วิธีเลี้ยงลูกให้กลายเป็นเด็กฉลาดที่คุณผู้ปกครองควรที่จะรู้ไว้


ความฉลาดของลูกถือเป็นเรื่องสำคัญอีกเรื่องหนึ่งที่ไม่มีพ่อ แม่ คนไหนปล่อยปะละเลยก็ว่าได้ ดังนั้นจึงมีกลุ่มของเหล่าคุณพ่อ คุณแม่ เยอะมากที่ตั้งใจเลี้ยงดูลูกอย่างดีที่สุดค้นหาและให้สิ่งที่ดีที่สุดให้กับลูกอยู่เสมอ โดยในต่างประเทศจะมีการเก็บน้ำเชื้อของผู้ชายที่มีลักษณะเด่น ๆ อย่าง หล่อ เก่ง ฉลาด หรือคนที่มีไอคิวสูง ๆ เอาไว้ เพื่อให้กับคนที่ต้องการมีลูกเป็นแบบนั้นตามความเด่นของเชื้อ แต่ห้ามเปิดเผยชื่อของเจ้าของเชื้อนั้น ๆ ถ้าเปิดเผยจะมีความผิดทันที แต่ถ้าใครอยากให้ลูกเป็นเด็กฉลาดแต่ไม่อยากได้น้ำเชื้อเหล่านั้นอยากให้ลูกเกิดกับคนที่รักก็สามารถสร้างความฉลาดให้กับลูกน้อยได้โดยความฉลาดของเด็กนั้นขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายสิ่งหลายอย่างมาก เพราะฉะนั้นคุณพ่อ คุณแม่ ควรรู้ถึงปัจจัยต่าง ๆ เหล่านั้นแล้วนำเอามาปรับใช้กับลูกน้อยแต่จะมีปัจจัยในเรื่องอะไรบ้างนั้นตามมาดูกันเลยค่ะ


               ปัจจัยต่าง ๆ ที่จะช่วยทำให้เด็กฉลาดขึ้น


1. หมั่นพูดคุยกับลูก

 คุณพ่อคุณแม่หมั่นพูดคุยโต้ตอบกับลูกบ่อย ๆ ในขณะที่ทำกิจวัตรประจำวัน เช่น ตอนอาบน้ำ ตอนทานข้าว ตั้งใจฟังในสิ่งที่เขาต้องการจะสื่อ ถามว่าลูกกำลังคิดหรือรู้สึกอะไร พร้อมรับฟังลูกเมื่อเขามีคำถาม และพยายามตอบคำถามให้ดีที่สุดเท่าที่คุณรู้ ซึ่งการพูดคุยกันแบบตัวต่อตัวจะช่วยสร้างการเชื่อมต่อของสมอง ช่วยพัฒนาทักษะการใช้ภาษา การสื่อสาร สอนให้ลูกได้เรียนรู้คำศัพท์และประโยคต่าง ๆ มากขึ้น ช่วยพัฒนาระบบความคิด และยังช่วยเพิ่มความสัมพันธ์ที่ดีในครอบครัวอีกด้วย


2. อ่านหนังสือกับลูก

 การอ่านหนังสือกับลูกน้อยพร้อมกับฝึกให้ลูกอ่านตามนั้น จะช่วยพัฒนาทักษะด้านการอ่าน ด้านการสื่อสาร และการทำความเข้าใจ โดยคุณพ่อคุณแม่อาจอ่านหนังสือนิทาน หรือ สารคดีสั้น ๆ เล่าให้เขาฟังหรือฝึกให้เขาอ่านตามประโยค ก็จะช่วยพัฒนาทักษะทางด้านภาษา เป็นการฝึกสมาธิ และยังช่วยพัฒนาทักษะทางด้านอารมณ์ ความรู้สึก โดยคุณพ่อคุณแม่อาจสอดแทรกคติสอนใจ หรือข้อคิดการทำความดีให้เด็ก ๆ ได้ฟังและคิดตามไปด้วย


3. ให้ลูกมีเวลาเล่นและทำกิจกรรมอื่น ๆ บ้าง

 การเล่นช่วยส่งเสริมพัฒนาการของลูกน้อย โดยคุณพ่อคุณแม่ควรเน้นของเล่นที่เสริมทักษะ และสร้างความสนุกสนานพร้อมกับการเรียนรู้ให้เหมาะในแต่ละช่วงวัย เปิดโอกาสให้ลูกได้เล่นกับเด็กคนอื่น ๆ รวมไปถึงการทำกิจกรรมนอกบ้าน เช่น การเข้าค่าย การเข้าคอร์สที่ฝึกทักษะต่าง ๆ เช่น การวาดรูป การร้องเพลง ก็จะช่วยให้เขาจะรู้จักการปรับตัว รู้จักการพูดคุยสื่อสาร การถ่ายทอดความคิดและการแสดงความรู้สึกอย่างเหมาะสม ซึ่งจะช่วยพัฒนาและสร้างพื้นฐานทางด้านสังคมให้แก่ลูกน้อย ทั้งยังช่วยพัฒนาการเจริญเติบโตของร่างกาย พัฒนาสติปัญญา รวมถึงช่วยพัฒนาทางด้านอารมณ์อีกด้วย


4. สนับสนุนให้ลูกออกกำลังกาย

 นอกจากการพัฒนาศักยภาพด้านการเรียนรู้แล้ว เรื่องของสุขภาพก็เป็นสิ่งที่คุณพ่อคุณแม่ต้องดูแลและพัฒนาควบคู่ไปด้วยเช่นกัน การกระตุ้นให้ลูกน้อยออกกำลังกายบ่อย ๆ ไม่ว่าจะเป็นการเดิน วิ่ง กระโดด ก็จะช่วยให้ลูกแข็งแรงและฉลาดขึ้น เพราะการออกกำลังกายช่วยทำให้ระบบหมุนเวียนโลหิตทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ช่วยให้มีสมาธิ และยังช่วยพัฒนาเซลล์สมองอีกด้วยค่ะ


5. ให้ลูกฟังเพลง หรือเล่นดนตรีบ่อย ๆ

 คุณพ่อคุณแม่ทราบหรือไม่ว่าการให้ลูกฟังดนตรีบ่อย ๆ จะช่วยทำให้เขามีสมาธิมากขึ้น มีความจำที่ดี มีความกระตือรือร้น ทั้งยังช่วยพัฒนาสมาธิด้านการฟังมากขึ้นอีกด้วย โดยเฉพาะการฟังดนตรีคลาสสิก ซึ่งเป็นเสียงดนตรีที่มีคลื่นเสียงที่เป็นระเบียบ ทำให้ลูกน้อยรู้สึกผ่อนคลาย สมองจึงเปิดรับสิ่งต่าง ๆ ได้เป็นอย่างดี ช่วยให้ลูกมีพัฒนาการทางด้านอารมณ์ จินตนาการ และความคิดสร้างสรรค์ นอกจากนี้ การเล่นดนตรีประเภทต่าง ๆ เช่น เปียโน กีตาร์ กลอง ยังช่วยพัฒนาสมองทั้งซีกซ้ายซีกขวา พัฒนาความสามารถของลูกด้านเหตุผล และพัฒนาระบบความคิดได้ดีอีกด้วย


6. หากิจกรรมเสริมทักษะด้านต่าง ๆ ให้ลูกทำ

วิธีหนึ่งที่จะช่วยกระตุ้นความสามารถและศักยภาพของลูก คือ การให้ลูกได้เล่นของเล่นหรือทำกิจกรรมที่ส่งเสริมให้เขาได้ใช้ความคิด ทักษะการแก้ปัญหา และความคิดสร้างสรรค์ โดยคุณพ่อคุณแม่อาจลองให้เขาทำอะไรใหม่ ๆ ดูบ้าง เช่น ต่อบล็อกเลโก้ เล่นบทบาทสมมติ ฝึกวาดภาพ ฝึกร้องเพลง เต้นรำ เล่นดนตรี เล่นกีฬา ซึ่งอาจทำให้ลูกได้ค้นพบสิ่งที่เขาชอบ และค้นพบความสามารถพิเศษที่ซ่อนอยู่ภายในก็เป็นได้


7. สอนให้ลูกรู้จักรักตัวเองและรักคนอื่น

นอกจากเด็ก ๆ จะได้รับการเรียนรู้ และพัฒนาทักษะด้านต่าง ๆ ไปในทางที่ดีแล้ว เด็ก ๆ ก็ควรต้องได้รับการส่งเสริมและขัดเกลาจิตใจให้ดีด้วยเช่นกัน ซึ่งจะเป็นส่วนช่วยพัฒนาความฉลาดทั้งทางด้านสติปัญญาและทางอารมณ์ได้เป็นอย่างดี โดยเริ่มจากการสอนให้ลูกรู้จักแบ่งปัน เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่แก่ผู้อื่น รู้จักเอาใจเขามาใส่ใจเรา พร้อมกับสอนให้ลูกรู้จักรักตัวเอง ในที่นี้ไม่ใช่ถึงการเห็นแก่ตัว แต่หมายถึง การทำให้ตัวเองมีความสุข ผ่อนคลาย ไม่จำเป็นต้องเคร่งเครียดจากการเรียนหรือต้องพยายามรักษาความเก่งตลอดเวลา


8. ฝึกให้ลูกรู้จักช่วยเหลือตัวเองและมีความรับผิดชอบ

การปล่อยให้ลูกมีอิสระ และมีโอกาสในการตัดสินใจทำสิ่งต่าง ๆ ด้วยตนเอง จะช่วยให้ลูกมีความคิดสร้างสรรค์ กล้าคิดกล้าทำ และเรียนรู้วิธีแก้ไขปัญหาด้วยตนเอง โดยมีคุณพ่อคุณแม่คอยให้คำปรึกษาเมื่อลูกต้องการ หรือให้ความช่วยเหลือเมื่อสิ่งนั้นยากเกินความสามารถของลูกเท่านั้น ซึ่งนอกจากจะสอนให้ลูกรู้จักช่วยเหลือตัวเองแล้ว ก็ควรฝึกให้เขามีความรับผิดชอบในหน้าที่ต่าง ๆ ในแต่ละวัน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องส่วนตัวและส่วนรวม ทั้งที่บ้านและโรงเรียน โดยอาจตั้งกฎเกณฑ์และระเบียบวินัยภายในบ้าน ให้ขอบเขตที่ชัดเจนว่ามีสิ่งใดที่เขาสามารถทำได้หรือทำไม่ได้บ้าง


9. ส่งเสริมให้ลูกรู้สึกว่าตัวเองมีคุณค่า

นอกจากการส่งเสริมด้านทักษะต่าง ๆ แล้ว คุณพ่อคุณแม่ก็อย่าลืมส่งเสริมกำลังใจให้ลูกด้วยเช่นกันนะคะ โดยเฉพาะเมื่อลูกทำดี หรือประสบความสำเร็จ คุณพ่อคุณแม่ก็ควรชื่นชม แต่เมื่อลูกท้อแท้ ก็ควรสนับสนุน ให้กำลังใจ ซึ่งการชมอย่างถูกต้อง ไม่ให้ลูกเหลิง คือการชมอย่างสมเหตุสมผล จะช่วยให้เด็กมีความภาคภูมิใจในตัวเอง หรือมีความรู้สึกว่าตนเองมีคุณค่ามากยิ่งขึ้น ซึ่งจะส่งผลให้เขาสามารถทำสิ่งต่าง ๆ ได้ดีและมีประสิทธิภาพนั่นเองค่ะ


10. เป็นแบบอย่างที่ดีให้ลูก

 เหนือสิ่งอื่นใดที่สำคัญที่สุด คือ คุณพ่อคุณแม่ต้องเป็นตัวอย่างที่ดีให้แก่ลูก ๆ เพราะเด็กจะเรียนรู้ได้อย่างอัตโนมัติโดยไม่ต้องสอนเลย ยกตัวอย่างเช่น การฝึกนิสัยรักการอ่าน หากคุณพ่อคุณแม่หยิบหนังสือขึ้นมาอ่านบ่อย ๆ ยามว่าง หรืออ่านหนังสือนิทานให้ลูกฟัง พร้อมพูดคุยกับลูกเรื่องหนังสือที่เขาอ่าน ก็จะส่งผลให้เขาซึมซับการอ่านหนังสือไปได้โดยไม่รู้ตัวค่ะ


               การเลี้ยงลูกให้เป็นเด็กฉลาดทั้งทางด้านสติปัญญาและทางด้านอารมณ์นั้น เป็นสิ่งที่คุณพ่อคุณแม่ทุกคนสามารถทำได้ เพียงแต่ต้องให้ความร่วมมือร่วมใจ และใช้พื้นฐานความอบอุ่นของครอบครัวเข้ามาเป็นแรงเสริม เพื่อที่จะช่วยให้ลูกสามารถเติบโตเป็นคนเก่งและเป็นคนดี สามารถปรับตัวและใช้ชีวิตในสังคมได้อย่างมีความสุข ที่สำคัญอย่ากดดันเด็กมากจนเกินไปนะคะ เพราะการทำแบบนั้นอาจจะส่งผลเสียกับเด็กมากว่าผลดีก็เป็นได้ค่ะ