(((ไพร่อุปทาน))) : "ระบอบอำมาตยาฯ " วาทกรรมที่ไร้คำจำกัดความ ในระบอบการปกครองไทยที่ไร้ความจำกัด ???

  

 

"ไพร่อุปทาน" กับคำว่า "อำมาตยาฯ" บริบทแห่งวาทกรรมบนประเด็นความขัดแย้งทางการเมืองในปัจจุบันของไทย 

 

ทัศนะโดย : ไพร่อุปทาน
๒๒ มีนาคม ๒๕๕๓

 

ประการแรก เราต้องชี้ชัดกันเสียก่อนว่า โครงสร้างระบบการปกครองของไทยเรานั้น ยังไม่ใช่หลักการปกครองในระบอบประชาธิปไตยในเชิงพฤตินัย หรือในเชิงกระบวนการปฏิบัติ อย่างคำกล่าวอ้างหรู ๆ นั่นเลย  เพราะไม่เคยมีการปกครองในระบอบประชาธิปไตยที่ใดในโลก คงอยู่ได้และคู่ขนานกันไปกับการ ปฏิวัติ รัฐประหาร หรือยึดอำนาจประชาชนกันทุก ๆ ๔ ปี/ครั้ง โดยเฉลี่ย เหมือนที่คุ้นชินอยู่ของประเทศไทยเรานี้

 

ดังนั้น ผมจึงมองเห็นอย่างตรงไปตรงมาว่า "เราเป็นประเทศที่ปกครองแบบรัฐซ้อนรัฐ" หรือเปรียบให้เห็นภาพก็คือ วิธีการปกครองของเราใช้ความเป็นประชาธิปไตยโดยหลักของ "พิธีการ" มากกว่าระบบการปกครอง หรือกระบวนการ อีกทั้งยังอยู่ในกรอบอำนาจจำกัด ที่ต่ำศักดิ์กว่าอำนาจทางทหาร หรือตุลาการ ซึ่งแท้ที่จริงแล้วเป็นเพียงข้าราชการในองค์กรของรัฐ แต่กลับเป็นกลไกที่สำคัญของระบบอำนาจ (ในบริบทของภาคการเมือง) ที่ปกคลุม และมีอิทธิพลอย่างแท้จริงอีกชั้นนึง ซึ่งแน่นอนว่า องค์กรที่มีอำนาจล้นพ้น ที่ยึดโยงกันอยู่นั้น ไม่ได้ยึดโยงอยู่กับอำนาจอธิปไตยของปวงชนใด ๆ เลย อีกทั้งสงวนสิทธิ์ในการตรวจสอบ ถ่วงดุลย์ได้จากภาคองค์กรใด ๆ ทั้งสิ้น

 

สิ่งเหล่านั้นก็ยากที่จะพูดข้อเท็จจริงได้ทั้งหมด (ซึ่งขอละไว้) ว่าเป็นอำนาจที่เกี่ยวพัน ส่งต่อพันธกิจถึงกันผ่านกลไกอย่างเป็นระบบ ซึ่งถือเป็นพัฒนาการที่เกิดจากการปรับกระบวนรูปแบบกันมาตั้งแต่ พ.ศ. ๒๔๗๕ หลังจากการที่รัฐบาลแรกของชาติ ที่เกิดขึ้นจากเจตนารมณ์ของคณะราษฏร์ฯ ที่ต้องการให้ประชาชนได้มีกลไกปกครองกันเอง ถูกยึดอำนาจทวงคืนไป จากฐานอำนาจเก่า และได้ปรับตัว สร้างกลยุทธ์ใหม่ เพื่อกลมกลืนและอำพรางอำนาจเหล่านั้น แฝงเร้นในร่างใหม่ เป็นระบอบการปกครองที่เราอ้างถึง นั่นคือ "ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระประมุขฯ"

 

สำหรับส่วนตัวผมเอง ผมเห็นว่านั่นเป็นการขัดกับหลักการในเชิงปฏิบัติ เพราะหากเอาข้อเท็จจริงเชิงวิชาการมาพูดกันด้วยเหตุด้วยผล อย่างไม่มีอคติ ก็จะเห็นได้ว่า หากนัยประมุข นั่นหมายถึงชาติ ย่อมเป็นสิ่งที่กล่าวได้ แต่ระบอบการปกครองนั้น มีความเป็นเอกเทศเฉพาะตัว เพราะถือว่า "การปกครองเป็นโครงสร้างด้านระบบ" (ซึ่งดูจะแปลก ๆ และเป็นจริงไม่ได้ หากระบบการปกครองจะมีประมุข) แต่ตรงนี้ สังคมไทยโดยชนชั้นปกครองได้ "ตีขลุม" และได้สร้างเครือข่ายอำมาตย์แบบไม่ทันที่จะมีใครรู้เนื้อรู้ตัว ผ่านอำนาจที่คลุมเครือเหล่านั้น นำมาใช้เป็นกลไกปกครองซ้ำทับเข้าไปอีกชั้นหนึ่ง เพื่อครอบคลุมกลไกอำนาจรัฐไว้ได้อย่างเบ็ดเสร็จ

 

นั่นจึงเป็นที่มาของคำว่า "ระบบอำมาตย์" ซึ่งโดยนัยยะเชิงกระบวนการ มิใช่เชิงความหมายตามพจนานุกรม อย่างที่เล่นลิ้นกันอยู่ เพื่อชิงพื้นที่สื่ออย่างที่เห็น

 

อำมาตยาฯ สำหรับผม มีมิติเชิงมุมมองไปในลักษณะของ "ระบบ" มิใช่ตัวบุคคลใดบุคคลหนึ่ง และเป็นสรรพนามที่เรียกใช้ในบริบทที่ต้องการจะชี้ให้เห็นว่า "นั่นเป็นสิ่งแปลกปลอม" ในการปกครองเชิงการบริหารบ้านเมือง ซึ่งแปลว่า มีกลไกแอบแฝงเหล่านี้ คอยแทรกแซงเอกภาพของการบริหารประเทศของรัฐบาลมาทุกยุคทุกสมัย จนกลายเป็นการปกครองแบบยืมมือประชาชน แต่เข้ามาอยู่โดยการอุปถัมภ์อำนาจแบบ "เครือข่ายของระบอบอำมาตยาฯ" ที่ต้องแลกเปลี่ยนอำนาจและผลประโยชน์บางอย่างซึ่งกันและกัน และแน่นอนว่า ประชาชนไม่ได้เป็นผู้เกี่ยวข้องกับยุทธการเหล่านั้นแต่อย่างใด

 

นั่นก็คือ อำนาจซ้อนอำนาจ หรือ "รัฐซ้อนรัฐ"  ที่ผมกล่าวถึงนั่นเอง

 

สิ่งแปลกปลอมที่เป็นปัญหาเหล่านี้ต่างหาก ที่เป็นรากเหง้าแห่งความไม่มีพัฒนาการทางประชาธิปไตย เพราะได้ถูก "บอนไซ" ไว้เสร็จสรรพ ด้วยกระถางที่ระบอบอำมาตยาจัดเตรียมไว้ควบคุมการเจริญเติบโตแบบ "สั่งได้"  ซึ่งจะเปิดแค่พื้นที่ประชาธิปไตยเชิงพิธีไว้ให้ประชาชนเล่นกันอย่างมีขอบเขตที่ชัดเจน แต่จะไม่สามารถหยั่งรากแก้วแห่งประชาธิปไตยลงลึกได้ เพราะถูกตั้งอยู่ใน "กระถาง" เท่านั้น ไม่ใช่บนพื้นดินธรรมชาติแต่อย่างใด

 

และเมื่อใดก็ตาม ที่ประชาชนเริ่มคาดหวัง หรือเล่นประชาธิปไตยสมมุติกันอยู่ในกระถางนั้น ดูเกินงาม ดูเหมือนจะมีพัฒนาการที่ดีเกินไป และยากเกินกว่าควบคุม กระถางอาจจะแตกได้นั้น ก็จะถูกทำกลับให้วนมาอยู่ที่เดิม เพื่อเริ่มต้นด้วยความอ่อนแอกันใหม่อีกครั้ง (คือการยึดอำนาจล้างกระดานกันใหม่)

 

ฉะนั้น อำมาตย์คือใคร ผมไม่สามารถบอกได้ชัดเจน แต่ระบอบอำมาตย์ที่เป็นสิ่งแปลกปลอมในโครงสร้างของ "ประชาธิปไตยแบบพิธี" ก็ดั่งที่กล่าวบรรยายข้างต้น พอจะเห็นมิติที่ชัดเจนขึ้นไม่มากก็น้อยนะครับ...

 

---------------//---------------

 

บทความที่อาจจะเกี่ยวข้อง >>

(((ไพร่อุปทาน))) "กับดักทางสมอง" ทัศนคติเชิงมุมมอง "ประชาธิปไตยแบบไทย ๆ" คือ นักการเมืองเลว และประชาชนโง่ บ้านเมืองไทยถึงไม่เจริญ !!! "จริงดอกหรือ???"

http://talk.mthai.com/topic/74359

 

---------------//---------------