ซาบซึ้่ง‘ราชินี’หนุ่มเขมรร่วมปั่น‘ไบค์ ฟอร์ มัม’

      ซาบซึ้่ง‘ราชินี’หนุ่มเขมรร่วมปั่น‘ไบค์ ฟอร์ มัม’   หนุ่มเขมรร่วมปั่น‘ไบค์ ฟอร์ มัม’ ซาบซึ้่ง‘ราชินี’ให้ชีวิตใหม่พ้นภัยสงคราม

            ด้วยพระเมตตาของ “สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ” ที่ทรงมีพระมหากรุณาธิคุณต่อพสกนิกรไปทั่วทุกสารทิศ ด้วยน้ำพระราชหฤทัยที่สุดจะเปรียบเปรยยังแผ่ขจรไกลไปถึงผู้ตกทุกข์ได้ยากโดยมิได้ทรงคำนึงว่า “คนเหล่านั้นจะเป็นชนชาติใด”

            แม้เวลาจะผ่านเนิ่นนานเพียงใด น้ำพระราชหฤทัยของพระองค์ไม่เคยเสื่อมคลายไปจากหัวใจของ “ดนัย ดีนา คมคาย เคือน” ​ นักธุรกิจหนุ่มใหญ่ชาวกัมพูชาที่ประสบความสำเร็จสู่จุดสูงสุดของชีวิตอันเป็นผลมาจากพระมหากรุณาธิคุณของ “สมเด็จพระบรมราชินีนาถ” เมื่อครั้งเสด็จพระราชดำเนินไปทรงเยี่ยมศูนย์ผู้ลี้ภัยเขาล้าน จ.ตราด เมื่อปี พ.ศ. 2522

            นั่นคือจุดเริ่มต้นชีวิตใหม่ของเด็กน้อยชาวกัมพูชาวัย 2 ขวบ ผู้บอบช้ำจากภัยสงครามหลบหนีมาพึ่งพระบรมโพธิสมภาร สู่การเข้าร่วมกิจกรรม “Bike for Mom ปั่นเพื่อแม่” ในวันที่ 16 สิงหาคม เพื่อถวายพระพรชัยมงคลแด่สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ เนื่องในวันคล้ายวันพระราชสมภพ

            ปัจจุบัน ดนัยดำรงตำแหน่งประธานบริษัท English3Siam แต่ใครจะรู้ว่าชีวิตที่เหมือนตายแล้วเกิดใหม่เป็นเพราะเขาได้รับพระมหากรุณาธิคุณจากพระแม่แห่งแผ่นดินไทย ตั้งวัยเยาว์จนเติบใหญ่ ทั้งชีวิตความเป็นอยู่ในวันที่ประเทศบ้านเกิดแตกระส่ำ ตลอดจนการร่ำเรียนสูงสุดจากทุนพระราชทาน

            ดนัย เล่าย้อนเหตุการณ์ที่ผ่านไปกว่า 40 ปีได้อย่างแม่นยำว่า เหตุการณ์ความวุ่นวายภายในประเทศกัมพูชาเมื่อปี พ.ศ. 2518 สร้างความเดือดร้อนแก่ชาวกัมพูชาไปทั่ว ตอนนั้นเป็นเพียงเด็กชายวัย 2 ขวบกว่าๆ และด้วยภัยสงคราม ทำให้ต้องพลัดพรากจากบ้านเกิด และพ่อ แม่ จำได้ว่าตอนนั้นต้องเข้าไปอยู่ในแคมป์ทหาร ถูกจับขึ้นรถ และปล่อยให้เดินเข้าป่า เพื่อหาทางรอดให้แก่ตัวเอง แต่ด้วยพรหมลิขิตทำให้ได้เจอแม่ที่พลัดพรากกันมาเป็นปีในผืนป่าแห่งนั้น จึงกัดฟันสู้แม้ชีวิตจะยากเข็ญเพียงใด พวกเราต้องหาของกินจากขยะ และเก็บผลไม้กินในป่าทึบ

            จวบจนปี พ.ศ. 2522 เป็นปีที่น่าจดจำอย่างยิ่ง ถือเป็นจุดเริ่มต้นของชีวิต ตอนนั้นได้มาอยู่ในศูนย์สภากาชาดไทยพร้อมกับแม่ จำได้ว่าเป็นเวลาประมาณตีสามกำลังนอนซมด้วยพิษไข้จากการกินเห็ดพิษเข้าไป แม่ดูแลอยู่ข้างๆ เมื่อลืมตาขึ้นครั้งแรกเหมือนอยู่ในความมืด แต่ที่นั้นมีแสงสว่างเพียงพอที่ทำให้เห็นหน้าผู้คนที่อยู่รอบตัว เราอยู่ภายใต้ต้นไม้ใหญ่ที่ล้อมรอบไปด้วยผู้ชายในค่าย โดยทหารไทยพยายามป้อนข้าวผัดให้กิน ตอนนั้นรู้สึกเพียงว่า รสชาติของข้าวเหมือนสวรรค์ เป็นอาหารดีที่สุดในชีวิต ขณะที่นอนป่วยได้รับการรักษาเป็นอย่างดี โดยมีทหารไทยและเจ้าหน้าที่แพทย์คอยดูแลให้น้ำและยา ตอนนั้นจำได้ว่ามีผู้ลี้ภัยชาวกัมพูชาประมาณหนึ่งหมื่นคนลงมาจากภูเขา ทหารไทยดูแลผู้ลี้ภัยเป็นอย่างดีแม้จะต้องใช้ความอุตสาหะในการจัดการมาก

              “วันหนึ่งพระราชินีเสด็จฯ มาที่แคมป์ของพวกเรา ตอนนั้นมีเฮลิคอปเตอร์อยู่ทุกที่ ทหารจากกองทัพบก และกองทัพเรือไทยอยู่ที่นั่นด้วย ในความคิดตอนนั้นพวกเราคิดว่าสงครามเกิดขึ้นอีกครั้ง พวกเราไม่คิดว่า สมเด็จพระราชินีเสด็จฯ มาเยี่ยม ในเวลานั้นยอมรับว่าไม่มีความรู้เกี่ยวกับพระราชา และพระราชินี ไม่เข้าใจว่าบุคคลสำคัญจะต้องมาสถานที่แห่งนี้เพื่อมาเจอพวกเรา เพราะมันเป็นสถานที่ที่เต็มไปด้วยผู้บาดเจ็บจำนวนมากในแคมป์ บางคนไม่มีแขนขา อีกทั้งในแคมป์มีกลิ่นคลุ้งคล้ายกับกลิ่นปลา เป็นกลิ่นบาดแผลของร่างกาย บางคนดูไม่เป็นมิตร แต่พระราชินีทรงแสดงความกล้าหาญอย่างมาก เดินเข้ามาในแคมป์พวกเราทั้งที่รู้ว่ามันเป็นเขตสงคราม"

            ดนัย กล่าวด้วยความซาบซึ้งว่า พระองค์ทรงเสี่ยงอันตรายด้วยชีวิตของพระองค์ เพราะในสถานที่แห่งนี้เต็มไปด้วยพวกเขมรแดงที่ซุ่มตัวอยู่ภายในแคมป์ แต่ไม่ว่าจะเป็นอย่างไรพระราชินียังคงเสี่ยงพระองค์เพื่อมาช่วยเหลือผู้ลี้ภัย พระราชินีทรงนำธงสภากาชาดขึ้นสู่เสา เพื่อให้ทุกคนในแคมป์สามารถเห็นได้ พร้อมรับสั่งว่า ธงจะช่วยป้องกันพวกเราจากการถูกฆ่า จากนั้นพระองค์ทรงพระดำเนินไปรอบๆ แคมป์ ทรงแจกนม น้ำสะอาด และอาหารให้ ทุกคนมองที่พระองค์และรู้สึกได้ว่าพระองค์เป็นสตรีที่มีพระบารมี งามสง่าน่าเคารพนับถือ พระองค์ทรงมาเยี่ยมพวกเราสามรอบ ทรงใช้เวลาในตอนกลางคืนอยู่กับพวกเรา ตอนนั้นได้แต่นึกว่า จะมีใครไหมที่สามารถทำอย่างพระองค์ได้ พระราชินีทรงทำให้ผู้ลี้ภัยแน่ใจว่า จะอยู่อย่างปลอดภัย โดยได้รับยา อาหาร เสื้อผ้า และที่หลบภัย

            “นับแต่นั้นมาผมก็สรรเสริญพระองค์ เพราะทรงมีความกล้าหาญ ระหว่างที่พระองค์ทรงใช้เวลาอยู่ในแคมป์ผู้ลี้ภัยที่เขาล้าน ชีวิตของผมได้เปลี่ยนแปลงไปอย่างมาก หลังจากที่พระราชินีเสด็จฯ มาในครั้งนั้นทุกอย่างดีขึ้นในปีนั้นทันที”

            ดนัย เล่าว่า หลังจากสมเด็จพระบรมราชินีนาถเสด็จฯ กลับไปไม่นาน ตนเองป่วยมากเป็นเวลาหลายเดือน วันหนึ่งพระองค์เสด็จฯ มาเพื่อเยี่ยมเยียนอีกครั้ง แม่เป็นคนพาไปเข้าเฝ้าฯ พระราชินี และแพทย์ส่วนพระองค์ ในที่สุดก็ได้รับยาช่วยรักษาอาการ ทั้งวิตามิน และอาหาร จากนั้นอีกไม่นานอาการก็ดีขึ้น สามารถวิ่งเล่นและยิ้มอย่างมีความสุข

            “นี่เป็นครั้งที่สองที่พระราชินีทรงช่วยชีวิตผม และเป็นอีกครั้งที่ทรงช่วยชีวิตคือการให้สถานที่พักอาศัยเมื่อแคมป์ถูกปิดลงในปี พ.ศ. 2525 ผมได้รับการคัดเลือกให้เป็นผู้ลี้ภัยไปในประเทศสหรัฐอเมริกาพร้อมกับแม่ จากวันนั้นจนถึงวันนี้ผมประสบความสำเร็จในชีวิต เพราะพระองค์พระราชทานทุนทรัพย์จนสำเร็จการศึกษา มีชีวิตที่ดีขึ้นมาก จึงสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ และหวังจะทดแทนคุณให้แก่ประเทศไทย แทนคุณพระราชินี จึงตั้งมั่นที่จะมาร่วมงานปั่นเพื่อแม่ในวันที่ 16 สิงหาคมนี้”

            ดนัย บอกถึงความตั้งใจว่า ได้รวบรวมกลุ่มนักปั่นจักรยานชาวกัมพูชาจำนวนประมาณ 50 คน เพื่อร่วมกิจกรรมปั่นเพื่อแม่ โดยใช้เส้นทางกรุงพนมเปญ-ตราด-กรุงเทพฯ ระหว่างวันที่ 11-21 สิงหาคม 2558 โดยจะเริ่มปั่นจักรยานจากกรุงพนมเปญไปยัง จ.ตราด ในระหว่างวันที่ 11-15 สิงหาคม 2558 และจะร่วมงาน Bike For Mom ของ จ.ตราด ในวันที่ 16 สิงหาคม 2558 จากนั้นจะปั่นจักรยานต่อจาก จ.ตราด ไปยังกรุงเทพฯ ในวันที่ 17-21 สิงหาคม 2558 เพื่อไปร่วมลงนามถวายพระพรสมเด็จพระบรมราชินีนาถที่โรงพยาบาลศิริราช

             “เดิมทีผมมีความตั้งใจและได้เสนอไปที่สำนักพระราชวังว่าจะปั่นจักรยานจากศูนย์เขาล้าน จ.ตราด เพื่อไปถวายพระพรพระราชินีที่พระบรมมหาราชวัง แต่บังเอิญทราบว่ามีโครงการปั่นเฉลิมพระเกียรติฯ ปั่นเพื่อแม่ จึงอยากจะทำให้ดีที่สุด และได้รวมตัวกับนักปั่นชาวกัมพูชา 50 คน มีนักปั่นทีมชาติ 7 คน ตั้งใจปั่นจากกรุงพนมเปญบ้านเกิดไปยังพระบรมมหาราชวัง โดยจะออกจากกรุงพนมเปญในวันที่ 11 สิงหาคม เวลา 06.00 น. มุ่งหน้าไป จ.ตราดระยะทาง 400 กิโลเมตร แต่จะแวะพักทุกๆ 120 กิโลเมตร คาดว่าจะถึงจุดหมายในวันที่ 15 สิงหาคม 2558 และจะร่วมกิจกรรมปั่นเพื่อแม่กับพี่น้องชาวไทยในวันที่ 16 สิงหาคม จากนั้นในวันที่ 17 สิงหาคม เวลา 08.00 น. จะปั่นออกจาก จ.ตราด เข้าสู่กรุงเทพฯ โดยแวะพักทุกๆ 130 กิโลเมตร คาดว่าจะใช้เวลาประมาณ 3 วัน โดยมีจุดหมายที่พระบรมมหาราชวัง เพื่อลงนามถวายพระพร ในวันที่ 20 สิงหาคม 2558 ที่จะถึงนี้”

            สุดท้าย ดนัย กล่าวถึงความตั้งใจร่วมกิจกรรมเฉลิมพระเกียรติ “Bike For Mom ปั่นเพื่อแม่” ว่า กิจกรรมปั่นเพื่อแม่ถือเป็นอีกช่องทางหนึ่งในการตอบแทนพระมหากรุณาธิคุณที่ี่ทรงช่วยชีวิตตัวเองและครอบครัว รวมถึงชาวกัมพูชาอีก 195 คน ซึ่งขณะนี้ทุกคนอาศัยอยู่ในประเทศสหรัฐอเมริกา ก่อนจะย้ำด้วยน้ำเสียงหนักแน่นว่า “ถ้ามีโอกาส ชาวกัมพูชาคนนี้พร้อมที่จะมอบชีวิตแด่พระองค์ท่าน และจากการติดตามข่าวทำให้ทราบว่าทรงพระประชวรก็อยากอวยพรให้พระองค์ท่านมีอายุยืน ลุกขึ้นมาดูแลลูกหลานอีกต่อไปนานๆ"
 
            เกี่ยวกับกิจกรรม Bike For Mom ที่ดนัยตั้งใจนำเพื่อนชาวกัมพูชาร่วมปั่นจักรยานเทิดพระเกียรติ “สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ”  

            “ณัฏฐวุฒิ โพธิสาโร” เอกอัครราชทูตไทยประจำกรุงพนมเปญ เปิดเผยว่า ดนัย เป็นชาวกัมพูชา อพยพลี้ภัยสงครามภายในประเทศมายังประเทศไทยเมื่อปี พ.ศ. 2522 และได้รับพระราชทานความช่วยเหลือและทุนการศึกษาจากสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ในระหว่างที่ลี้ภัยอยู่ที่ จ.ตราด ทำให้มีความซาบซึ้งในพระมหากรุณธิคุณ จึงมีความประสงค์ที่จะเข้าร่วมกิจกรรมจักรยานเฉลิมพระเกียรติฯ Bike For Mom ที่จะจัดขึ้นเพื่อเทิดพระเกียรติในโอกาสเฉลิมพระชนมพรรษา 83 พรรษา ในวันที่ 16 สิงหาคม 2558 ที่ จ.ตราด

            ขณะเดียวกันทางสถานเอกอัครราชทูตฯ ได้สอบถาม ดร.วีระชัย ณ นคร ซึ่งนายดนัยแจ้งว่ารู้จักกับตัวเอง และเป็นหนึ่งในคณะทำงานของท่านผู้หญิงจรุงจิตต์ ทีขะระ รองราชเลขานุการในพระองค์สมเด็จพระบรมราชินีนาถ เพื่อตรวจสอบรายละเอียดประวัติของนายดนัย ที่จะเข้าร่วมโครงการ Bike For Mom

 

ขอบคุณหนังสือพิมพ์ คมชัดลึก (นำมาไม่มีตัดและแต่งข้อความใดๆทั้งสิ้น) 

 

รู้จักกับคุณดนัย  ได้อีก

https://www.youtube.com/watch?v=ZecopKPKE1Q 

 

 

 

ความเห็นที่ 1
YesTDi
ไม่ธรรมดา
ความเห็นที่ 2
ลุงป.6 ณ เอ็มไทย
................ดีครับ...ผู้รู้คุณคนย่อมเป็นผู้เจริญและก้าวหน้าต่อไป...ไม่ว่าเขาจะเป็นใครก็ตาม ชอบคุณคุณสุดแสนฯ ที่เอาเรื่องดีๆมาบอกกัน
ความเห็นที่ 3
dish123
ดีครับที่นำมาเผยแพร่ ยังก็ยังเป็นเพื่อนบ้านกัน ในย่านอาเซียน