ทิเบตัน มาสทิฟฟ์ จากสัตว์ศักดิ์สิทธิ์ สู่สุนัขเศรษฐี และหมาจรที่ถูกทิ้ง

จากสัตว์ศักดิ์สิทธิ์ สู่สุนัขเศรษฐี และหมาจรที่ถูกทิ้ง:ชะตาชีวิตที่ผกผันของ “ทิเบตัน มาสทิฟฟ์”

ในตำนานพื้นบ้านของชาวทิเบต “ทิเบตัน มาสทิฟฟ์” (Tibetan mastiffs) หรือ “จ้างอ๋าว” สุนัขสายพันธุ์เก่าแก่ที่มีต้นกำเนิดในทิเบต ถูกเล่าขานว่าเป็นสัตว์ศักดิ์สิทธิ์ ที่นำเมล็ดพันธุ์ข้าวมาสู่ดินแดนหลังคาโลก

.

ในอดีตพวกมันเคยเป็นสหายผู้ซื่อสัตย์ และผู้พิทักษ์บ้านและเฝ้าสัตว์ชั้นดีสำหรับครอบครัวชาวทิเบต แต่ทว่าหลายปีที่ผ่านมา สุนัขขนปุยเหล่านี้กลับกลายเป็นสัตว์ที่ถูกทิ้งขว้างไม่มีใครต้องการ เนื่องมาจากพวกมันเริ่มที่จะแสดงความก้าวร้าวอย่างผิดปกติ

#ผู้พิทักษ์แห่งที่ราบสูง

ด้วยขนาดตัวใหญ่ยักษ์ดังที่เห็น ทิเบตัน มาสทิฟฟ์ตัวผู้มักจะมีน้ำหนักตัวประมาณ 55-90 กิโลกรัม ซึ่งพอๆกับน้ำหนักของมนุษย์ผู้ใหญ่ ทั่วไปแล้วทิเบตัน มาสทิฟฟ์ จะมีขนหนาฟูสีดำหรือสีน้ำตาลเพื่อให้ความอบอุ่นแก่ร่างกาย ความลึกลับแห่งธรรมชาติที่ทำให้พวกมันสามารถปรับตัวให้เข้าอยู่รอดได้บนที่ราบสูงชิงไห่-ทิเบต ก็คือการที่พวกมันมีสายเลือดของหมาป่ามาตั้งแต่ยุคก่อนประวัติศาสตร์

.

ทิเบตัน มาสทิฟฟ์มักจะนอนในเวลากลางวัน เพื่อออมพลังงานไว้สำหรับการลาดตระเวนในเวลากลางคืน พวกมันเป็นสัตว์ที่มีความจำเป็นเลิศ จึงสามารถจำแกะและวัวทุกตัวที่พวกมันต้องคอยเฝ้าระวังได้

.

ทิเบตัน มาสทิฟฟ์ปกป้องสัตว์ที่พวกมันต้องดูแลจากการล่าของหมาป่า เสือดาว และหมี ว่ากันว่ามันสามารถล้มเสือทั้งตัวได้ และครั้งหนึ่งในสมัยราชวงศ์หยวน บรรพบุรุษของสุนัขพันธุ์นี้เคยถูกฝึกเพื่อใช้งานในการรบของกองทัพ

#กระแสความคลั่งไคล้ทิเบตันมาสทิฟฟ์

ในช่วงทศวรรษที่ 1990 ความนิยมและความคลั่งไคล้สุนัขทิเบตัน มาสทิฟฟ์ ได้เริ่มขยายวงกว้างไปทั่วแดนมังกร ในอดีต มีเพียงพระภิกษุและนายทาสเท่านั้นที่มีเงินพอจ่ายค่าฝึกสุนัขพันธุ์นี้ซึ่งมีราคาสูงลิ่ว ผู้คนจึงรู้จักพวกมันในฐานะสัญลักษณ์ที่แสดงถึงความมั่งคั่งและสถานะภาพทางสังคมของเจ้าของ

.

ในช่วงปี 2014 ราคาขายของทิเบตัน มาสทิฟฟ์ ตัวหนึ่งในประเทศจีน ถูกปั่นจนพุ่งสูงสุดถึง 1.9 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (เกือบ 60 ล้านบาท)

.

แน่นอนว่า ผู้เพาะพันธุ์สุนัขในมณฑลชิงไห่และเขตปกครองตนเองทิเบตมองเห็นและรีบคว้าโอกาสนี้ ด้วยความฝันที่จะสร้างธุรกิจจนร่ำรวยได้ในชั่วข้ามคืน หลังจากนั้นไม่นาน จำนวนทิเบตัน มาสทิฟฟ์ ก็เพิ่มขึ้นอย่างมาก จนมาถึงจุดที่ตลาดไม่สามารถรองรับพวกมันได้อีกต่อไป

.

#สุนัขจรจัดที่ไม่มีใครต้องการ

ตั้งแต่ปี 2013 เป็นต้นมา สุนัขพันธุ์ทิเบตัน มาสทิฟฟ์ เริ่มไม่เป็นที่โปรดปรานของชาวจีนอีกต่อไป จนกระทั่งในปี 2015 ศูนย์เพาะพันธุ์ทิเบตัน มาสทิฟฟ์จำนวน 2,000 แห่งจากทั้งหมด 3,000 แห่งในทิเบตได้ทยอยปิดตัวลง เนื่องจากราคาขายของเจ้าสัตว์สี่เท้าขนปุยเหล่านี้ ตกฮวบลงจากสูงสุดเกือบ 2 ล้านดอลลาร์สหรัฐ จนเหลือเพียงแค่ตัวละไม่ถึง 1,500 ดอลลาร์(46,000) เท่านั้น

ในช่วงเวลาเดียวกัน ลูกสุนัขทิเบตัน มาสทิฟฟ์ ที่ถูกผสมข้ามสายพันธุ์ก็ถูกบรรดาเจ้าของทอดทิ้ง เพราะมีข้อกังขาในเรื่องคุณภาพของสายพันธุ์ อีกทั้งผู้ที่ทำอาชีพเลี้ยงสัตว์หลายรายก็เพิกเฉยต่อสุนัขของตน เพราะพวกเขาขายสัตว์ในฟาร์มทิ้งและย้ายไปยังเมืองต่างๆ เพื่อทำธุรกิจถังเช่าที่กำลังมาแรง ประกอบกับบรรดาทิเบตัน มาสทิฟฟ์ที่ไม่ผ่านการทำหมันก็ให้กำเนิดลูกกันมากขึ้น ส่งผลให้จำนวนสุนัขจรจัดในภูมิภาคทะยานสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว

สุนัขจรเหล่านี้เดินเตร็ดเตร่ไปตามหมู่บ้าน นอกจากจะโจมตีผู้คนแล้ว พวกมันยังคุกคามชีวิตสัตว์ป่าด้วย แกะสีน้ำเงินป่าเป็นหนึ่งในเป้าหมายที่อ่อนแอที่พวกมันชอบโจมตี ในขณะเดียวกันฝูงวัวควายที่พวกมันเคยมีหน้าที่ปกป้อง ก็กลับกลายมาเป็นเหยื่อของพวกมันแทน นอกจากนี้ ชาวบ้านยังเคยถ่ายคลิปฝูงสุนัขจรจัดรุมโจมตีเสือดาวหิมะ หมี และหมาป่าไว้ได้อีกด้วย

#ภาระหนักที่ยากจะแบกรับ

เพื่อหลีกเลี่ยงความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นอีก ทิเบตัน มาสทิฟฟ์จรจัดเหล่านี้ถูกเลี้ยงดูในศูนย์พักพิงหลายแห่ง ที่ได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลท้องถิ่นและวัด ศูนย์พักพิงในเมืองนางเช็นหรือหนานเฉียน ของมณฑลชิงไห่ รับเลี้ยงสุนัขจรจัดอย่างน้อย 600 ตัว แต่ละวันศูนย์จำเป็นต้องจัดหาแป้งเพื่อทำอาหารมากกว่า 400 กิโลกรัม ซึ่งคิดเป็นค่าใช้จ่ายประมาณ 3,000 ดอลลาร์ต่อเดือน (93,000 บาท)

จากการวิจัยของศูนย์วิจัยและอนุรักษ์ Gangri Neichog พบว่าสุนัขราว 14,000 ตัวจาก 50,000 ตัวในแคว้นปกครองตนเองกั่วลั่ว ในมณฑลชิงไห่ ล้วนเป็นเป็นสุนัขเร่ร่อน นอกจากนี้แค่ในเมืองนางเช็นเพียงเมืองเดียว มีสุนัขจรจัดมากถึง 8,201 ตัว ซึ่งศูนย์พักพิงที่มีอยู่ก็ดูเหมือนจะไม่สามารถรองรับสมาชิกใหม่เพิ่มได้อีก

.

เมื่อปี 2017 ทางศูนย์ได้เสนอให้มีการทำหมันเพื่อควบคุมปริมาณสุนัขจรจัด โดยแผนงานดังกล่าวได้รับการสนับสนุนและเงินอุดหนุนจากรัฐบาล ขณะเดียวกันอารามต่างๆ ก็ยังขอร้องให้ผู้คนในท้องถิ่นช่วยกันรับเลี้ยงสุนัขเร่ร่อนมากขึ้นด้วย

ปฏิเสธไม่ได้ว่าทิเบตัน มาสทิฟฟ์ ซึ่งครั้งหนึ่งเคยเป็นสัตว์เลี้ยงแสนล้ำค่า กลับต้องมาระหกระเหเร่ร่อนเป็นหมาจรที่ไม่มีใครต้องการ มีสาเหตุมาจากความโลภของคนที่แฝงอยู่ในความคลั่งไคล้สุนัขพันธุ์นี้ เมื่อกระแสแฟชั่นนี้สิ้นสุดลง มนุษย์จำเป็นต้องรับผิดชอบต่อผลพวงที่เกิดขึ้นจากการกระทำของตน


credit : China Xinhua News