“หม้อไหนๆ ก็ขาดไก่ไม่ได้”

เครือเจริญโภคภัณฑ์ถือได้ว่าเป็นบริษัทเอกชนรายใหญ่ที่สุดของไทยที่ก้าวล้ำกว่าคู่แข่งรายอื่น ๆ ผลิตสินค้าและบริการหลากหลายประเภท ตั้งแต่สเต๊กหมูคุโรบุตะ ไปจนถึงการบริการในธุรกิจการบิน



เมื่อเร็ว ๆ นี้ เศรษฐีไทยที่ฟังชื่อแล้วอาจไม่คุ้นหู ได้เข้าซื้อนิตยสารฟอร์จูน ซึ่งเคยเป็นนิตยสารหลักฉบับหนึ่งของบริษัทไทม์ ด้วยมูลค่า 150 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งชื่อของนิตยสารนี้นับว่าเหมาะเจาะกับนายชัชวาลย์ เจียรวนนท์ ที่มาจากครอบครัวเจียรวนนท์ ที่ติดอันดับสกุลที่ร่ำรวยที่สุดของไทย ความมั่งคั่งของครอบครัวนี้มาจากธุรกิจในเครือเจริญโภคภัณฑ์ ที่ครอบครัวเจียรวนนท์เป็นเจ้าของธุรกิจส่วนใหญ่ และหนึ่งในกิจการหลัก คือ ธุรกิจเกษตร ซึ่งเครือเจริญโภคภัณฑ์เป็นผู้ประกอบการรายใหญ่เจ้าหนึ่งของธุรกิจนี้

 

จากร้านขายเมล็ดพันธุ์ผักที่เริ่มกิจการเมื่อปี 2464 บนถนนทรงวาดของกรุงเทพฯ เครือซีพีได้เติบโตจนเป็น บริษัทเอกชนขนาดใหญ่ที่สุดบริษัทหนึ่งของไทย มีกิจการในเครือกว่า 200 บริษัททั่วโลก และจ้างพนักงาน รวมทั้งหมดกว่า 300,000 คน เมื่อปีที่แล้ว เครือเจริญโภคภัณฑ์ (เครือซีพี) มีรายได้ประมาณ 1.8 ล้านล้านบาท หรือประมาณ 54,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ธุรกิจในเครือซีพีมีหลากหลาย ตั้งแต่ขายสัญญาประกัน จนถึงสเต๊กหมูเนื้อฉ่ำ จากบริการการบินสำหรับนักธุรกิจจนถึงรถยนต์ และจากบริการประมวลผลคอมพิวเตอร์บนระบบคลาวด์ จนถึงอสังหาริมทรัพย์อันหรูหรา

 

เครือซีพีให้ข้อมูลว่า เทคโนโลยีเป็นเรื่องสำคัญ โดยได้นำระบบบริหารจัดการทันสมัยมาใช้ และเน้นความสำคัญของคนรุ่นใหม่ โดยจัดตั้งสถาบันผู้นำเครือเจริญโภคภัณฑ์ และเปิดโอกาสให้บุคลากรมืออาชีพจากนอกเครือซีพีเข้ามาเป็นผู้บริหารระดับสูง ถึงกระนั้นก็ตาม เป็นที่ทราบกันดีว่า วิสัยทัศน์และแนวทางในการดำเนินธุรกิจของ นายธนินท์ เจียรวนนท์ ที่ถือเป็นผู้บริหารสูงสุดของเครือฯ ได้วางเอาไว้ โดยได้เริ่มทำงานในเครือซีพีเมื่อกว่าห้าสิบปีก่อน และภายหลังจากการปรับตำแหน่ง ผู้บริหารสูงสุดของเครือฯ ในปีที่ผ่านมา นายธนินท์ ขยับตัวเองจากตำแหน่งบริหาร ไปสู่ตำแหน่งประธานอาวุโส ขณะที่ลูกชายคนโตดำรงตำแหน่ง ประธานกรรมการ (Chairman) แทนที่นายธนินท์ ส่วนลูกชายคนสุดท้องรับตำแหน่งประธานคณะผู้บริหาร (CEO)

 

ขณะเดียวกัน อาจกล่าวได้ว่า อาณาจักรธุรกิจใหญ่โตที่ทั้งสามบริหารอยู่นี้ มีส่วนสำคัญในการขับเคลื่อนร่วมกับหน่วยงานภาครัฐ ถึงขนาดที่คนในภาคราชการไทยพูดแบบติดตลกว่า ตำแหน่งราชการที่เริ่มตั้งแต่ซี 1 ไม่ได้จบที่ซี 11 เพราะจริง ๆ แล้ว ประสบการณ์ตลอดอายุราชการยังต่อยอดได้กับการทำงานที่ซีพี จะเห็นได้ว่าการเมืองไทยมักเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ ทำให้บางครั้งคนเก่งและคนดีขาดโอกาส เครือซีพีจึงมักจ้างอดีตข้าราชการหรือนักการทูตมาเป็นพนักงานอีกด้วย

 

จากการทำงานร่วมกับรัฐบาลไทยหรือรัฐบาลจีน (ซึ่งเครือซีพีเป็นบริษัทต่างชาติบริษัทแรกที่เข้าไปลงทุน หลังจากที่จีนเปิดประเทศเมื่อปี 2521) หรือที่ประเทศใดก็ตาม เครือซีพีจึงมักจะต้องเข้าไปร่วมทำธุรกิจใหม่ ๆ อยู่เสมอ นายนพปฎล เดชอุดม ผู้รับผิดชอบด้านความยั่งยืนและบรรษัทภิบาลของเครือซีพี เล่าว่า เครือซีพีจำเป็นต้องเข้าสู่ธุรกิจโทรคมนาคมในตอนต้น ก็เพราะรัฐบาลไทยต้องการติดตั้งสายโทรศัพท์ตามความต้องการของประชาชนในช่วงปี 2533 เป็นต้นมา และเมื่อวันที่ 12 พฤศจิกายนที่ผ่านมานี้ กลุ่มธุรกิจที่มีเครือซีพีอยู่ด้วยนั้น ได้ร่วมกันยื่นประมูลการก่อสร้างรถไฟความเร็วสูงเชื่อมต่อ 3 สนามบิน ที่มีการจราจรทางอากาศหนาแน่นที่สุดของไทย คิดเป็นมูลค่าโครงการ 6,800 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยโครงการนี้เป็นส่วนหนึ่งของนโยบายรัฐบาลที่จะกระตุ้นการพัฒนาระบบสาธารณูปโภคในประเทศ

 

ธุรกิจรถไฟความเร็วสูงอาจจะจัดว่าไกลตัวจากธุรกิจหลักของเครือซีพี กล่าวคือ ธุรกิจอาหาร และเมื่อนับรวมเข้ากับธุรกิจเกษตรอุตสาหกรรมแล้ว คิดเป็นร้อยละ 54 ของรายได้ของเครือซีพี ในอาณาจักรการผลิตเลี้ยงสัตว์ปีกแบบครบวงจร ซึ่งจัดว่าใหญ่เป็นอันดับต้น ๆ ของโลก ผู้เลี้ยงไก่ต้องบำรุงไก่ในฟาร์ม ด้วยอาหารของซีพีจนเมื่อน้ำหนักได้มาตรฐานแล้ว ไก่ก็จะเข้าสู่โรงงานแปรรูป จนออกมาเป็นชิ้นไก่นักเก็ต เป็นต้น

 

จากโรงงานแปรรูปไก่ของ บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) ที่นครราชสีมา (โคราช) ซึ่งอยู่เหนือกรุงเทพฯ ขึ้นไป 2-3 ชั่วโมงหากเดินทางด้วยรถยนต์ แต่ละปีไก่จำนวนมากจะผ่านเข้าสู่กระบวนการแปรรูปด้วยเครื่องอัตโนมัติที่โรงงานแห่งนี้ ซึ่งผลิตเนื้อไก่สดประมาณ 36,000 ตันต่อปี และผลิตไก่ปรุงสุกกว่า 65,000 ตัน จุดหมายปลายทางของผลิตภัณฑ์เหล่านี้มีมากมายทั่วโลก ตัวอย่างเช่น เนื้อไก่คลุกเกล็ดขนมปังจากโรงงานนี้ ก็จะไปขายที่ KFC ในสหราชอาณาจักร ส่วนปีกไก่ก็มักจะส่งออกไปญี่ปุ่น

 

ผลิตภัณฑ์จากไก่เหล่านี้ยังวางจำหน่ายที่ร้าน 7-11 ในไทยด้วย ร้าน 7-11 นี้ เป็นเครือข่ายระบบแฟรนไชส์ของ บริษัท ซีพีออลล์ จำกัด (มหาชน) ซึ่งเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ระบบแฟรนไชส์ 7-11 ในไทย และจัดเป็นธุรกิจค้าปลีกหลักของเครือซีพี (ทั้งนี้ ธุรกิจค้าปลีกและการกระจายสินค้าคิดเป็นร้อยละ 31 ของยอดขายของ เครือซีพี) ปัจจุบันร้าน 7-11 มีสาขากว่า 10,000 แห่ง (ร้านบริษัท 4,900 สาขา ร้านที่มีคู่ค้าเป็นเจ้าของ 6,000 สาขา) และครองตลาดของร้านสะดวกซื้อกว่าร้อยละ 64 ตามข้อมูลของสมาคมผู้ค้าปลีกแห่งประเทศไทย ทั้งนี้ จากสัดส่วนของร้านค้าปลีกแบบสมัยใหม่กับตลาดแบบดั้งเดิมและร้านค้าริมถนน คิดเป็นเพียง 2 ใน 3 เมื่อเทียบกับในสิงคโปร์ ซึ่งเรายังจะเห็นร้าน 7-11 เปิดอีกนับพันแห่งในอนาคต นอกจากนั้น เครือซีพียังมีซีพีโลตัส ซึ่งเป็นเครือข่ายซุปเปอร์มาเก็ต ขนาดใหญ่ในจีน ตลอดจนร้านขายส่งแม็คโครในไทยและกัมพูชา โดยมีโอกาสทางธุรกิจใหม่ ๆ รออยู่ที่อินเดียและเวียดนาม

 

ขณะเดียวกัน เครือซีพียังไม่ยอมล้าหลังคนอื่นในภูมิภาค ที่จำนวนผู้ใช้อินเตอร์เน็ตเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วที่สุดในโลก เครือซีพียังมีธุรกิจอีคอมเมิร์ซในไทย อาทิ wemall หรือ weloveshopping.com แต่ทั้งสองกิจการนี้ ยังเทียบไม่ได้กับยักษ์ใหญ่ในตลาดที่มาจากจีนอย่าง Lazada ของ Alibaba และ jd.com นักลงทุนคนหนึ่งได้ตั้งข้อสังเกตว่า อนาคตของเครือซีพีในธุรกิจนี้ น่าจะอยู่ที่การขนส่งสินค้าอุปโภคบริโภคจากเครือข่ายร้าน 7-11 มากกว่า

 

เบน ซึ่งเป็นบริษัทที่ปรึกษาด้านธุรกิจ ได้ให้ข้อคิดเกี่ยวกับภูมิภาคนี้ว่า บริษัทที่มีธุรกิจแบบเดียวและปรับตัวได้ง่าย มักจะได้เปรียบเหนือกลุ่มธุรกิจยักษ์ใหญ่ แต่เครือซีพีนับว่าพิเศษกว่ารายอื่น โดยบริษัทหลักหลายบริษัทต่างจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ของไทย อาทิ บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) บริษัท ซีพีออลล์ จำกัด (มหาชน) และบริษัท ทรูคอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ซึ่งเป็นบริษัทโทรคมนาคมขนาดใหญ่ และผลตอบแทนของผู้ถือหุ้นเฉลี่ยต่อปี (the group’s average annualized total shareholder returns) ที่ร้อยละ 40 ระหว่างปี 2550 ถึง 2559 นับว่าดีที่สุดในบรรดากลุ่มธุรกิจในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รวมถึงอินเดีย

 

อย่างไรก็ตาม เครือซีพีก็ยังต้องบริหารจัดการกับความเสี่ยงในการทำธุรกิจเพื่อความยั่งยืน ถึงแม้ว่าจะได้ผลตอบแทนที่ดีจากเครือข่ายธุรกิจขนาดใหญ่ แต่กระบวนการการสอดส่องธุรกิจที่หลากหลายเหล่านี้อย่างถี่ถ้วนก็ยังถือเป็นเรื่องยาก อาทิ เรื่องเมื่อสี่ปีที่แล้ว ที่ปรากฏเป็นข่าว ก็ส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์ของเครือซีพี มีรายงานข่าวว่า คู่ค้าในสายการผลิตปลาป่นที่ป้อนเข้าโรงงานผลิตอาหารกุ้งของ บริษัท เจริญโภคภัณฑ์ จำกัด (มหาชน) ใช้แรงงานทาสบนเรือประมง แต่ปัจจุบัน บริษัทได้แก้ปัญหานี้แล้ว โดยหันมาซื้อปลาป่นที่ราคาสูงขึ้น ซึ่งได้รับการรับรองมาตรฐานจากเวียดนาม

 

เมื่อปี 2558 ผู้บริหารของ บริษัท ซีพีออลล์ จำกัด (มหาชน) ได้ตกเป็นข่าวเกี่ยวกับการซื้อขายโดยใช้ข้อมูลภายใน จึงเป็นที่มาของการปรับโครงสร้างด้านบรรษัทภิบาลใหม่ เพื่อแก้ปัญหาดังกล่าวในระยะยาว นอกจากนี้ยังมีการแก้ปัญหาภายในบริษัท ในประเด็นที่ บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) ได้มอบหมายให้บริษัทนายหน้าจัดหาแรงงานดำเนินการ แต่บริษัทนายหน้าได้คิดค่าธรรมเนียมที่ไม่เป็นธรรมจากแรงงานเมียนมาร์ที่จัดหามาให้ นายแอนดี้ ฮอลล์ นักรณรงค์สิทธิของแรงงานข้ามชาติ ปัจจุบันอาศัยอยู่ที่เนปาล กล่าวว่า “การจ้างงานตามหลักการทางจริยธรรมนั้น ยังคงมีความแตกต่างกันตามแต่ละบริษัทในเครือ” ขณะเดียวกัน นายนพปฎล ตั้งข้อสังเกตว่า ธุรกิจขนาดใหญ่ของเครือซีพีทำให้ตกเป็นเป้าโจมตีได้ง่าย “หากคุณเลือกตีระฆังใบใหญ่ที่สุด ก็ย่อมจะส่งเสียงดังที่สุดเป็นธรรมดา” นายนพปฎลกล่าวสรุป


----------------------------- 


เรียบเรียงจาก บทความธุรกิจ “A chicken in every pot” นิตยสาร The Economist 


----------------------------- 

ที่มา: http://oknation.nationtv.tv/blog/matters/2018/11/16/entry-1


http://ananmoney.com/forum/index.php?topic=7338.0