เคล็ดลับดีๆ จากญี่ปุ่น (ใครจะเอาไปทำก้ไม่ว่ากันอยู่แล้ว)


วิธีแกะป้ายสติ๊กเกอร์

 

ถ้าอยากจะแกะเจ้าป้ายสติกเกอร์ที่ติดแน่นอันนั้นออกอย่างง่าย ดายละก็เรามีวิธีทำให้แกะออกมาแบบง่ายๆ นิดเดียวค่ะแล้วไม่ทำให้หัวเสีย เปลืองเวลาอีกด้วย

 

เขาทดสอบกันมาอย่างดีแล้วว่า "ครีมทามือ (จะเป็นยี่ห้ออะไรก็ได้) นำครีมทามือ มาทาที่ป้ายติดราคาหรือสติกเกอร์ที่เราอยากจะแกะออกทาให้ทั่วๆแล้วถ้าใช้มือทาถูกดหรือขูด ให้แรงๆ หน่อยก็จะดีมากค่ะ

 

แล้วดูสิค่ะแค่นี้ก็สามารถจะดึงและลอกป้ายสติกเกอร์ออกมาได้อย่างง่ายดาย แต่ถ้ายังคงมีเหลือติดอยู่อีกบางส่วนก็ให้เอาเล็บมือสะกิดออกเบาๆ ก็จะหลุดออก จนหมดค่ะ

 

แล้วก็ขั้นสุดท้ายค่ะเมื่อลอกสติดเกอร์ออกหมดแล้วก็ให้เอากระดาษทิชชู่ เช็ดครีมที่ทาไว้ให้สะอาดค่ะเป็นเสร็จพิธีเห็นไหมคะสะอาดหมดจด และไม่มีเศษกาวจากสติกเกอร์ติดให้เหนียวมือตรงไหนเลย

 

 

วิธีที่ 2 ใช้ครีมทามือเพื่อรักษาสติ๊กเกอร์

 

ผู้ที่ชอบเก็บสะสมสติกเกอร์ทุกท่านนั้นคงจะต้องชอบวิธีนี้อย่างแน่นอนเลยเพราะว่า พวกสติกเกอร์ที่เราหามาอย่างยากเย็นทุกอันนั้น บางอันก็ให้ความทรงจำที่ดีๆ เป็นที่ระลึก ของเรานะคะดังนั้นจึงอยากเก็บเอาไว้ใช้ให้นานๆ แต่มันก็มาเสียอยู่ตรงที่ว่า เมื่อแปะติด ไปที่สมุดแล้วก็จบไปเลยครั้งนั้นคือลอกออกมาใช้ไม่ได้อีกแล้วตลอดกาลบางทีก็อยากจะ นำมาแลกเปลี่ยนกับเพื่อนนั้นก็หมดหวังจริงๆ นะคะน่าเสียดายและก็น่าโมโหอีกต่างหากด้วย

 

หนทางแก้ใขปัญหานั้นมันอยู่ตรงตอนต้นก่อนที่จะนำมาใช้แค่นั้นเองแหละค่ะ คือว่าก่อนที่จะนำสติกเกอร์อันนั้นมาแปะลงไปที่สมุด ,ตู้เสื้อผ้าหรือตามตู้เย็นนั้นให้นำครีมที่ใช้ทามือมาทาไปตรงที่ด้านหลังของสติกเกอร์เสียก่อนเท่านั้นเอง ก็จะหมด ปัญหาทันที!!

 

ทางเราได้ทำการพิสูจน์ว่าสติกเกอร์ที่นำมาทาครีมลงไปด้านหลังนั้นจะใช้การได้นานเท่าไหร่? ด้วยการแปะและลอกออกจากสมุดถึง 100 ครั้ง ผลปรากฏว่าก็ยังใช้ได้อยู่อย่างเดิม ไม่มีปัญหากาวด้านหลังจะเสื่อมสภาพแต่อย่างใด

 

การที่ทาครีมที่ใช้ทามือลงไปนั้นแล้วทำให้แปะลงไปและลอกออกมาได้แบบง่ายๆ นั้นเป็นผลมาจาก ที่ว่าตัวสารน้ำมันที่อยู่ในครีมทามือนั้นจะซึมเข้าไปผสมผสานกับกาวที่ติดอยู่ที่ด้านหลังของ สติกเกอร์อย่างสมดุลและคล้องจองกันอย่างน่าทึ่งที่สุดนั่นเอง

 

น้ำมันในครีมที่ใช้ทามือจะเข้าไปผสมผสานกับกาวของสติกเกอร์และกลายเป็นแป้งที่มีคุณสมบัติแกะและลอกและใช้ได้นานหลายครั้งอย่างที่เห็นนั้นแหละค่ะ

 

ข้อควรระวัง สติกเกอร์ที่นำมาทาครีมที่ใช้ทามือลงไปนี้มีผลที่แน่นอนหลังจากที่สำรวจมาอย่างถี่ถ้วนแล้วว่าสามารถใช้งานได้นานถึง 20 ครั้งเป็นอย่างน้อยโดยไม่ต้องวิตกกังวลใดๆ ทั้งสิ้นข้อที่ควรระวังก็มีอยู่เหมือนกันค่ะคือว่าเคล็ดลับวิธีนี้เมื่อใช้แปะลงไป โดยไม่แกะลอกออกมาเลยภายในเวลา 4วัน น้ำมันที่ใช้ทามือนั้นบางครั้งก็อาจจะระเหยหายไปได้เหมือนกันเพราะในน้ำมันทามือในแต่ละยี่ห้อนั้นมีน้ำมันน้อยน้ำมันมากอันนี้ขึ้นอยู่กับเจ้าของสูตรเขาถ้าเกิดน้ำมันของครีมทามือระเหยออกไปบางครั้งก็อาจจะมีผลให้แกะลอกออกมายากขึ้นเฉยๆ ก็มีเป็นบางกรณีเหมือนกันค่ะดังนั้นจึง อยากที่จะให้คอยระวังนิดหน่อยอย่างเช่น สติกเกอร์ที่เรานำมาทำเคล็ดลับอันนี้แล้วนำไปใช้กับสติกเกอร์ที่ติดกับวีดีโอของโทรทัศน์นั้นก็เหมือนกันถ้ามีปัญหาก็ให้นำกลับมา ทาครีมที่ใช้ทามือลงไปอีกครั้งก็สามารถที่จะช่วยได้ค่ะ

 

 

 

วิธีทำส้มที่มีรสเปรี้ยวให้หวาน

 

ส้มเป็นผลไม้ที่มีวิตามิน c มากใช่ไหม? ส้มเปรี้ยว บางคนก็อาจชอบ แต่ถ้าเกิดไม่ชอบขึ้นมาหละก็เชิญ ทำส้มเปรี้ยวให้หวานขึ้นมาเองด้วยวิธีนี้ดูสิคะ

 

วิธีทำก็มีอยู่ว่าให้เอาไปแช่ในอ่างอาบน้ำที่มีอุณภูม 40 องศาแช่ไว้ประมาณ 10 นาทีเป็นใช้ได้ แล้วอะไรจะอย่างนั้นส้มเปรี้ยวก็จะหวานขึ้นมาอย่างน่า อัศจรรย์จริงๆ นิดหนึ่งค่ะคือส้มที่แช่อยู่ในน้ำร้อนนั้น เวลานำขึ้นมาจะยังอุ่นอยู่ ให้วางไว้ให้เย็นก่อนนะคะหรือ จะเอาไปใส่ไว้ในตู้เย็นให้เย็นก่อนค่ะ

 

ทำไม, เมื่อแช่ในน้ำร้อน 40 องศาแค่ 10 นาที รสจึงเปลี่ยนเป็น หวานขึ้นมาได้??? การทดสอบให้นำส้มลูกเปรี้ยวลูกนั้น มาผ่าแบ่งออกเป็น สองซีกเอาซีกแรกวางไว้ต่างหากแล้วเอาซกที่สองไปแช่ในน้ำร้อน 40 องศา ซีกที่แช่ในน้ำร้อนรสจะเปลี่ยนเป็นหวานอย่างประหลาด จริงๆแล้วส้มไม่ได้เปลี่ยนรสไปหรอกค่ะเพียงแต่ความเปรี้ยว โดนทำลายออกไปเท่านั้น

 

เพราะเมื่อนำส้มทั้งสองซีกที่ทดลองนั้นมาวัดระดับความหวานเปรี้ยว แล้วจะมีระดับเท่ากันหมดแต่ที่หวานขึ้นมานั้นเพราะเมื่อนำไปแช่ในน้ำร้อน นั้นความร้อนจะใช้อุณภูมนั้นทำลายความเปรี้ยวที่มีผสมปนกับความหวาน นั้นจนหมดความเปรี้ยวค่ะส้มจึงหวานขึ้น ข้อระวังน้ำร้อน40องศา นั้นไม่ใช่น้ำเดือดนะคะ บางคนอาจจะเข้าใจผิดเดี๋ยวเอาส้มไปต้มในน้ำเดือด ส้มจะกลายเป็นส้มต้มไปค่ะเขาบอกว่าน้ำในอ่างอาบน้ำความร้อน 40 องศา ดีที่สุดถ้าไม่มีอ่างน้ำก็ต้มน้ำให้เดือดแล้ววางพักไว้สักครู่หนึ่งกะว่าสักประมาณ 40องศาค่ะถ้าไม่มีองศาวัดก็ลองใช้มือแตะๆดูมือจุ่มลงไปได้ก็กำลังดีค่ะ

 

 

วิธีเป่าผมที่เปียกน้ำให้แห้งเร็วกว่าปกติ

 

วิธีเช็ดเส้นผมที่สระมาใหม่ๆ ให้แห้งไว ใช้เวลาน้อยที่สุดด้วยผ้าขนหนูที่แห้งนั้นสามารถอมน้ำได้เป็นอย่างดี และตามที่เคล็ดลับ วิธีนี้ของเราได้บอกให้ใช้ผ้าขนหนูแห้งอีกผืนวางลงไปบนเส้นผมที่เปียกน้ำ อีกครั้ง แล้วค่อยให้ใช้ไดร์เป่าผม เป่าลงไปนั้นด้วยผ้าขนหนูจะช่วยซับน้ำ ขึ้นมาไว้ที่ตัวผ้า และไอความร้อนจากไดร์เป่าผมที่อังไปบนตัวผ้านั้นจะช่วยเร่งให้ น้ำที่ซับขึ้นมาอยู่บนผ้านั้นระเหยออกไปได้เร็วกว่าปกติอีกด้วย จึงมีสามารถที่จะ ทำให้ผมที่เปียกน้ำนั้นแห้งเร็วกว่าปกตินั่นเองค่ะ

 

ส่วนเรื่องที่ว่าทำไมเส้นผมจึงไม่เสียนั้น ก็เป็นด้วยเพราะว่า ไอความร้อนจากไดร์เป่าผม นั้นไม่ผ่านไปถึงตัวเส้นผมแต่โดยตรงจึงไม่สามารถทำให้เส้นผมเสียแห้งกรอบได้เลยสักนิดว่าอย่างนั้น

 

มีข้อควรระวังนิดหน่อยก็ตรงที่ว่าเวลาเป่าไดร์ไปบนผ้าขนหนูแล้วจำเป็น ที่จะต้องใช้มือคอยขยี้ไปบนผ้าขนหนูให้ทั่วด้วยนั้น ถ้าไดร์มีความร้อนมากเกินไป อาจเกิดอันตรายได้ ก็ให้ปรับระดับความร้อนให้ต่ำหน่อยก็ดีค่ะ

 

 

ระงับการจามเมื่อเวลาที่ไม่อยากจะให้จามได้ด้วยนิ้วมือของเราเองก็ได้

 

การที่คนเราเกิดอาการจามขึ้นมานั้นก็เป็นด้วยว่า ได้มีพวกเศษขี้ฝุ่นหรือขี้ผงเล็กๆ ซึ่งเป็นเสมือนสิ่งแปลกปลอมที่ร่างกาย ของเราไม่ต้องการได้เกิดหลงเข้าไปอยู่ข้างในรูจมูกของเรามากเกินไป หรือจะเรียกอีกอย่างให้ง่าย ขึ้นก็ว่าเกิดมีขนาดมากเกินโคต้าอะไรทำนองนั้น

และทีนี้เมื่อเป็นเช่นนั้น มันสมองของเราตอนนั้นก็จะออกคำสั่งไปที่เส้นประสาท ที่จมูกให้ทำอาการที่เรียกว่าจามนั้นออกมา เพื่อหมายที่จะไล่หรือล้างเศษขี้ฝุ่นหรือ ขี้ผงเล็กๆ เหล่านั้นให้กับเรานั่นเอง

 

และเส้นประสาทตรงจมูกของเรานี้ก็จะมีความยาวมาจนถึงตรง ขอบปากของเรานั่นเลยทีเดียว ตรงนี้ที่เราบอกให้ใช้นิ้วสองนิ้ว ยกขึ้นไปสัมผัสตรงจุดที่อยู่ติดปรือใต้จมูกอย่างกระทันหันนั้นจึงเป็นผลที่จะทำ ให้มันสมองซึ่งกำลังจะออกคำสั่งหรือบงการอยู่ว่าจงจามออกมา และด้วย แรงกระทบอย่างกระทันหันนี้นี่เองมันสมองจึงเกิดการลังเลและสั่งให้ยกเลิก การจามครั้งนั้นเสียในทันที ว่ามาอย่างนี้นี่เองแหละ

 

แต่จะว่าไปการจามออกมานั้นเป็นสิ่งที่ดีเพราะจะได้ช่วยไล่พวก เศษขี้ฝุ่นและขี้ผงเล็กๆ ที่หลงเข้ามาอยู่ในรูจมูกให้กับเรานะคะ ไม่ได้มีผลเสียแต่อย่างใดพวกเด็กๆสมควรที่จะปล่อยให้จาม กันได้อย่างอิสระเสรีนั่นแหละดี อย่าไปฝืนดีกว่าว่าไหมเอ่ย?? เคล็ดอันนี้คิดว่าคงจะเหมาะกับผู้ที่กำลังจะทำธุระ หรือพบปะผู้คนที่สำคัญๆ หรือเวลาที่ไม่อยากให้มีอาการจามเกิดขึ้นแล้วละก็ วิธีนี้คงจะสามารถช่วยท่าน ได้อะไรทำนองนั้นนะคะ



จาก Fw .mail ครับ