่พันธุ์บางต้นที่ไม่ได้สะสมให้ผลผลิตน้อย ปล่อยออกไปบ้าง
    
สุดท้ายทั้งนี้ทั้งนั้น การปลูกเลี้ยงต้นไม้ ก็เพื่อความสุขของเราเอง เราใช้จ่ายเงินไปมากมาย หากมันสุขใจและหากมันไม่ได้เดือนร้อนที่จะจ่ายเงินก็ไม่ต้องไปคิดมาก 
มีความสุขกับการปลูกเลี้ยงต้นไม้หรืองานอดิเรกอื่นๆ นะครับ 
 
 
ขอบคุณคุณอั๋น เจ้าของบทความ ที่อนุญาตให้นำเรื่องดีๆ นี้มาแบ่งปันกันค่ะ
FB : Aun Chana Tedthong
 
.............................................................
 
ต้องขอบคุณเจ้าของบทความมากๆ ค่ะ นี่ถือเป็นวิทยาทานดีๆ สำหรับผู้ที่กำลังมองหาวิถีทำเงิน ที่ไม่กระทบกับงานหลัก คือสมัยนี้แล้ว มีอาชีพเดียว อาจจะไม่พอยาไส้ มันเป็นยุคที่เราต้องมีอาชีพเสริม ไว้หาเงินพิเศษเข้าบ้าน อย่างกรณีของคุณอั๋น เจ้าของบทความนี้.. งานอดิเรก สามารถทำเงินได้หลักแสน แล้วยิ่งถ้าท่านทำมันเป็นอาชีพหลัก.. ท่านคิดว่า ท่านจะมีรายได้ หรือทำเงินได้เท่าไหร่ ฝากไปให้คิดกันค่ะ 
ความเห็นที่ 1
ลุงป.6 ณ เอ็มไทย
............มีประโยชน์มากครับ...สำหรับคนที่กำลังหาอาชีพเสริม...ต้นกระบองเพชรหรือ Cactus. ไม่ต้องการความเอาใจใส่มากนัก...ผมปลูกอยู่สองกระถางออกแดดทั้งวันทั้งคืน..เดือนนึงให้น้ำที ข้อสำคัญก็ตือหาผู้ซื้อครับ...เลี้ยงง่ายตายยาก(ยิ่งกว่าเมีย)จริงๆ
ความเห็นที่ 2
yoye2009
เจ๋งมากครับ ไม่กระทบงาน มีเงินในกระเป๋าเพิ่ม
ความเห็นที่ 3
เทพรันจวน
อืม...เดี่ยวก็เหมือนข้าวกับยางพาราหรอก แห่กันปลูกเต็มประเทศ คนซื้อมีไม่กี่คน คนขายมีเป็นพันเจ้า พอขายไม่ได้ก็ไปว่ารัฐบานมันว่าไม่ดูแลราคา แต่ที่แน่ๆคนที่ได้กำไรสูงสุดก็คือ คนขายต้นกล้า ปุ๋ย และพ่อค้าคนกลางไง ลองดูแล้วกันกระบองเพชรก็จะเป็นรายต่อไปหรือไม่ ถ้าปลูกเล่นๆขายเบาๆไม่เป็นไร แต่ถ้าละห่ำรับรองเจริญรอยตามรุ่นพี่ของมันแน่นอน...
ความเห็นที่ 4
คุณชายไก่
ลองปลูก บอนไซ หรือไม้มงคล อื่นร่วมด้วยก็ดีนะครับ...... บางคน ไม่ชอบกระบองเพชร ก็สามารถ แนะนำให้เปลี่ยนแนวการเลี้ยงดู.....ผมเคยมีเพื่อน ชอมเลี้ยงต้นเฟิร์น มันชอบฉีดน้ำ เพราะมันได้มาจากแฟน....เห็นมันดูแลทั้งวันทั้งคืนฉีดแต่น้ำให้.....เออ แปลกดีเหมือนกัน