"เส้นทางผ้าไหม" ท่องเที่ยวสไตล์แฟชั่น รูปแบบใหม่มาแรง

"ผ้าไหมไทย" หนึ่งในแฟชั่นที่กำลังมาแรงในขณะนี้ บอกเลยว่า...จากละครออเจ้าตั้งแต่ปีที่แล้ว ก็ปลุกกระแสการใส่ผ้าไทยชุดไทยมาโดยตลอด จากแต่ก่อนที่เคยเคอะเขิน เดี๋ยวนี้เป็นที่ชื่นชมและชื่นชอบของใครหลายคน ขณะที่เมืองไทยก็มีดีไซเนอร์ผ้าไทยมากขึ้น หลายแบรนด์หันมาออกแบบเสื้อผ้าแบบไทยๆ ขณะที่ภาครัฐก็ส่งเสริมเช่นกัน งานนี้เป็นการส่งเสริมภูมิปัญญาชาวบ้านแล้ว ยังสนับสนุนอาชีพที่อยู่คู่ท้องถิ่น จนสร้างให้เกิดรายได้ตามมาอีกด้วย ล่าสุดก่อให้เกิดการท่องเที่ยวในรูปแบบใหม่ คือ การท่องเที่ยววิถีไทย ตามรอยผ้าไทยอีกด้วย เอาเป็นว่า...ใครไม่ใส่ผ้าไทยเวลานี้ ต้องมีเชย!

ล่าสุดกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ได้จัดทำ "โครงการยกระดับการตลาดผลิตภัณฑ์ผ้าไหมสู่แหล่งท่องเที่ยว" เพื่อผลักดันให้ผลิตภัณฑ์ผ้าไหมของไทยเป็นที่ยอมรับในตลาดแฟชั่นและสินค้าไลฟ์สไตล์ รวมทั้งเพื่อดำรงไว้ซึ่งวัฒนธรรมที่ทรงคุณค่าของประเทศไทย โดย นางลลิดา จิวะนันทประวัติ รองอธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า เปิดเผยว่า "ภารกิจของกรมพัฒนาธุรกิจการค้า คือ การส่งเสริมและสร้างความเข้มแข็งแก่ธุรกิจและผู้ประกอบการไทย โดยเฉพาะการสนับสนุนสินค้า OTOP SELECT ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์ OTOP ระดับ 3-5 ดาว เพื่อให้สามารถต่อยอดการตลาดทั้งในและต่างประเทศได้ โดยเฉพาะ "ผ้าไหมไทย" ที่รัฐบาลให้ความสำคัญเป็นลำดับต้นๆ เนื่องจากเป็นกลุ่มผู้ประกอบการท้องถิ่น ที่มีจำนวนผู้ผลิตและผู้ประกอบการเป็นจำนวนมาก รวมทั้งจะเป็นส่วนสำคัญในการกระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากของประเทศให้มีความเข้มแข็ง โดยให้โจทย์ว่าจะทำอย่างไรให้ผลิตภัณฑ์ผ้าไหมของไทยประสบความสำเร็จด้านการค้าและการตลาด โดยการเชื่อมโยงกับแนวคิดด้านการส่งเสริมการท่องเที่ยว จึงเป็นที่มาของโครงการยกระดับการตลาดผลิตภัณฑ์ผ้าไหมสู่แหล่งท่องเที่ยว

โดยมีการจัดเส้นทางการท่องเที่ยว ซึ่งมีชื่อเรียกว่า "เส้นทางสายไหม" เพื่อสร้างความตระหนักรู้ในกลุ่มผู้ผลิต/ผู้ประกอบการ ให้มีองค์ความรู้ด้านการประกอบธุรกิจ การพัฒนาผลิตภัณฑ์ และการนำนวัตกรรมเข้ามาช่วยเพิ่มมูลค่าให้แก่ผลิตภัณฑ์ โดยกรมฯ ได้มีการประสานงานเชิญผู้เชี่ยวชาญด้านการออกแบบสินค้า หรือบรรจุภัณฑ์ และภาพลักษณ์ตราสินค้าเข้าร่วมให้ความรู้ด้วย

นอกจากนี้ ยังจะมีการเชื่อมโยงสินค้ากับตลาดที่กว้างขึ้น ทั้งช่องทางออนไลน์และออฟไลน์ ซึ่งมีพันธมิตรที่พร้อมให้การสนับสนุน อาทิ LAZADA, Shopee และ ของดีทั่วไทย.COM ซึ่งเป็นเว็บไซต์ที่กรมฯ ได้พัฒนาขึ้นเพื่อเป็นช่องทางการตลาด/การจัดจำหน่ายให้แก่สินค้าชุมชนและโอทอป อีกทั้งยังได้เชิญผู้รับซื้อที่เป็นพ่อค้าคนกลางเข้าร่วมเดินทางในเส้นทางสายไหมครั้งนี้ด้วย เพื่อประสานความร่วมมือ และผสมผสานแนวคิดทางธุรกิจให้มีความสอดคล้อง เพื่อให้ผู้ผลิตสามารถผลิตสินค้าให้ตรงกับความต้องการของตลาดได้มากที่สุด

สำหรับกิจกรรมเส้นทางสายไหม ภายใต้โครงการยกระดับการตลาดผลิตภัณฑ์ผ้าไหมสู่แหล่งท่องเที่ยว ได้เริ่มต้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 3 จังหวัด ได้แก่ อุดรธานี กาฬสินธุ์ และขอนแก่น โดยได้รับความร่วมมือจากหลายฝ่าย และพ่อค้าคนกลางที่จะนำผลิตภัณฑ์ผ้าไหมไปจำหน่ายต่อในตลาดปลายทาง เพื่อร่วมเดินทางเยี่ยมชมแหล่งผลิต กรรมวิธีการผลิตผ้าไหม ตลอดจนได้รับเกียรติจากนักวิชาการผู้เชี่ยวชาญด้านการออกแบบ ร่วมให้ข้อเสนอแนะในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ของแต่ละชุมชนผ้าไหมอีกด้วย

เส้นทางสายไหม ได้เริ่มต้นขึ้นที่ "ศูนย์การเรียนรู้กลุ่มทอผ้าไหมบ้านโนนกอก" ตั้งอยู่ในเขตอำเภอเมือง จังหวัดอุดรธานี โดย นายอภิชาติ พูลบัวไข หรือผู้ใหญ่ต้น ลูกหลานชาวบ้านบ้านโนนกอก เป็นผู้สืบทอดภูมิปัญญาการทอผ้าของชุมชนบ้านเกิด ผลิตภัณฑ์ผ้าที่โดดเด่นของชุมชนบ้านโนนกอก คือ ผ้าหมี่ขิด หรือผ้าหมี่สลับขิด และยังมีการทอผ้าโบราณ ผ้าไหม ผ้าฝ้ายที่มีลักษณะสวยงาม มีเอกลักษณ์และโดดเด่นกว่าผ้าไทยทั่วไป ซึ่งผ้าไหมและผ้าฝ้ายของศูนย์การเรียนรู้กลุ่มทอผ้าไหมบ้านโนนกอก เป็นผ้าที่ย้อมด้วยสีจากดอกบัวแดง เป็นสีที่ติดทนนาน สวยงาม เป็นที่นิยมในกลุ่มลูกค้านักอนุรักษ์นิยมที่ให้ความสำคัญกับวัตถุดิบจากธรรมชาติ

โดยผู้ใหญ่ต้น กล่าวว่า "ตนเองได้ทำการวิจัยงานวิทยานิพนธ์เกี่ยวกับอาชีพชาวบ้าน คือ การทอผ้าจากภูมิปัญญาดั้งเดิมของชาวบ้านโนนกอกของผู้สูงอายุในหมู่บ้าน และในตำบลหนองนาคำ ซึ่งในกระบวนการวิจัยมีการทดลองการทอผ้าโดยวิธีโบราณด้วยตนเองจนเกิดความชำนาญ จึงได้เริ่มทอผ้าย้อมธรรมชาติที่มีอยู่ในท้องถิ่น และได้รับความนิยมจากลูกค้า ซึ่งนอกจากกลุ่มลูกค้าชาวไทยแล้ว ยังมีกลุ่มชาวต่างชาติในแถบอาเซียน ได้แก่ ลาว และเวียดนาม ที่ชื่นชอบเช่นเดียวกัน ถือเป็นแหล่งส่งออกที่ทำรายได้อย่างสูงให้กับชาวชุมชนบ้านโนนกอก จึงนำมาสู่การก่อตั้งเป็นกลุ่มทอผ้าขึ้นเพื่อขยายงานทอผ้าและสร้างรายได้ให้กับชุมชน"

แหล่งการผลิตที่สอง คือ "กลุ่มทอผ้าบ้านนาดี" จังหวัดอุดรธานี มีการแสดงสาธิตการย้อมไหม ผลิตภัณฑ์โดดเด่นของกลุ่มทอผ้าบ้านนาดี คือ ผ้าไหมมัดหมี่ลายโบราณ 12 นักษัตร ที่ได้รับรางวัลเมื่อปี 2545 ที่ปัจจุบันกลุ่มฯ มีสมาชิกร่วมกันทอผ้าอย่างต่อเนื่อง จนเกิดเป็นศูนย์การเรียนรู้และแหล่งสาธิตการทอผ้าไหม การสาวไหมโดยใช้กี่พื้นบ้านเป็นเครื่องมือในการทอผ้า พุ่งกระสวยด้วยมือ เพื่อให้นักท่องเที่ยวได้เรียนรู้กรรมวิธีการผลิต นอกจากการทอผ้าไหมแล้ว ปัจจุบันทางกลุ่มยังมีความเชี่ยวชาญด้านการปลูกหม่อนเลี้ยงไหม สาวไหม ย้อมสีธรรมชาติ และผลิตภัณฑ์จากไหม เช่น สบู่ล้างหน้า ไหมขัดผิว ฯลฯ

"ศูนย์ศิลปวัฒนธรรมผู้ไทผ้าไหมแพรวาบ้านโพน" จ.กาฬสินธุ์ หรืออีกชื่อหนึ่งคือ "ศูนย์วิจิตรแพรวาบ้านโพน" มีความโดดเด่นด้านวิถีชีวิตความเป็นอยู่ของชาวผู้ไทย หรือชาวภูไท โดยเป็นหมู่บ้านที่ชาวผู้ไทอพยพมาจากแคว้นสิบสองจุไท มีเอกลักษณ์ด้านการทอผ้า และยังคงสืบทอดวัฒนธรรมที่ส่งต่อจากบรรพบุรุษไว้เป็นอย่างดี ผลิตภัณฑ์ที่โดดเด่นของศูนย์ศิลปวัฒนธรรมผู้ไทยผ้าไหมแพรวาบ้านโพน คือ ผ้าแพรวา ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์ที่มีชื่อเสียงของจังหวัดกาฬสินธุ์ ได้รับความนิยมอย่างสูงจากนักท่องเที่ยวที่ให้ความสนใจเยี่ยมชมและเลือกซื้อผ้าเป็นจำนวนมาก จึงมีการก่อตั้งศูนย์ศิลปวัฒนธรรมผู้ไทยบ้านโพนขึ้น เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยว

"กลุ่มหัตถกรรมคุ้มสุขโข" บ้านดอนข่า จ.ขอนแก่น ผลิตภัณฑ์ที่โดดเด่นของกลุ่มฯ คือ ผลิตภัณฑ์ผ้าที่ผ่านกระบวนการหมักสมุนไพรอย่างกระเจี๊ยบ ซึ่งเป็นวัตถุดิบธรรมชาติที่ให้สีสันสวยงาม ผ่านกระบวนการย้อมแบบย้อมเย็น และใช้วิธีการมัดหมี่ สำหรับแหล่งผลิตผ้าไหมสุดท้ายบนเส้นทางสายไหมภาคตะวันออกเฉียงเหนือ คือ "กลุ่มทอผ้าไหมมัดหมี่บ้านหนองหญ้าปล้อง" จ.ขอนแก่น โดยผลิตภัณฑ์ที่ขึ้นชื่อของกลุ่มฯ คือ ผ้าไหมมัดหมี่ย้อมสีธรรมชาติ และไหมอีรี่ กรรมวิธีที่ขึ้นชื่อในการผลิตผ้าไหมของกลุ่มคือการย้อมผ้าไหมด้วยสีจากเปลือกไม้ ได้แก่ เปลือกประดู่ เปลือกต้นมะม่วง เปลือกต้นขนุน ซึ่งเป็นกรรมวิธีแบบโบราณที่สืบทอดกันมาจนถึงปัจจุบัน และปลอดภัยต่อผู้ใช้งาน ตลาดผลิตภัณฑ์ผ้าไหมมัดหมี่เป็นที่ต้องการของตลาดอย่างมาก 

อาจารย์ธีระ ฉันทสวัสดิ์ ผู้เชี่ยวชาญด้านการออกแบบสินค้าแฟชั่นและสินค้าไลฟ์สไตล์ ให้ความเห็นว่า "การสร้างแรงบันดาลให้คนรุ่นใหม่ให้หันมาสนใจใช้ผ้าไทยนั้น ต้องเริ่มที่การสื่อสารให้เกิดมุมมองใหม่ว่า ผ้าไทยสามารถแต่งกายให้ดูร่วมสมัยได้ และสามารถสวมใส่ได้ในชีวิตประจำวัน สิ่งที่สามารถสนับสนุนผ้าไทยได้ในฐานะนักออกแบบ คือ การลงพื้นที่เพื่อให้มุมมองใหม่แก่ชาวบ้านผู้ผลิต รวมทั้งแนวคิดการพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้ตอบโจทย์ผู้บริโภค และส่งเสริมลูกหลานของชุมชนแหล่งผลิตหันมาสืบทอดการผลิตผ้าไหมไทยยิ่งขึ้น"

นางสาวชลีกุล อิศรภักดี ผู้จัดการอาวุโส-ฝ่ายบริหารสินค้า บริษัท สยามพิวรรธน์ จำกัด กล่าวว่า "ส่วนตัวในฐานะผู้จัดจำหน่ายและดูแลเรื่องการจัดซื้อสินค้าเพื่อนำมาจัดแสดงและจำหน่ายในศูนย์การค้า มีความคาดหวังที่จะได้เห็นผลิตภัณฑ์รูปแบบใหม่ๆ ของชาวบ้าน ที่สามารถนำเรื่องราวของสินค้ามาถ่ายทอดเพื่อดึงดูดความสนใจ โดยสิ่งที่นักออกแบบได้ลงมือทำและให้คำปรึกษาจะช่วยให้ชาวบ้านได้พัฒนาผลิตภัณฑ์ให้สอดคล้องกับความต้องการของผู้บริโภคมากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะตลาดวัยรุ่นที่ต้องการสินค้าที่มีความทันสมัยและร่วมสมัย ผู้ผลิตจึงควรพัฒนาผลิตภัณฑ์เพื่อเป็นทางเลือกให้กับผู้บริโภคกลุ่มนี้ ปัจจุบันสินค้าไลฟ์สไตล์มีหลากหลายประเภท ผู้ผลิตสามารถผลิตและดัดแปลงสินค้าจากผ้าไหมให้มีความหลากหลายมากขึ้น เช่น ผ้าผืน สามารถนำมาตัดเย็บให้อยู่ในรูปแบบที่พร้อมใช้งาน เพื่อง่ายต่อการตัดสินใจของลูกค้ามากขึ้น"

จากการสอบถามเพิ่มเติม เรื่องราวเกี่ยวกับผ้าไทย น.ส.นิมมิดา วรนิธิศ ผู้ประกอบการผ้าคุณนิม ที่หันมาสนใจเสื้อผ้าและชุดแต่งกายที่ทำจากผ้าทอมือ ระบุว่า ตนรักและหลงใหลในเสน่ห์ผ้าไทยมานานแล้ว และอยากส่งเสริมภูมิปัญญาในการทำผ้าทอมือของคนไทยให้เป็นที่แพร่หลาย อยากทำเสนอให้เห็นถึงความสวยงามในการสร้างสรรค์ลายผ้าแต่ละแบบ เพื่อเป็นมรดกตกทอดให้คนรุ่นหลังต่อไป จึงให้ทุกคนหันมาสนใจเรื่องราวของภูมิปัญญาท้องถิ่น รณรงค์ให้ทุกคนอยากสวมใส่ผ้าไทย สร้างทัศนคติใหม่ให้เห็นว่า "ใส่ผ้าไทยไม่แก่" และยังเป็นการส่งเสริมอาชีพชาวบ้านที่ทอผ้าในต่างจังหวัด และอนุรักษ์มรดกสุดล้ำค่าเกี่ยวกับ "ผ้าไทย" ไว้อีกด้วย

เห็นแล้วใช่มั้ยคะสาวๆ ผ้าไทยมาแรงจริงๆ ตอนนี้หันไปทางไหน ก็มีแต่คนใส่ผ้าไทย โดยเฉพาะงานวัดงานบุญ เห็นแล้วช่างน่ารักจริงๆ ที่คนไทยทุกคนร่วมกันส่งเสริมและอนุรักษ์ความเป็นไทยไว้ และสามารถต่อยอดให้เป็นการท่องเที่ยว และธุรกิจได้อีกด้วย นี่แหละ...ภูมิปัญญาคนไทยแท้ๆ


ข้อมูล https://www.thairath.co.th/lifestyle/travel/thaitravel/1587403

ความเห็นที่ 1
Ladasilk