กระแสที่น่าติดตามของสัมปทานดิวตี้ฟรี

ถึงแม้ว่าเรื่องของการหาเสียงเลือกตั้งจะมาแรง ทำให้กระแสที่น่าติดตามอย่างเรื่องสัมปทานดิวตี้ฟรีเบาบางลง แต่ก็ไม่ได้หายไปไหน เพราะมีคนคอยกระตุ้นให้เกิดความน่าสนใจอยู่ตลอดเวลาตั้งแต่ปี 61 จนถึงปัจจุบันก็ยังไม่เคยหายไปจากพื้นที่ข่าว

เท้าความเดิมไปเมื่อประมาณกลางปี 61 ที่มีความเคลื่อนไหวจากสมาคมร้านค้าปลอดอากร นำโดยนางรวิฐา พงศ์นุชิต นายกสมาคมสมาคมการค้าร้านค้าปลอดอากรไทย ที่ต้องการให้ ทอท.เปิดจุดส่งมอบสินค้าปลอดอากรสาธารณะ (Pick-up counter) ซึ่งประเด็นนี้มันก็มาพร้อมกับวาทะกรรม “ผูกขาดสัมปทานดิวตี้ฟรี” เดือดร้อนทาง ทอท. (กับ KP) ต้องออกมาอธิบายกันยกใหญ่ว่าทุกอย่างที่ทำมานั้นถูกต้อง โปร่งใส สำหรับประเด็นเรื่องจุดส่งมองสินค้าปลอดอากร ก็เป็นไปตามวิวัฒนาการ

ในประเด็นเรื่องจุดส่งมอบสินค้าฯ ทอท.เคยได้อธิบายไว้ว่า ดิวตี้ฟรีเริ่มต้นเปิดให้บริการให้ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ซึ่งในขณะนั้นดิวตี้ฟรีในเมืองมีจำนวนน้อย ทอท.ยุคนั้นจึงได้เปิดประมูล พื้นที่เชิงพาณิชย์ทุกประเภท ตามขอบเขตสัญญาเน้นต้องตั้งอยู่ภายในอาคารผู้โดยสาร ซึ่งทางผู้ชนะประมูลได้เสนอข้อมูลประกอบสัญญารวม Pick Up counter ไว้ด้วยเป็น “เงื่อนไขประกอบสัญญา” และต่อมาเมื่อปี 2555 เริ่มมีนักลงทุนสนใจเปิดร้านดิวตี้ฟรีในเมืองเพิ่มขึ้น ทอท. สมัยนั้นจึงเริ่มเห็นเงื่อนไขสัญญาใหม่ โดยมีคำว่า Pick Up Counter ระหว่างเปิดประมูลร้านค้าดิวตี้ฟรีท่าอากาศยานดอนเมือง

ทาง ทอท.ได้บอกว่าการเปิดประมูลพื้นที่ในท่าอากาศยานมีวิวัฒนาการ

ยุคที่ 1 กำไนดให้มีเงื่อนไขประมูลพื้นที่เชิงพาณิชย์ทุกธุรกรรมไว้ในสัญญาเดียว

ยุคที่ 2 มี Pick up counter เข้ามาจึงเริ่มแยกพื้นที่และสัญญา กำหนดให้ผู้ชนะประมูลได้ประกอบการแต่เพียงผู้เดียว

ยุคที่ 3 Pick up counter ได้รับความสนใจมากขึ้น จึงมีความเห็นว่าต้องเปลี่ยนเงื่อนไขการประมูลครั้งต่อไป พร้อมกับปรับวิธีการ เพราะการให้สิทธิแก่รายเดียวคงจะไม่สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน ดังนั้นการประมูลล่าสุดในสนามบินภูเก็ตจึงใช้รูปแบบเงื่อนไข ให้ผุ้ชนิจะต้องอนุญาตให้ผู้ประกอบการรายอื่นใช้ pick up counter ได้ด้วย

แต่เนื่องจากว่าสัมปทานของสุวรรณภูมิยังไม่ได้หมดอายุจึงยังทำให้ใช้รูปแบบยุคที่ 3 ไม่ได้

ถึงแม้ว่าจะมีการอธิบายแบบนี้คุณรวิฐา พงศ์นุชิตจะพยายามยื่นหนังสือไปยังผู้ตรวจการแผ่นดิน แต่ผู้เขียนเองก็มองว่ามันเป็นอะไรที่ดื้อดึงไปเสียหน่อย ดื้อดึงจนน่าสงสัยว่าการเคลื่อนไหวดังกล่าวทำเพื่อสมาคมร้านค้าปลอดอากรเพียงอย่างเดียวหรือไม่? บางสำนักข่าวก็ได้เชื่อมโยงไปถึงหุ้นส่วนของล็อตเต้ ที่มีความเชื่อมโยงกับตัวคุณรวิฐาด้วย ประกอบกับสถานการณ์ของทาง show DC ก็ไม่ได้สวยงามมากนัก จึงมีความเป็นไปได้ว่าทุกอย่างต้องถูกดำเนินการให้อย่างรวดเร็ว ถึงแม้ว่าในขณะนั้นอายุสัมปทานจะใกล้หมดจนต้องประมูลใหม่ก็ไม่ยอม

การเข้ามาของ “วรวุฒิ อุ่นใจ” ประธานสมาคมค้าปลีกคนใหม่ ชู 3 แนวทาง สลายผูกขาด “ธุรกิจดิวตี้ฟรี”

ซึ่งก็เป็นข้อกังขากับประชาชีไม่น้อยว่าสมาคมค้าปลีกไปเกี่ยวอะไรกับดิวตี้ฟรี

สำนักข่าวจั่วหัวว่า “ห้างใหญ่ชักใย” ก็ถึงกับบางอ้อ พอจะเชื่อมโยงเหตุการณ์เห็นภาพชัดมากยิ่งขึ้น การที่คุณวรวุฒิ อุ่นใจ ออกมาเคลื่อนไหวโดยที่ตัวเองก็อยู่ภายใต้สังกัดของเซ็นทรัล และประกอบกับเซ็นทรัลก็มีความสนใจในธุรกิจดิวตี้ฟรี เป็นตัวเก็งสำคัญสำหรับการประมูลสัมปทานดิวตี้ฟรีสุวรรณภูมิครั้งใหม่เลยแหละ

ชัดเจนมากยิ่งขึ้นว่าทุกอย่างทำเพื่อห้างใหญ่

มันไม่ได้มีแค่เรื่องที่เซ็นทรัลจะเข้าประมูลดิวตี้ฟรีเท่านั้น แต่มันมีเรื่องของจุด VatRefund เข้ามาตอกย้ำภาพลักษณ์ชัดเจนว่า เซ็นทรัลมีความอยากได้ทำในสิ่งที่เกี่ยวกับสินค้าปลอดอากรมากยิ่งขึ้น ไม่ต้องอะไรมากตอนที่สรรพากรเปิดรับสมัครตัวแทนคืนภาษี VAT refund ผลออกมา CP all เป็นฝ่ายคว้าไป ก็คุณวรวุฒิ นี่แหละ ที่ออกมาเปิดประเด็นดราม่า จะขอยื่นอุทธรณ์ต่อสรรพากร ก็ไม่รู้ว่าดราม่ากันยังไงสุดท้ายสรรพากรก็ยอม ปรับปรุงหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไข “ตัวแทนเพื่อขอคืน VAT ให้นักท่องเที่ยวต่างชาติ” ใหม่ โดยยกเลิกข้อ 3  ผ่อนปรนให้ผู้ประกอบการยื่นคำขอเปิดจุดให้บริการคืน VAT แก่นักท่องเที่ยวต่างชาติ ซึ่งตั้งอยู่ในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑลได้ไม่เกิน 5 จุด สุดท้าย เซ็นทรัล ก็มีส่วนร่วมตรงนี้สมใจหมาย

สิ่งเหล่านี้แหละที่มันทำให้เราเห็นสมาคมผู้ค้าปลีกไทย เคลื่อนไหวประเด็นดิวตี้ฟรี ก็จะทำให้เห็นจุดประสงค์ของการเคลื่อนไหว ว่าเพื่ออะไร และเพื่อใคร

ความเคลื่อนไหวของทั้ง 2 มีจุดประสงค์ที่ใกล้เคียงกันจนกลัวเหลือเกินว่าทั้งสองสมาคมนี้จะมีการจับมือกดดัน ทอท. อีกหรือไม่? และจะเคลื่อนไหวในรูปแบบไหนกันอีก? อันนี้ต้องคอยติดตามนะครับ

แต่อย่าลืม คนเราจะเป็นพันธมิตรกันได้ก็ต่อเมื่อมีศัตรูคนเดียวกัน


https://pantip.com/topic/38625405