ประเมินความคุ้มทุนไฮสปีดเทรนเชื่อม 3 สนามบิน "เป็นเค้กที่ถูกยก หรือ เป็นครกที่ต้องเข็น"

ใกล้เข้ามาแล้ว ที่คนไทยจะได้รู้ว่า ใครจะเป็นผู้ชนะการประมูลโครงการที่มีความสำคัญของประเทศ ในขณะที่มีการประโคมกันว่า โครงการนี้เป็นเค้กก้อนโต ที่ใครได้ไปหล่ะก็ จะสบายไปหลายสิบปี แต่พอมาทำการวิเคราะห์ดูแล้ว หลังจากได้พูดคุยกับผู้ซื้อซองที่ถอดใจจากการประมูล ว่าอะไรคือเหตุผลที่ต้องถอนตัวจากการแข่งขัน ทำให้คิดเลยว่า ผู้ชนะการประมูล จะฝ่าฟัน 6 ความเสี่ยงนี้ไปได้อย่างไร ลองมาดูกันว่า มีความเสี่ยงอะไรกันบ้าง ที่ผู้เข้าผู้ร่วมประมูลใช้ประกอบการตัดสินใจ




1)       ความเสี่ยงที่คนไทยเข้าใจผิดว่า “นำทรัพย์สินของรัฐไปให้เอกชน” ทั้งที่เอกชนต้องจ่ายค่าเช่ามักกะสัน และ เป็นสัญญาเช่าที่มีอายุ 50 ปีเท่านั้น ไม่มีเงื่อนไขต่อ หรือ ขยายระยะเวลาใน TOR และสัญญาระยะการเช่า 50 ปีนี้ สอดคล้องกับกฎหมายการเช่าอสังหาริมทรัพย์ เพื่อพาณิชยกรรมและอุตสาหกรรม พ.ศ. 2542 นอกจากนี้ยังเสี่ยงว่า การรถไฟจะส่งมอบพื้นที่ล่าช้าหรือไม่

2)       ความเสี่ยงจากค่าเช่าที่ดินมักกะสันที่สูงกว่าราคาตลาด ราคาประเมินที่ดินจัดทำโดยที่ปรึกษาของ รฟท. (สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ และสถาบันบัณฑิตบริหารธุรกิจศศินทร์แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย) โดยยึดหลักราคาที่ดินแปลงใหญ่รอบพื้นที่มักกะสัน ทำให้ราคาที่ดินตก 6 แสนบาทต่อตารางวา ซึ่งนำไปคำนวณค่าเช่าที่ดินที่เอกชนต้องจ่ายให้ รฟท. ตลอดระยะเวลา 50 ปี (รวมเงินเฟ้อ) โดยรวมแล้ว รฟท. จะได้รับค่าเช่าที่ประมาณ 52,337 ล้านบาท ซึ่งแพงมาก กลายเป็นอีกภาระของเอกชน

3)       ความเสี่ยงจากโครงการแอร์พอร์ตลิ้งค์ ที่คนเข้าใจผิด กล่าวหาว่า โครงการแอร์พอร์ตเรลลิงก์มูลค่า 4 หมื่นล้านบาทไปประเคนให้เอกชนในราคาเพียง 1.3 หมื่นล้านบาท ซึ่งมีคนพยายามปิดบังว่า ปัจจุบันโครงการแอร์พอร์ตเรลลิงก์มีหนี้ประมาณ 33,229 ล้านบาท และการดำเนินงานแอร์พอร์ตเรลลิงก์ขาดทุนทุกปีประมาณ 300 ล้านบาท เท่ากับมูลค่าบริษัทตอนนี้เหลือเพียง 6 พันกว่าล้าน เงินที่ได้จากเอกชน 1.3 หมื่นล้าน และ ค่าเช่าที่มักกะสัน อีก 5.2 หมื่นล้าน การรถไฟจะเอาไปใช้หนี้ เป็นไททันที ในขณะที่เอกชน ต้องเสียตังค์มาปรับปรุงรถไฟแอร์พอร์ตลิงค์อีกมหาศาล กว่าจะกลับมาทำกำไร

4)       ความเสี่ยงที่จะไม่มีคนคืนเงินค่าก่อสร้าง โดยความเข้าใจผิดว่า รัฐเป็นผู้จ่ายคืน แต่แท้ที่จริง ผู้ที่ต้องจ่ายค่าคืน การรถไฟ ซึ่งเป็นรัฐวิสาหกิจที่ขาดทุนเป็นอันดับสองจากด้านล่างของประเทศ ทำให้เกิดคำถามว่า จะเป็นผู้จ่ายเงินคืนหลังจากก่อสร้างเสร็จปีที่ 5 ตลอดไปอีก 10 ปีได้หรือไม่

5)       ความเสี่ยงที่ปัจจุบัน ที่ดินรอบรางรถไฟแพงหมดแล้ว คนมักคิดว่า ประมูลเพื่อได้ประโยขน์จากที่ดิน โดยลืมไปว่า รถไฟวิ่งเส้นทางรางรถไฟเดิมเป็นส่วนใหญ่ และ ที่ดินแพงขึ้นหมดแล้ว และคนเก็งราคาที่ดิน ทำได้โดยไม่ต้องมาเสี่ยงทำรถไฟความเร็วสูง ไปกางมุ้งซื้อที่เลยดีกว่า ในขณะที่คนลงทุนในโครงการรถไฟ จะถูกจับตา และ ยากในการคืนทุนจากที่ดิน

6)       ความเสี่ยงทางการเงิน คนมักคิดว่า โครงการนี้กำไรเห็น ๆ แต่มักลืมไปว่า กว่าจะเริ่มให้บริการก็ต้องก่อสร้างให้เสร็จ ในขณะที่เอกชน เป็นหนี้ตั้งแต่วันแรก นับไป 5 ปี กว่าจะมีผู้โดยสารรายแรก เงินช่วยเหลือจากภาครัฐตลอด 5 ปี ยังไม่มีซักบาท ดังนั้น นับรอไปอีก 10 ปี กว่าจะได้เงินอุดหนุนค่าก่อสร้างที่ทยอยจ่ายปีละเท่าๆกัน นอกจากนี้ผู้โดยสาร กว่าจะมีจำนวนมากพอ ต้องใช้เวลาอย่างน้อย 10 ปี และต้องลุ้นว่า โครงการอื่น ๆ จะต้องเกิดให้หมด เช่นสนามบิน เพื่อให้มีผู้โดยสารตามเป้า ซึ่งหากทุกอย่างเป็นไปตามเป้าหมาย ต้องใช้เวลาอย่างน้อย 30 ปีกว่าจะหมดภาระขาดทุน ปีที่ 31 ถึงจะเห็นกำไร โดยที่ในอีก 30 ปีข้างหน้า เทคโนโลยีรถไฟอาจหนีไปเป็น Maglev หรือ รถไฟที่ใช้พลังแม่เหล็ก ในขณะที่คนลงทุนก่อนเสียเปรียบ และ ยังไม่คืนทุนเลยด้วยซ้ำ ดังนั้น ก็ต้องลุ้นไปว่า เทคโนโลยีนี้จะยืนพื้นไปได้อีก 30 ปี สรุปได้ว่า ดีสุดคือ คืนทุนใน 30 ปี แต่หากโชคร้าย ก็คงจะหมดภาระหนี้ในปีที่ 50 พอดี ดังนั้น คนมาทำโครงการนี้ต้องบอกว่า ต้องทั้งอึด ทั้งทน เพราะหากทำสำเร็จ จะเป็นกุญแจที่สำคัญนำอีอีซี เป็นเครื่องจักรเศรษฐกิจไปได้อีกหลายสิบปี ก็ต้องมากลั้นหายใจลุ้นว่า โครงการนี้จะสำเร็จหรือไม่


***********

ที่มา: Pantip