(((ไพร่อุปทาน))) : “ไพร่อุปถัมภ์ หรือจะสู้ศักดินาอำมาตยาค้ำชู” - เมื่อการเข้าถึงโครงสร้างทางอำนาจการปกครองของไทย กลายเป็นต้นเหตุ “นักการเมืองต้องเลว” !!?

 

 

“...เห็นครั้งแรกแล้วไม่น่าเชื่อว่านายจักรภพจะเป็นคนมุ่งมั่นต่อต้านระบบอุปถัมภ์ เพราะนายจักรภพไม่เคยพูดหรือมีพฤติกรรมต่อต้านระบบอุปถัมภ์ แต่ที่ทำให้นายจักรภพนั่งในที่มีความสุข เพราะได้ระบบอุปถัมภ์ แต่บังเอิญระบบไพร่อุปถัมภ์ หรือระบบอุปถัมภ์สามานย์ที่สุด...”

อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ, ๒๗ พฤษภาคม ๑๕๕๑ : ปัจจุบันดำรงค์ตำแหน่งนายกรัฐมนตรีคนที่ ๒๗ ของไทย โดยไม่จำเป็นต้องอาศัยการอุปถัมภ์ของประชาชนแต่อย่างใด .-

 

----------------//----------------

 

บทความโดย : ไพร่อุปทาน
๗ พฤษภาคม ๒๕๕๓


>• ประชาธิปไตยแบบไทยๆ คือการปลูกซากประชาธิปไตย บนกระถางดินปืนของเผด็จการฯ

            -. หลังจากที่ประเทศไทยที่ได้มีการปฏิวัติเปลี่ยนผ่านระบอบการปกครองจากระบบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ ไปสู่การปกครองในระบอบประชาธิปไตยฯ เมื่อปี พ.ศ. ๒๔๗๕ โดยเจตจำนงค์ของคณะราษฏร์ฯ ในครั้งนั้น และยึดถือรูปแบบการปกครองในลักษณะผู้แทนปวงชนผ่านระบบการเลือกตั้งมาโดยตลอด จวบจนถึงปัจจุบัน แต่การปกครองกันในรูปแบบดังกล่าวนี้ กลับบังเกิดเป็นผลลัพธ์ที่ขัดแย้งและสวนทางกับ “หลักการทางเนื้อหาของระบอบประชาธิปไตย” ที่อ้างไว้อย่างสิ้นเชิง หรืออาจสรุปให้เข้าใจโดยง่ายว่า “…ประเทศไทยนั้นปกครองกันในบริบทแห่งประชาธิปไตยเฉพาะฉากแห่ง “พิธีการ” เท่านั้น แต่กลับกัน ในหลักกระบวนการทาง “เนื้อหา” เรายังไม่อาจที่จะพูดได้เลยว่า ประชาธิปไตยของไทยนั้น อำนาจแห่งอธิปไตยเป็นของปวงชน และประชาชนเป็นผู้มีสิทธิ์ใช้มันโดยแท้จริง…”

เพราะหากย้อนกลับไปดูภาพรวมในกระบวนการทางเนื้อหาจะเห็นได้ว่า หลังการเปลี่ยนแปลงการปกครอง ๒๔๗๕ จนถึงปัจจุบันใช้ระยะเวลาร่วม ๗๘ ปี ประเทศไทยกลับเป็นประเทศที่มีประเพณีการยึดอำนาจและฉีกรัฐธรรมนูญโดยวิธีเผด็จการบ่อยครั้งที่สุด ในอดีตมีผู้นำมากมายที่เคยเป็นความหวังของประชาชนคนแล้วคนเล่า ได้ถูกกระชากลงจากอำนาจการบริหารฯ ด้วยข้ออ้างมากมายของเครือข่ายเผด็จการฯ ที่รวมตัวกันอย่างเป็นกระบวนการ ไม่ต่างอะไรกับ “ทฤษฎีสมคบคิด” อ้างความชอบธรรมให้บรรลุผลเชิงเผด็จการอยู่ร่ำไป โดยไม่มีใครให้ความสนใจในหลักเนื้อหาที่ว่า “อำนาจอธิปไตยเป็นของปวงชน” จนดูคล้ายกับว่า อำนาจจอมปลอมเหล่านั้น ไม่เคยได้มีอยู่จริงในมือของประชาชนมาตั้งแต่แรกแล้ว เสมือนหนึ่งว่า ประชาชนมีสิทธิ์เป็นเพียงแค่ผู้ถูกปกครองที่มีหน้าที่เสียภาษีให้กับรัฐฯ เท่านั้น ส่วนพิธีการใช้สิทธิเลือกตั้งที่ได้จัดให้มีขึ้นนั้น “เป็นเพียงพิธีการร่วมสนุกของภาคประชาชนกันเพียงคนละไม่กี่นาที” หรือเพียงแค่กลอุบายในการประโลมจิตใจ ผู้ถูกปกครองได้หลงภวังค์อยู่ใน "อุปาทานในสิทธิเสรีภาพทางจินตนาการ" บนฝ่ามืออันว่างเปล่ามาตั้งแต่ต้น เพราะท้ายที่สุดของผลแห่ง “พิธีการแหกตา” เหล่านั้น ก็หาใช่คำตอบที่ต้องการของผู้กุมอำนาจ และเป็นผู้กำหนดชะตาบ้านเมืองที่แท้จริงไม่ “...นี่มันระบอบอะไรกัน?...”

 

>• สูตรสำเร็จที่แสนจะมักง่าย “นักการเมืองเลว - ประชาชนโง่” ประเทศชาติถึงไม่พัฒนา?

            -. ข้ออ้างสุดคลาสสิคของลัทธินิยมเผด็จการ ที่พยายามจะปูทางไปสู่ระบอบเผด็จการให้ได้อย่างเต็มตัว โดยชี้ประเด็นว่า ผลแห่งวิกฤตการณ์ทางการเมืองที่อุปาทานกันไปแล้วว่า “มันล้มเหลว” ทุกครั้งนั้น เป็นผลมาจากเหตุข้อบกพร่องเชิงจริยธรรมของนักการเมือง ซึ่งถือเป็นจุดอ่อนในโครงสร้างการปกครองระบอบประชาธิปไตย วิพากษ์กันขรมว่า “นักการเมืองเลวทุกคน” เพราะนั่นเป็นผลผลิตจากรากเหง้าเลวๆ นั่นก็คือ “ความโง่เขลาของประชาชน” ที่อาจจะโง่เกินกว่าจะปล่อยให้มีส่วนชี้นำประเทศ จนเป็นวังวนแห่งวิกฤตการณ์ของชาติทุกครั้งไป พร้อมกับแสดงการยกย่องและเทิดทูน “นักยึดอำนาจ” ซึ่งแท้ที่จริงก็เป็นหนึ่งในกลไกของระบอบเผด็จการฯ สั่งยุติและชี้ขาดความถูกผิดด้วยอำนาจที่ไม่ต้องฟังใคร และยังยกย่องกันเองเยี่ยงวีรบุรุษผู้กอบกู้ชาติคืนจากอริราชศัตรู เป็นผู้ได้เสียสละจาก “ภารกิจในสนามกอล์ฟ” เข้ามาทำหน้าที่อย่างสมเกียรติภูมิ ด้วยการ “ยึดคืนอำนาจจากมือประชาชนผู้โง่เขลาเหล่านั้นไปเสีย” สวดยับไปถึงประชาชน ว่าไม่สมควรที่จะให้มีสิทธิมีเสียงทางการเมืองใดๆ จนดูคล้ายจะเป็นตัวปัญหาถ่วงความเจริญก้าวหน้าของชาติเสียด้วยซ้ำ

 

“...นั่นเป็นการวาง “กับดักทางสมอง” ให้เกิดระบบคิดเชิงชี้นำสังคมไปโดยปริยาย เป็นเหตุแห่งการกัดกร่อนความเข้มแข็งของการเมืองภาคประชาชน ให้อ่อนแอลงอยู่เรื่อยๆ ให้ผู้ถูกปกครองมีความรู้สึกท้อแท้ เบื่อหน่ายกับการที่จะมีส่วนร่วมทางการเมืองในวิถีทางแห่งประชาธิปไตยอีกต่อไป มีอคติและสิ้นหวังกับตัวนักการเมือง อันเป็นตัวแทนที่ชอบธรรมโดยแท้ของพวกเขาเอง อีกทั้งยังรู้สึกไร้ซึ่งความหวังต่อหนทางประชาธิปไตยที่ดูเหมือนว่างเปล่าและไม่มีอะไรดีขึ้นเลย พร้อมที่จะหันหลังให้กับสิทธิเสรีภาพ และทิ้งคุณค่าของความเป็นมนุษย์อันพึงมีอย่างเท่าเทียม กลับมาหาหนทางแห่งการพึ่งพา ยอมให้ใครก็ตาม “เป็นเจ้าแห่งชีวิต” ของตน เพื่อแลกกับการที่จะได้รับการอุปถัมภ์ค้ำชูสภาพชีวิตไปตามวิถีเยี่ยงคนชั้นทาส ปล่อยวางซึ่งคุณค่าแห่งความเป็นมนุษย์ของตนอย่างลงไปอย่างเงียบๆ …”

เมื่อระบบคิดทางประชาธิปไตยในภาคประชาชนอ่อนแอลงไป การตื่นตัวทางอำนาจการปกครองที่เรียกกันว่า “การปกครองของประชาชน โดยประชาชน และเพื่อประชาชน” เนื้อหาก็จะถูกแปลเปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง คงปล่อยให้เป็นเรื่องของผู้กุมชะตาประเทศคนใดก็ตาม เป็นผู้มีอำนาจนำพาประเทศไปตามยะถากรรม เป็นทั้งผู้จัดสรรอำนาจและผลประโยชน์ หรือแม้กระทั่งเป็นผู้ใช้อำนาจอธิปไตยเหล่านั้นเสียเองทั้งหมดก็สุดแท้แต่ ซึ่งก็คงไม่ต่างอะไรกับการปกครองกันในระบอบเผด็จการนั่นเอง

 

“...แต่ทว่า... แน่ใจกันแล้วหรือ ว่า “นักการเมืองเลว - ประชาชนโง่” นั่นมันเป็นสาเหตุ หรือเป็นผลลัทธ์ ที่ได้ขึ้นเกิดจากกระบวนการเชิงโครงสร้างที่บิดเบี้ยวอย่างนี้กันแน่...”
 


 >• เพราะปัญหาอยู่ที่โครงสร้างทางอำนาจในระบบการปกครองของไทย ไม่เอื้อต่อความเป็นประชาธิปไตย

             -. ระบบที่ถูกออกแบบไว้อย่างมีพัฒนาการที่แยบยล สลับซับซ้อนเชิงโครงสร้างทางอำนาจ ลวงพลางอำนาจมืดนอกระบบให้เข้ามาผสานอยู่ร่วมกับกลไกระบบจนเป็นเนื้อเดียวกัน แต่กลับอุปาทานกันอยู่เนืองๆ ว่า “ระบอบการปกครองแบบประชาธิปไตยฯ” จึงเป็นสิ่งที่เลี่ยงไม่ได้ที่จะขาดซึ่ง “พิธีการ” อย่างที่เป็นมา และนั่นถือเป็น “จุดแข็ง” อันเกิดจากการสั่งสมประสบการณ์ของอำนาจเผด็จการที่ต้องซ่อนเร้นอำพรางการใช้อำนาจ หลายคนอาจเรียกขานกลไกที่แท้จริงเหล่านี้ว่า “ระบบอำมาตยาฯ” ที่ได้กำเนิดเกิดขึ้นและได้ปรับเปลี่ยนรูปร่างทางโครงสร้างขึ้นมาใหม่ จากการปรับตัวได้อย่างเท่าทันเสียแล้ว อีกทั้งผลที่ได้จากการได้ฉีกและสร้างรัฐธรรมนูญขึ้นมาใหม่ไปมาอยู่หลายครั้งหลายครานั้น ก็ดูเหมือนจะเป็นตัวประสานสอดรับที่ดีด้วยเช่นกัน “…เพราะนอกจากจะเป็นหลักประกันว่า อำนาจทางประชาธิปไตยจะต้องไม่เข้มแข็งจนเกินกว่าจะควบคุมมันได้ แล้วก็ยังเป็นการสร้างเสริมความแข็งแกร่งอย่างถึงที่สุด ของแก่นกลางอำนาจแฝงเหล่านี้ ให้คงอยู่ไปได้อย่างกลมกลืนมากยิ่งขึ้นอีกด้วย…”

เพราะคำว่าประชาธิปไตย เป็นสิ่งเดียวที่จะอ้างใช้ได้อย่างชอบธรรมเสมอมา เพียงแต่อาจจะต้องมีการตกแต่ง “บอนไซ” เพื่อควบคุมพัฒนาการกันไปบ้าง เพื่อปกคลุมมันได้อย่างเบ็ดเสร็จ โดยจะไม่มีใครคิดสงสัยเลยว่า มีสิ่งแปลกปลอมเหล่านี้เข้ามาอยู่ร่วมกันได้อย่างไร หรือแม้แต่จะสลัดมันออกไปด้วยการเปิดโปงอำนาจแฝงเร้นอันทรงอิทธิพลที่เหนียวแน่นเช่นนี้ ก็ใช่จะสร้างบทพิสูจน์ให้สังคมเข้าใจหรือเห็นปัญหาได้โดยง่าย “...เพราะคุ้นชินกับมันจนกลายเป็นประเพณีการปกครองกันไปเสียแล้ว...”

“...นี่จึงเป็นการขัดแย้งกันในทางเนื้อหาโดยสิ้นเชิง และก็ไม่เอื้อต่อการมีประชาธิปไตยในประเทศไทยได้อย่างสมบูรณ์ได้ เพราะเหตุที่ยังคงต้องอยู่ร่วมกันอย่างกลมกลืนกับกระบวนการที่ยังเป็นระบบเผด็จการดังเดิมในเชิงสาระอยู่ดี เพียงแต่การปรับเปลี่ยนรูปแบบทางโครงสร้างและวิธีการใช้อำนาจเหล่านั้น ได้ใช้รูปแบบทางประชาธิปไตยเป็นเครื่องฟอกอำนาจและใช้มันอย่างแยบยลเท่านั่นเอง...”

 

>• นักค้าอำนาจและนักต่อรองผลประโยชน์มืออาชีพ บนโต๊ะเจรจาแลกเปลี่ยนระดับชาติ

            -. ประเพณีที่เป็นยุทธศาสตร์สำคัญอย่างหนึ่งของโครงสร้างเหล่านี้ นั่นก็คือ การควบคุมให้นักการเมือง หรือแม้แต่เจ้าหน้าที่รัฐ / ข้าราชการระดับสูงในกลไกที่ทรงอำนาจของรัฐฯ หรือผู้ที่จะต้องเข้ามามีบทบาทหน้าที่ มีตำแหน่งแห่งหนใน “ธุรกิจค้าอำนาจระดับชาติ” ที่อาศัยกลไกปกครองของรัฐฯ เป็นตลาดซื้อขายอำนาจ ต่อรองแลกเปลี่ยนผลประโยชน์กันอย่างมโหราฬ จำเป็นต้องเข้าสู่วงโคจรของระบอบอุปถัมภ์กันโดยสิ้นเชิง เพราะนอกจากที่พวกเขาจะต้องนำพาตัวเองผ่านขั้นตอนตามพิธีการในระบอบประชาธิปไตยนั้นแล้ว ไม่ว่าจะเป็นในส่วนของการเลือกตั้งก็ดี, ในการเข้าถึงอำนาจฯ โดยตรงก็ดี, หรือผ่านการสรรหาตามรัฐธรรมนูญก็ดี ถึงตรงนี้แล้ว คุณคงต้องรู้ธรรมเนียมปฏิบัติเหล่านั้นเป็นอย่างดีแน่นอน และยังต้องรู้ไปอีกว่า “ภาระหน้าที่” กับ “สิ่งทึ่ควรจะทำ” อันเกิดจากผลแห่งการแลกเปลี่ยนฯ ที่ต้องรู้กันดีอยู่แก่ใจ คงต้องควบคู่กันไปได้อย่างสมบูรณ์ พร้อมๆ กัน เพียงแต่อาจจะต้องลำดับ “ค่าความสำคัญ” ให้ถูกต้องเหมาะสม ถูกที่ถูกเวลา เพราะอำนาจแห่งการอุปถัมภ์เหล่านั้น ถือเป็นการใช้อำนาจทางเผด็จการ จึงพร้อมจะให้คุณให้โทษได้ทุกเมื่ออย่างสมบูรณ์ด้วยอำนาจฯ หากใครก็ตามจะยังคงละเลยหรือละเมิดข้อตกลงกันทางประเพณีนี้แล้วตั้งแต่ต้น

 

“...เมื่อระบบถูกออกแบบไว้ ให้นักการเมืองต้องเดินไปตามวิถีทางอำนาจอย่างนั้นแล้ว อำนาจที่ซื้อขายกันกันหลังม่านประเพณีเหล่านั้น นั่นจึงเป็นตัวสร้างเงื่อนไขผิดๆ แห่งพฤติกรรมของนักการเมืองที่จำเป็นต้องบังเกิดเป็นผลไปในทางใดทางหนึ่ง หรือแม้แต่ข้าราชการต่างๆ เองก็ดี ก็แทบไม่แตกต่างกันเลย เพราะการที่มีประเพณีที่เป็นกลไกอยู่อย่างนี้ การจะคัดเลือกตัวบุคคลให้เข้ามามีอำนาจ ในบทบาทที่สำคัญ จะต้องเอื้อถึงกันตามโครงสร้างเครือข่ายอุปถัมภ์กันอย่างเป็นระบบระเบียบเช่นกัน หากแต่มิเช่นนั้น ก็ต้องเลือกที่จะหันกลับออกมาเสียตั้งแต่แรกแล้ว คนที่อยู่ในระบบเหล่านี้ได้ จึงจำเป็นต้องปรับตัวรับสภาพเหล่านั้นไปโดยปริยาย เพราะนี่คือกลไกในระบบอุปถัมภ์เชิงอำนาจในลักษณะเครือข่ายลูกโซ่ที่เชื่อมโยงถึงกันไปหมดแล้วทั้งสิ้น…”

 

ดังนั้น สิ่งที่นักการเมืองควรจะเร่งรีบกระทำภารกิจเป็นอย่างแรก นั่นก็คือ “...การใช้ต้นทุนที่มีอยู่แล้วนั้น แสวงหาเอาผลประโยชน์ใส่ตัวให้มากที่สุด โดยไม่จำเป้นต้องสวนกระแส พร้อมกับสร้างเครือข่ายอุปถัมภ์ต่อยอดขึ้นไป จนเป็นวัฏจักรสืบทอดต่อกันไปไม่รู้จักจบสิ้น และปกคลุมไปทั่วทั้งองคาพยพของรัฐไทยอย่างที่เห็นกันในปัจจุบัน...”

และด้วยเหตุผลนี้ใช่หรือไม่? ที่บรรดานักการเมือง, ข้าราชการระดับสูงต่างๆ หรือแม้แต่คนในภาคองค์กรเอกชนก็ตาม จึงต้องให้ความสำคัญที่จะวิ่งเข้าหาระบบอุปถัมภ์ และสนใจที่จะหมกมุ่นกันอยู่ในบ้านของผู้หลักผู้ใหญ่ ผู้ทรงอิทธิพลคนสำคัญระดับชาติในวาระสำคัญ พบปะกันบ่อยครั้งในสนามกอล์ฟส่วนตัวของอภิสิทธิ์ชนคนมีเกียรติยศ, ในภัตตาคารหรูหราหรือบนโต๊ะอาหารในบ้านของผู้มากบารมีฯ แทนที่จะไปทำหน้าที่ตามภารกิจอันควร เพื่อการรักษาผลประโยชน์ของชาติบ้านเมือง และเพื่อประชาชนอย่างที่ควรจะเป็น นี่จึงเป็นคำตอบที่ว่า “ปัญหาโครงสร้างระบบของไทยที่เป็นรากเหง้าแห่งความไม่เจริญที่แท้จริงนั่นต่างหากเล่า”

 


“...ระบบที่เลวๆ ย่อมไม่สร้างผลผลิตที่ดีได้ฉันท์ใด นักการเมืองที่ดี ย่อมไม่มีอยู่จริงในระบบอุปถัมภ์อำมาตยาฯ ฉันท์นั้น...”

 

>• “ไพร่อุปถัมภ์ หรือจะสู้ศักดินาอำมาตยาค้ำชู” ความจริงอันเป็นบทพิสูจน์กันมาตั้งนานแล้ว

            -. เมื่อกระบวนการแห่งการเข้าถึงโครงสร้างทางอำนาจการปกครองแห่งรัฐไทย กลายเป็นกลไกการคัดกรองบุคลากรทางการเมืองที่บังคับให้เกิด “...ข้อผูกมัดกันทางประเพณีในระบอบอุปถัมภ์ของระบบอำมาตยาฯ...”  กันไปเสียแล้ว นั่นก็ถือเป็นหนึ่งในการคัดเลือกบุคคลที่ต้องมีคุณสมบัติบางอย่าง “ที่ต้องเข้ากันได้อย่างกลมกลืน” กับวัฒนธรรมทางการเมืองที่เป็นอยู่เหล่านั้นให้ได้เสียก่อนเป็นประการแรก

 

“...เพราะหากนักการเมืองจะอาศัยเพียงแค่เสียงการสนับสนุนจากความศรัทธาแห่งมวลมหาประชาชน ตามระบอบวิถีทางแห่งประชาธิปไตยของภาคนักการเมืองก็ดี การดำรงค์หน้าที่อยู่อย่างซื่อสัตย์สุจริตของข้าราชการประจำก็ดี กลับไม่เพียงพอที่จะดำรงอยู่ได้ในกลไกอันบิดเบี้ยวทางโครงสร้างปกครองของไทยได้เสียแล้ว หรือแม้แต่ระบบคิดที่จะกระทำตนให้เป็นประโยชน์ “เป็นนักการเมืองชั้นดี - เป็นข้าราชการตงฉิน” จะมีอุดมการณ์แรงกล้าเพียงใด หรือมีพลวัฒน์ในแนวทางที่ดีอย่างมุ่งมั่นอยางไร ก็คงจะเปล่าประโยชน์ เพราะท้ายที่สุดแล้ว บุคคลที่ดีเกินไปเหล่านั้น กลับจะไม่มีโอกาสยืนในจุดที่คาดหวัง ในระบบที่ไม่รองรับเหล่านี้ได้เลย... ”

 

ปรากฏการณ์ชี้ชัดที่สามารถเทียบเคียงกันได้ ก็อย่างเช่น การแต่งตั้ง, โยกย้าย, ปรับเปลี่ยนหน้าที่, การเข้ารับตำแหน่ง, การปลด – การถอดยศ, การเกียร์ว่างในช่วงเปลี่ยนผ่านอำนาจ ฯลฯ ต่างๆ ของภาคข้าราชการก็ดี หรือในภาคการเมืองที่เห็นกันชัดๆ ก็เช่น การจับขั้วพรรคการเมือง, การจัดตั้งรัฐบาล – รัฐมนตรี, การสรรหาสมาชิกวุฒิสภา หรือวางตำแหน่งสำคัญๆ ทางการเมือง ก็ไม่พ้นประเพณี “การล็อบบี้” คำสั่งขอจากผู้หลักผู้ใหญ่ หรือผู้มีอภิสิทธิ์ชน เพื่ออำนาจและผลประโยชน์ต่างๆ ล้วนเป็นกิจการภายในที่เฟื่องฟูไปด้วย “อำนาจอุปถัมภ์” ทั้งสิ้น

นั่นจึงไม่ใช่เนื้อหาทางหลักการทางประชาธิปไตยที่บุคคลต้องมีสิทธิเท่าเทียมกัน และใช้ศักยภาพเป็นเครื่องชี้วัด “ค่าของคนอยู่ที่ผลของงาน” หรืออะไรต่างๆ เหล่านั้น แต่กลับจะออกมาในรูปของ “อภิสิทธิ์ชน” กันเต็มไปหมด หากใครก็ตาม “บังอาจฝืนกติกา” ตัวอย่างก็จะมีให้เห็นอย่างมากมาย และที่ร้ายแรงและชัดเจนที่สุด ก็เห็นจะหนีไม่พ้น กรณีอดีตนายก “ทักษิณ ชินวัตร” นั่นเอง

ในยุครุ่งเรืองสุดขีดของพรรคไทยรักไทยในสมัยการนำของ พท.ดร.ทักษิณ ชินวัตร จนถึงยุคล่มสลายลงไป จากการที่เขาและคณะได้ออกนอกลู่ทางแห่งกฏกติกาบางอย่าง เพราะหลงผิดคิดทนงตนไปว่า เขาน่าจะก้าวข้ามวัฒนธรรมทางการเมืองที่สกปรกเหล่านี้ไปได้ เพราะไปเผลอตนกับระบบคิดที่ว่า “...ในระบอบประชาธิปไตยนั้น ประชาชนผู้เป็นใหญ่ จะเป็นดั่งเช่นผนังทองแดง กำแพงเหล็ก ให้ได้อาศัยความชอบธรรมที่มีอยู่เหล่านั้น เหนืออิทธิพลทางการเมืองใดๆ...” และเลือกที่จะลำดับความสำคัญเสียใหม่ เอาเวลาไปตอบแทนประชาชนในฐานะที่เป็นผู้ให้การอุปถัมภ์เขาและพรรคการเมืองของเขาอย่างแท้จริง โดยตั้งใจจะละเลยบางสิ่งบางอย่างไป...

 

“…แต่แล้วทุกอย่างก็ได้พิสูจน์ในที่แจ้งกันอย่างไร้ข้อกังขาแล้วว่า “ประชาธิปไตยและอำนาจแห่งประชาชน ไม่เคยมีอยู่จริงในประเทศนี้” เขาโดนยึดอำนาจจากการสั่งการของผู้มีบารมีฯ อีกทั้งยังใช้โอกาศนั้นทำการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงเนื้อหาสำคัญเพิ่มเติมลงไปเป็นบทบัญญัติแปลกๆ ในรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ เพื่อเป็นการปิดโอกาสใดๆ ที่จะทำให้พรรคการเมืองในวิถีประชาธิปไตยจะเข้มแข็งขึ้นมาได้อีก ไม่ต้องการให้มีพรรคการเมืองพรรคเดียวที่มีเอกภาพทางอำนาจอย่างเบ็ดเสร็จ อย่างที่เคยเกิดขึ้นกับพรรคไทยรักไทย เพราะแท้ที่จริงแล้ว ความแข็งแกร่งแห่งอำนาจทางประชาธิปไตยในครั้งนั้น สามารถที่จะล้มอิทธิพลแห่งอำนาจเผด็จการเหล่านี้ลงได้เพียงชั่วข้ามคืนเสียด้วยซ้ำ…”

 

ผลจากการณ์นั้น จึงเกิดการสั่งการจากคณะเผด็จการฯ แต่สร้างความชอบธรรมโดยการกำหนดผลผ่านไปยังคณะตุลาการจัดตั้ง “ให้ยุบพรรคไทยรักไทยของเขาโดยทันที” พร้อมย้อนหลังกฏหมายเพื่อลงโทษตัดสิทธินักการเมืองระดับหัวกระทิของเขาแทบทั้งหมด ให้เป็นการถอนรากถอนโคนอำนาจอย่างเบ็ดเสร็จ, ต่อด้วยการใช้กระบวนการยุติธรรมบังคับคดีที่น่ากังขาต่างๆ ของเขาอย่างคาดเดาผลไม่ยากนัก อีกทั้งยังใช้ “ตุลาการภิวัฒน์” เป็นดาบสอง ตัดสินให้นายกฯ ที่เป็นตัวแทนของเขาที่บังอาจ “ผ่าดงเท้าเผด็จการฯ” ขึ้นมาคุมอำนาจได้อีกครั้งจนได้ บนเนื้อหาแห่งรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ที่เต็มไปด้วยหลุมพลางอย่างไม่น่าเชื่อ แต่สุดท้ายก็ต้องหมดอำนาจลงไปอีกถึงสองคนติดต่อกัน ทั้งการสั่งยุบพรรคและการสั่งออกจากตำแหน่ง นอกจากไม่แคร์สายตาชาวโลกแล้ว ยังเปิดหน้ากากเล่นกัน “อย่างหน้ามืด” จนท้ายที่สุดก็เลิกที่จะวัดใจวิถีประชาธิปไตยอีกต่อไป บังคับใช้วิธีการยึดอำนาจฯ ซ้ำซ้อน ด้วยการสั่งนักการเมืองเปลี่ยนขั่ว “สร้างรัฐบาลจัดตั้งในค่ายทหารฯ” ขึ้นทันที โดยยกให้พรรคประชาธิปไตยอดีตพรรคฝ่ายค้าน “ผู้แพ้การเลือกตั้งซ้ำซ้อน จนต้องบอยคอตการเลือกตั้ง” ได้ขึ้นเถลิงอำนาจเป็น “รัฐบาลเทพประทาน” ไปในที่สุด จนเป็นเหตุให้มีเกิดการขัดแย้งวุ่นวายครั้งใหญ่ ได้มีการชุมนุมประท้วงและขับไล่รัฐบาลที่มิชอบนั้น จากประชาชนมากมาย จนเกิดการปราบปรามกันจนมีผู้บาดเจ็บและเสียชีวิตจำนวนมาก เป็นข่าวดังไปทั่วโลก และเป็นเรื่องปลายที่กระทบความมั่นคงฯ กันอยู่ในปัจจุบัน... “มันได้สะท้อนภาพอะไรให้เห็นกันบ้างหรือไม่?”

 

>• คงยังจะอยู่กันในวังวนเดิมๆ กันอีกต่อไป จนกว่า “ประชาจะภิวัฒน์”

            -. ในวันนี้ ดูเหมือนว่าประชาชนจะเริ่มตื่นตัวทางการเมืองกันมากขึ้น และเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์การเมืองการปกครองของไทย ที่ปัญหาต่างๆ มากมายถูกนำมาถกเถียง อภิปรายกันตามวาระและบริบทต่างๆ นานา หลากหลายประเด็นที่เกี่ยวข้อง ทั้งบนเวทีสาธารณะ, สภากาแฟ, สังคมอินเตอร์เน็ตอีกทั้งกำลังจะลุกลามไปถึง “เวทีโลก” เสียด้วยซ้ำ องค์กรสำคัญๆ ระดับนานาชาติ เริ่มเฝ้าดูด้วยความเป็นห่วง และหลายครั้งก็ส่งสัญญาณที่จะเข้ามาช่วยแก้ไขปัญหาอีกทางหนึ่งด้วย

การบีบรัดตัวจากปัญหาวิกฤตทางการณ์ทางเมืองครั้งใหญ่นี้ ก่อให้เกิด “After Shock” เป็นคลื่นสั่นสะเทือนไปทั่ว จนคนแตกตื่นไปทุกหย่อมหญ้า ส่ายหน้ามองหารากเหง้าแห่งสาเหตุการไม่มีพัฒนาการของชาติไทยว่า “อะไรคือตัวปัญหากันแน่?”

บ้างก็เห็นว่าเป็นเรื่องของตัวนักการเมืองเอง, บ้างก็เห็นว่าเป็นปัญหาทางด้านโครงสร้างฯ, บ้างก็มองไปที่ระดับความรู้การศึกษาของประชาชน, บ้างก็เห็นเป็นว่าเป็นเรื่องของการใช้อำนาจทุนซื้ออำนาจรัฐ ฯลฯ ต่างๆ นานา มากมายหลายมิติความคิด

แต่หากจะมองในแง่ดีนั้น ก็อาจจะถือได้ว่า ได้มีการตื่นตัวของภาคประชาชนที่เป็นหน่วยย่อยที่เล็กทีสุดของโครงสร้างระบบการปกครอง และถึงแม้จะดูเหมือนว่า กำลังใช้เวลาในการ “เหวี่ยงแหปัญหา” เพื่อพยายามหาข้อยุติ แต่ก็อาจเป็นเรื่องที่ดี ที่จะให้ทุกคนได้ร่วม “ตกผลึก” ในระบบคิดร่วมกัน ซึ่งอาจจะมีเห็นดี เห็นต่างกันเลยเถิดไปบ้าง แต่ไม่ว่าจะอย่างไรก็ตาม “...นี่อาจจะหมายถึงสัญญาณของการเปลี่ยนผ่านสังคมไทยจากยุคล้าหลัง ก้าวขึ้นสู่ยุคเริ่มต้นแห่งการเป็นอารยประเทศ...” ตามรอยวัฏจักรแห่งการเปลี่ยนแปลง ที่หลายๆ ประเทศก็ต้องก้าวผ่านจุดสำคัญเหล่านี้คล้ายๆ กันทั้งสิ้น

จึงหวังว่าปัญหาที่วิกฤตครั้งนี้ ก็จะกลับกลายเป็นต้นทุนแห่งโอกาสของการปฏิรูปเปลี่ยนแปลงจัดเรียงระบบครั้งใหญ่ของประเทศไทย ที่จะทำให้เกิดการปรับตัวกันไปทั่วทั้งองคาพยพ และอาจจะกลับมาเป็น “...สยามเมืองยิ้มยุคใหม่ ที่ประเทศจะมีความเป็นประชาธิปไตยเต็มใบ โดยมีคนไทยเป็น “พลเมืองภิวัฒน์” กันอย่างเต็มตัวเสียที...” เพื่อสร้างความมั่นคงและเข้มแข็งของชาติ และผาสุขในอนาคตของลูกหลานไทยต่อไปนั่นเอง .-

 

----------------//----------------

 

::.- บทความที่น่าจะเกี่ยวข้อง -.::

(((ไพร่อุปทาน))) : ตะลึง..!!! "ระบอบการปกครองของไทย ต้นแบบใหม่แห่งรัฐเผด็จการ"

http://talk.mthai.com/topic/75871

 .-

(((ไพร่อุปทาน))) "กับดักทางสมอง" ทัศนคติเชิงมุมมอง "ประชาธิปไตยแบบไทย ๆ" คือ นักการเมืองเลว และประชาชนโง่ บ้านเมืองไทยถึงไม่เจริญ !!! "จริงดอกหรือ???"

http://talk.mthai.com/topic/74359

.-